(ภาพ:เปลี่ยนแปลง?-ชายชาวมุสลิมอุยกูร์ในเขตปกครองตนเองซินเจียง-อุยกูร์ เต้นรำหลังพิธีละหมาดในเทศกาลอีฎิล ฟิตรี หลังสิ้นสุดเดือนถือศีลอด หรือรอมฎอน ที่หน้ามัสยิดในเมืองแคชการ์ในซินเจียงฯ ซึ่งยังถูกทางการจีนควบคุมอย่างเข้มงวด โดยจีนระบุว่าการพัฒนาสิทธิมนุษยชนในซินเจียงฯดีขึ้นมาก (เอเอฟพี))ความขัดแย้งระหว่าง “สหรัฐอเมริกา” กับ “จีน” อภิมหาอำนาจต่างขั้ว ขยายวงจากสงครามการค้า และเทคโนโลยี ไปถึง “สงครามการทูต” เห็นได้จากการเปิดเกมรุกทางการทูตและสื่อมวลชนของจีนในช่วงหลังๆสัปดาห์ที่แล้ว จีนสามารถรวบรวมพันธมิตรถึง 37 ประเทศให้ร่วมลงนามในจดหมายส่งถึงคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) ที่ประชุมกันนาน 3 สัปดาห์ที่กรุงเจนีวา มีเนื้อหาสนับสนุนนโยบายของจีนใน “เขตปกครองตนเองซินเจียง-อุยกูร์” ทางภาคตะวันตก37 ประเทศที่ร่วมลงนามในจดหมาย รวมทั้งรัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย เกาหลีเหนือ เวเนซุเอลา คิวบา เบลารุส เมียนมา ฟิลิปปินส์ ซีเรีย ปากีสถาน โอมาน คูเวต กาตาร์ บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่ปกครองแบบ “กำปั้นเหล็ก” ควบคุมประเทศเข้มงวดคล้ายจีน แม้บางประเทศเป็นพันธมิตรสหรัฐฯจดหมายฉบับนี้มีขึ้นเพื่อตอบโต้ที่พันธมิตรสหรัฐฯ 22 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นชาติตะวันตก ร่วมส่งจดหมายถึงยูเอ็นเอชอาร์ซี โจมตีนโยบายของจีนในซินเจียงฯ ว่าละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรง หลังมีรายงานว่าจีนจับชาวมุสลิม ส่วนใหญ่เป็นชาวอุยกูร์ เข้าค่ายกักกันกว่า 1 ล้านคนเพื่อล้างสมองและลงโทษ ซึ่งจีนปฏิเสธมาตลอดจดหมายของ 37 ประเทศนี้สนับสนุนจีนอย่างแจ้งชัด ชมเชยว่าจีนประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านสิทธิมนุษยชนในซินเจียงฯ โดยระบุว่า ในขณะที่เผชิญความท้าทายใหญ่หลวงจากการก่อการร้ายและกลุ่มหัวรุนแรง จีนได้ใช้มาตรการต่อสู้ต่างๆ รวมทั้งตั้งศูนย์ให้การศึกษาวิชาชีพและฝึกอบรมในซินเจียงฯ อย่างได้ผลดียิ่งจดหมายยกย่องว่ามาตรการของจีนทำให้ความมั่นคงปลอดภัยกลับคืนสู่ซินเจียงฯ และสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของทุกกลุ่มชาติพันธุ์ได้รับการปกป้องคุ้มครอง เห็นได้จากไม่มีเหตุโจมตีของผู้ก่อการร้ายในซินเจียงฯ เลยในช่วง 3 ปีหลัง ส่วนประชาชนในซินเจียงฯ รู้สึกมีความสุข สมปรารถนา และปลอดภัยขึ้นอย่างมากรอยเตอร์รายงานด้วยว่า นอกจากรุกในเวทียูเอ็นแล้ว จีนยังเปิดเกมรุกทางการทูตและทางสื่อต่างๆ ในเวทีโลกมากขึ้น รวมทั้งให้บรรดานักการทูตจีนในต่างประเทศใช้เครือข่ายสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียยอดฮิตของต่างชาติ โดยเฉพาะ “ทวิตเตอร์” ในการแถลงตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามและปกป้องรัฐบาลจีนอย่างดุดันก่อนหน้านี้จีนมักใช้สื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลจีนในการแถลงใดๆ และนักการทูตจีนในต่างแดนต้องแถลงตามบทที่รัฐบาลสั่งเท่านั้น จะแสดงความคิดเห็นส่วนตัวไม่ได้ แต่พักหลังๆ จีนเปลี่ยนยุทธศาสตร์อย่างเห็นได้ชัด โดยอนุญาตให้เหล่านักการทูตในประเทศต่างๆ แสดงความคิดเห็นเองได้เพื่อปกป้องประเทศตัวอย่างที่เห็นได้ชัด รวมทั้งกรณีที่ นายคุ่ย เทียนไค เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ เพิ่งเปิดบัญชีผู้ใช้ทวิตเตอร์เมื่อสัปดาห์ก่อน และเริ่มเขียนปกป้องจีนอย่างดุดัน รวมทั้งเรื่อง “ไต้หวัน” หลังรัฐบาลจีนประกาศจะคว่ำบาตรบริษัทสหรัฐฯ ที่ขายอาวุธให้ไต้หวัน โดยนายคุ่ยทวีตว่า “ไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีน, ความพยายามแยกจีนไม่มีวันสำเร็จ, ใครที่เล่นกับไฟรังแต่จะถูกไฟเผาไหม้ตัวเอง” ดุดัน-คุ่ย เทียนไค เอกอัครราชทูตจีนประจำสหรัฐฯ ขณะประชุมกับเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. โดยนายคุ่ยเข้าร่วมใช้ “ทวิตเตอร์” ปกป้องนโยบายของรัฐบาลจีนอย่างดุดัน (เอเอฟพี)ส่วน นายจ้าว หลี่เจวี้ยน รองเอกอัครราชทูตจีนประจำปากีสถาน ก็ทวีตปกป้องนโยบายของรัฐบาลจีนในซินเจียงฯอย่างเผ็ดร้อนหลายระลอก โดยมุ่งโจมตีสหรัฐฯ ว่าหน้าไหว้หลังหลอกและมีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงเช่นกัน ทั้งนี้เพื่อตอบโต้ที่พันธมิตรสหรัฐฯ 22 ชาติส่งจดหมายฟ้องยูเอ็นเอชอาร์ซีเรื่องซินเจียงฯจ้าว หลี่เจวี้ยน ยังทวีตโจมตีสหรัฐฯว่าปฏิบัติต่อชาวมุสลิมอย่างโหดร้าย ทั้งในอิรักและในเรือนจำที่อ่าวกวนตานาโมในคิวบาซึ่งถูกใช้เป็นที่คุมขังนักรบของกลุ่มก่อการร้ายอัล-เคดา เขายังโพสต์ลิงก์ของหนังสือพิมพ์วอชิงตัน โพสต์ ที่ตีแผ่ปัญหาการแบ่งแยกเชื้อชาติสีผิวในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ และทวีตต่อเนื่อง โจมตีปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืน ความรุนแรงต่อสตรี และอาชญากรรมจากความเกลียดชังในสหรัฐฯส่วนสื่อหลักของรัฐบาลจีน เช่น นสพ. “พีเพิล’ส์ เดลี่” และสำนักข่าว “ซินหัว” ก็มุ่งเป้า ส่งสารถึงผู้รับข่าวสารของตนในต่างประเทศที่อยู่นอกกำแพงปิดกั้นข่าวสาร “เกรท ไฟร์วอลล์” ในประเทศจีนมากขึ้นเช่นกันนายหัว ชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ยังกระตุ้นให้เจ้าหน้าที่รัฐบาลจีนแสดงจุดยืนและทัศนคติของจีนอย่างชัดเจน อีกทั้งให้เข้าร่วมใช้โซเชียลมีเดียต่างๆ ของต่างชาติซึ่งถูกปิดกั้นในประเทศจีน และหาวิถีทางร่วมมือกับสื่อในประเทศต่างๆให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อปกป้องจีนและต่อสู้กับสื่อต่างชาติที่เล่นงานจีนนอกจากนี้ ในหลายปีหลัง รัฐบาลจีนยังจัดทำรายงานเรื่อง “สิทธิมนุษยชน” ทั่วโลกของจีนเอง โดยมุ่งตีแผ่ปัญหาสิทธิมนุษยชนต่างๆ ในสหรัฐฯ โดยเฉพาะเรื่องการเหยียดเชื้อชาติสีผิวและความรุนแรงจากอาวุธปืน เพื่อใช้คัดง้างกับรายงานสิทธิมนุษยชนประจำปีของสหรัฐฯ ซึ่งมักถูกโจมตีว่าเป็นอาวุธตัดสินลงโทษประเทศอื่นๆดูท่าทีแล้ว “สงครามการทูต” และ “สงครามสื่อ” ในระดับโลก ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ นับวันจะทวีความเข้มข้นดุเดือด ซึ่งผู้เสพข่าวสารคงต้องใช้วิจารณญาณในการรับรู้และตัดสินใจมากขึ้นเช่นกัน!บวร โทศรีแก้ว