ขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับวันนี้ในช่วงเวลาค่ำๆ ของวันพุธที่ 4 กันยายนที่ผ่านมานั้น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีนระลอกใหม่ย่างเข้าสู่วันที่สี่พอดิบพอดีนับจากวันที่การขึ้นอัตราภาษีศุลกากรเพิ่มเติมตอบโต้กันไปมาของทั้ง 2 ประเทศรอบนี้เริ่มมีผลตั้งแต่ 1 กันยายนโดยทางฝ่ายสหรัฐฯเริ่มจัดเก็บเพิ่มขึ้นอีก 15 เปอร์เซ็นต์จากสินค้าจีนมูลค่าประมาณ 125,000 ล้านเหรียญ ซึ่งจะรวมถึงสินค้าไฮเทคต่างๆ และรองเท้ากีฬาด้วยส่วนหนึ่งในขณะที่จีนก็สั่งเก็บภาษีเพิ่มจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯที่มีมูลรวมกัน 75,000 เหรียญ รวม 5,078 รายการในอัตรา 5-10 เปอร์เซ็นต์แต่จะเริ่มทันทีในวันที่ 1 กันยายน 1,717 รายการ และส่วนที่เหลือจะลงมือเก็บในวันที่ 15 ธันวาคมดูจากตัวเลขรวมๆเหมือนว่าจีนจะเจ็บตัวมากกว่า เพราะโดนเยอะกว่า แต่นักวิเคราะห์บอกว่าสินค้าจีนลอตนี้ส่วนใหญ่ผลิตโดยโรงงานอเมริกันที่ไปอยู่ในจีน เพราะฉะนั้นกลายเป็นว่าบริษัทอเมริกันนั่นเองที่จะเป็นฝ่ายเจ็บตัวแถมจะเจ็บแบบ 2 เด้งด้วย เนื่องจากคนอเมริกันที่เป็นผู้บริโภคสินค้าที่ว่านี้จะต้องจ่ายเงินเพิ่มขึ้นไปอีกในสายตาของนักวิเคราะห์บางกลุ่มจึงมองว่าสหรัฐอเมริกาน่าจะเสียเปรียบในการ “ซัลโว” ชุดนี้ตรงข้ามกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เชื่ออย่างมากว่าสหรัฐฯได้เปรียบ และจีนกำลังตกอยู่ในความยากลำบากโดยเขียนลงทวิตเตอร์ว่าจีนควรจะมาเจรจาและหาทางบรรลุข้อตกลงโดยเร็วทรัมป์ขู่ด้วยว่าจีนกำลังเตะถ่วงรออยู่ โดยหวังว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าอาจมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่...ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะถ้าเขาได้รับการเลือกตั้งกลับมาอีกหนละก็จีนจะเจอหนักกว่านี้เป็นธรรมดาของการทำสงครามไม่ว่าสงครามทั่วๆไป หรือสงครามเศรษฐกิจ ผู้ทำสงครามทั้ง 2 ฝ่ายมักจะอ้างว่ายฝ่ายตนชนะหรือกำลังได้เปรียบแต่ในข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไรคงต้องรอให้ควันปืน (จากการขึ้นภาษีทั้ง 2 ฝ่าย) จางลงไปกว่านี้อีกสักนิดจึงจะมานับศพทหาร หรือประเมินผลแพ้ชนะกันได้สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าการทำสงครามในลักษณะนี้ ยากจะมีฝ่ายใดชนะ เพราะยิ่งสู้รบกันไป นอกจากจะกอดคอกันจมน้ำตายไปด้วยกันทั้งคู่ แล้วยังจะทำให้เศรษฐกิจโลกพลอยแย่ไปด้วยที่ผ่านมานับแต่ 2 ประเทศนี้เริ่มต้นซัลโวกันในรอบแรกโลกเราก็ออกอาการไม่ค่อยดีมาตลอด เห็นชัดจากการหดตัวลงของเศรษฐกิจจีนและสหรัฐฯ รวมทั้งของยุโรปด้วยในช่วงครึ่งปีแรกการเจรจาเพื่อหาทางบรรลุข้อตกลงที่เหมาะสมระหว่าง 2 ประเทศ จึงควรที่จะเกิดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่จะเกิดผลเสียไปมากกว่านี้อย่างที่ผมเคยบอกไว้แหละครับว่าแม้การตัดสินใจโฉ่งฉ่างของคุณทรัมป์จะทำให้แกกลายเป็นตัวผู้ร้ายของโลก แต่อย่าลืมว่าเหตุที่ทำให้ทรัมป์ต้องเล่นบทบาทนี้ก็เพราะการขาดดุลการค้าที่มีต่อจีนอย่างมากติดต่อกันมาหลายๆ ปีนั่นเองไม่มีประเทศไหนในโลกที่จะอยู่ได้ด้วยภาระการขาดดุลการค้าที่ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใดจีนซึ่งได้เปรียบเชิงการค้ามาตลอดจะต้องเข้าใจในประเด็นนี้ด้วย และควรจะหาทางรอมชอมด้วยการซื้อของจากสหรัฐฯให้มากขึ้นผมหวังว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะหันหน้ามาเจรจากันอย่างจริงจังอีกครั้ง และลดท่าทีอันแข็งกร้าวของแต่ละฝ่ายลง เพื่อให้บรรลุข้อตกลงที่เป็นผลดีทั้งแก่ 2 ประเทศเอง และต่อโลกเป็นส่วนรวมตามมาในที่สุดอย่าลืมนะครับว่าถ้าตกลงกันไม่ได้เศรษฐกิจโลกมีหวังป่วนระลอก 3 แน่ๆ เพราะยังมีสินค้าอีกหลายแสนล้านเหรียญที่ทั้ง 2 ฝ่ายขึ้นบัญชีไว้ว่าจะมีการขึ้นภาษีอีกระลอกในช่วงปลายๆปีในส่วนของรัฐบาลไทยผมก็ขอเสนอแบบเดิมๆ คือให้จับตาและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อย่าบุ่มบ่ามอย่างหลวมตัวอะไรมากความฝันที่จะไป 4.0 ถ้ามันยากนักก็ชะลอไว้ก่อน เอาแค่ 3.5 ก็พอครับบิ๊กตู่ เพราะช่วงนี้สถานการณ์ของโลกไม่อำนวยให้การนิ่งเฉยไว้มองขวามองซ้ายตั้งสติเสียหน่อยก่อนเดินหน้าอาจจะเป็นเรื่องที่ดีและเหมาะที่สุดสำหรับประเทศเรา.“ซูม”