เด็กนักเรียนแบกกระเป๋าบรรจุหนังสือเรียนมีน้ำหนักมากเกินเกณฑ์มาตรฐาน ยังมีให้เห็นอยู่ทุกโรงเรียน...ทุกพื้นที่ของประเทศไทย ถือว่าเป็นเรื่อง “อันตราย” ไม่อาจมองข้ามความ “เสี่ยงเด็กนักเรียน” ที่อาจได้รับบาดเจ็บเรื้อรัง มีผลต่อร่างกาย การเรียนรู้ และอันตรายต่อการพัฒนาการทรงตัวในอนาคต...ปัญหานี้มักเกิดกับเด็กนักเรียนอายุตั้งแต่ 7-10 ขวบ หรือในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-4 ที่ต้องแบกกระเป๋าเรียนหนักมากเกินกว่ากำหนดเกณฑ์มาตรฐานของทั่วโลก ไม่เกินร้อยละ 10-15 ของน้ำหนักตัวเด็กและ...น้ำหนักกระเป๋าต้องเฝ้าระวังอันตรายตั้งแต่ร้อยละ 20 ขึ้นไปของน้ำหนักตัวเด็กตามมาตรฐานน้ำหนักกระเป๋าเด็กนักเรียนชั้นประถม 1-2 ควรแบกน้ำหนักไม่เกิน 3 กิโลกรัม ชั้นประถม 3-4 ควรแบกน้ำหนักไม่เกิน 3.5 กิโลกรัม ชั้นประถม 5-6 ควรแบกน้ำหนักไม่เกิน 4 กิโลกรัมกระเป๋าหนังสือหนักเกิน มีผลกระทบต่อสุขภาพเพียงใดนั้น รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผอ.ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี ม.มหิดล ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาเคยสำรวจนักเรียนไทยต้องแบกกระเป๋าน้ำหนักร้อยละ 10 ของน้ำหนักตัวเด็ก ในชั้น ป.1 ป.2 พบมีมากถึง 90 เปอร์เซ็นต์ ชั้น ป.3 อยู่ที่ 72 เปอร์เซ็นต์ และชั้น ป.4 อยู่ที่ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่แบกกระเป๋าเกินเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 20 ขึ้นไปของน้ำหนักตัวเด็ก ในชั้น ป.1 ป.2 อยู่ที่ 25 เปอร์เซ็นต์ ชั้น ป.3 อยู่ที่ 15 เปอร์เซ็นต์ ชั้น ป.4 อยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์นั่นหมายความว่า...มีเด็กนักเรียนแบกกระเป๋าอยู่ในเกณฑ์ร้อยละ 10–15 ของน้ำหนักตัว มีค่าเฉลี่ย 4 ต่อ 5 คน และน้ำหนักกระเป๋าเกินเกณฑ์ร้อยละ 20 ของน้ำหนักตัว มีค่าเฉลี่ย 1 ต่อ 5 คนหนำซ้ำ...ยังมีการทดสอบต่ออีก...ด้วยการนำกระเป๋าน้ำหนักตั้งแต่ร้อยละ 20 ของน้ำหนักตัวเด็ก ให้เด็กนักเรียนแบกในห้องเอกซเรย์ ปรากฏว่า กระดูกสันหลังมีลักษณะโค้งผิดปกติ ส่งผลให้กระดูกสันหลังมีรูปร่างคดคล้ายรูปตัวเอส บริเวณกระดูกสันหลังคดพบระดับอกต่อกับระดับเอวที่เกิดจากสะพายกระเป๋าน้ำหนักมากเกินมาตรฐาน ทำให้โครงร่างเปลี่ยนรูปชั่วคราว...สิ่งที่เด็กต้องรับเผชิญความเสี่ยงอันดับแรกเลยคือ จุดเริ่มต้นอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อ จากเกร็งกล้ามเนื้อสภาวะต้านการรองรับสิ่งที่เข้ามากระทำต่อกระดูก ที่ต้องแบกรับน้ำหนักมากเป็นเวลานานกว่าปกติทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อ และยังมีผลกระทบต่อถึงการปวดหลัง ปวดคอ ปวดไหล่ในระยะสั้น และมีผลต่อศักยภาพการพัฒนาทางร่างกาย เด็กนักเรียนอาจด้อยพัฒนาด้านศักยภาพร่างกายตามวัย เช่น ไม่สามารถวิ่งเล่น ออกกำลังกายได้เหมือนเด็กทั่วไป เพราะมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อ หรือปวดหลังรุนแรง ในเด็กวัยนี้ไม่ควรมีอาการเช่นนี้ด้วยซ้ำกลายเป็นข้อจำกัดทางร่างกาย ต้องสูญเสียโอกาสการพัฒนาศักยภาพการเจริญเติบโตทางร่างกายบางอย่าง มีผลต่อการพัฒนาด้านอื่นในอนาคต...สิ่งเลวร้ายกว่านั้น...อาจมีผลกระทบถึงบุคลิกภาพ หรือการพัฒนาทั่วไปไม่เป็นไปตามปกติ บางคนมีอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรัง กลายเป็นผลกระทบระยะยาว และมีความเสี่ยงเกิดปัญหาสุขภาพจิต มีความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการเรียนตามมา...สาเหตุสำคัญเพราะ...โรงเรียนไม่มีการบริหารจัดการระบบการเรียนการสอนที่ดีเท่าที่ควร ส่วนครูผู้สอนเองสั่งเตรียมหนังสือมามากไป ไม่สนใจว่า...นักเรียนต้องแบกรับกระเป๋าหนักหรือไม่? แม้ในห้องเรียนมีพื้นที่โล่งว่างมากมาย อาจจะใช้เป็นพื้นที่จัดเก็บวางหนังสือ ก็ไม่ยอมทำกัน เพื่อไม่ให้นักเรียนต้องแบกกลับบ้านเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตถึงขั้นต้องปฏิรูประบบการศึกษา หากแต่เป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น...ควรเลิกปฏิบัติกับเด็กนักเรียนที่ไม่ต้องมีภาระแบกกระเป๋าหนังสือหนักเกินไป...“คงต้องรอให้นักเรียนแบกกระเป๋าเป้หนักไปเรื่อยๆจนเด็กพิการอัมพาต หรือรอให้กระดูกสันหลังคด มีการพัฒนาการเจริญเติบโตเด็กผิดปกติ และเป็นคนตัวเตี้ย...กลายเป็นปัญหาใหญ่กับเด็กนักเรียนก่อน ค่อยหันมาสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น...เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ครู ผู้บริหารในโรงเรียนต้องให้ความสำคัญกัน...” รศ.นพ.อดิศักดิ์ ว่าจริงๆแล้วปัญหานี้...อยู่ที่ “ครูผู้สอน” ไม่วางแผนการเรียนการสอนให้ดี ไม่ระบุให้ชัดว่า แต่ละวันเรียนหนังสือเล่มไหนบ้าง ทำให้ผู้ปกครอง นักเรียนต้องสุ่มเดากันเอง ในการจัดเตรียมหนังสือเรียนมาหมด หากไม่นำมาหมดทุกเล่ม หรือเอามาไม่ตรงที่ครูสอน อาจกลายเป็นว่าเด็กต้องถูกทำโทษไปอีกทั้งในทุกเช้าก่อนเข้าโรงเรียน มีการตรวจระเบียบการแต่งกายตั้งแต่ทรงผมจนถึงรองเท้า...กลับมองข้ามเรื่องตรวจน้ำหนักกระเป๋านักเรียน ที่มีประโยชน์มากกว่าระเบียบการแต่งกายด้วยซ้ำ...ปัญหานี้...โรงเรียนทุกแห่งรับรู้เรื่องราวทั้งหมด...เพียงแต่บางโรงเรียนไม่มีการบริหารจัดการให้ดีเป็นระบบในแต่ละเรื่องเท่านั้น อาจจัดให้มีตู้ล็อกเกอร์ หรือพื้นที่วางเก็บหนังสือให้เด็กนักเรียนเป็นการเฉพาะ ที่ไม่ต้องแบกไปกลับบ้านทุกวัน และครูผู้สอนต้องดูแลเรื่องการเรียนการสอน ชี้แจงให้นักเรียนเตรียมหนังสือตรงกับสิ่งที่สอนจริง เพื่อให้เตรียมเฉพาะหนังสือที่ต้องเรียน ไม่ใช่ต้องแบกหนังสือไปมาทั้งหมดแบบนี้...เรื่องนี้ต้องเป็นภาระโรงเรียน ในการจัดพื้นที่ว่างในห้องเรียนให้เป็นจุดวางหนังสือ และตรวจสอบนิสัยนักเรียนให้รู้จักจัดระเบียบกระเป๋าเรียนที่ถูกต้อง พร้อมตั้งเกณฑ์น้ำหนักกระเป๋าของแต่ละชั้นเรียน มีการชั่งน้ำหนักทุกเช้า หากน้ำหนักกระเป๋าเกินเกณฑ์ ควรเรียกนักเรียนมาพูดคุยให้เกิดความเข้าใจทว่า...การแก้ในระดับกระทรวงศึกษาธิการ เคยมีหนังสือคำสั่งเวียน...ถึงโรงเรียนทุกแห่งทั่วประเทศ ให้ตรวจสอบพฤติกรรมนักเรียน และตรวจน้ำหนักของกระเป๋านักเรียน มีข้อกำหนดไม่ให้กระเป๋าเกินเกณฑ์ร้อยละ 15 ของน้ำหนักตัวเด็ก ออกมาบ่อยเป็นประจำ...ส่วนโรงเรียนจะมีมาตรการตรวจสอบเข้มงวดหรือไม่อย่างไร ต้องขึ้นอยู่กับผู้บริหารโรงเรียนแห่งนั้น เป็นผู้พิจารณาดำเนินตามความเหมาะสม...และรายงานผลการปฏิบัติตามลำดับชั้น เพราะส่วนกลางไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากกว่านี้ นอกจากออกคำสั่งเป็นหนังสือ การกำหนดหลักเกณฑ์ และข้อแนะนำต่างๆการแก้ปัญหานักเรียนแบกเป้เกินเกณฑ์มาตรฐาน ต้องดำเนินการทั้งสองด้าน เพราะกระทรวงศึกษาธิการออกคำสั่งบังคับอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องให้โรงเรียนมีส่วนร่วม มีการรณรงค์ให้นักเรียน ผู้ปกครอง และครูผู้สอน มีความเข้าใจ เช่น โรงเรียนอาจมีกิจกรรมให้เกิดการมีส่วนร่วมด้วยการให้รุ่นพี่คอยชั่งกระเป๋ารุ่นน้องประเด็นสำคัญมีว่า...คำสั่งบังคับให้ทุกโรงเรียนปฏิบัติ มักไม่ค่อยปฏิบัติตามเท่าที่ควร หากนำรูปแบบกิจกรรมมาช่วยเสริมความเข้มแข็งให้ผู้ปฏิบัติจะได้ผลดีกว่า สิ่งสำคัญโรงเรียนต้องให้ความสำคัญจริงๆ มีการวัดผลทุกเดือน และมีการแลกเปลี่ยนกันระหว่างโรงเรียนใกล้เคียงต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้...คือพฤติกรรมสุขภาพ ต้องมีกระบวนการสร้างเสริมความเข้มแข็งของผู้ปฏิบัติ ส่วนการออกคำสั่งข้อบังคับ และคำแนะนำต่างๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของการเข้ามาเสริมสร้างความเข้มแข็งของการปฏิบัติ...เด็กนักเรียนแบกกระเป๋าหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานถือว่าเป็นการทำร้ายสุขภาพซ่อนเร้น...คนทั่วไปมองไม่เห็นผลในระยะสั้น...แต่มีผลระยะยาว ในทางปฏิบัติต้องมีความเห็นร่วมกันในการแก้ไขปัญหาก่อน ทั้งนักเรียน ผู้ปกครอง ครู โรงเรียน เพราะจะพึ่งคำสั่งข้อบังคับ...ไม่สามารถลดความเสี่ยงของนักเรียนได้ถาวรการมีคำสั่งบังคับ หรืองบประมาณ...สนับสนุนแก้ปัญหาความเสี่ยงนี้มากแค่ไหน...ปัญหาก็ยังไม่จบแค่นี้...แต่จะจบลงได้...ด้วยทุกคน ทุกภาคส่วนเห็นถึงความสำคัญก่อน.