แจงกันตั้งแต่ 2561 จน 2562 ทำไมเราจึงเปลี่ยนแปลงไม่ได้...เรากำลังมีวิสัยทัศน์ (Vision for the future) ผิดหรือเปล่า?...อยากให้ระบบสาธารณสุขไทยเป็นอย่างไร?มีคุณภาพและให้ความสุขทั้งคนไข้ ทั้งพนักงาน ทั้งนี้ต้องใช้เงินเพิ่มมากเพราะงบสาธารณสุขประเทศเราน้อยมากถ้าเทียบกับสิ่งที่ประชาชนต้องการ...หมอและเจ้าหน้าที่สาธารณสุขต้องการที่จะมีเวลาในการอธิบายอย่างเพียงพอ ในการสร้างความเข้าใจ ในการป้องกันตนเองก่อนเกิดโรค (primary prevention) และเมื่อเกิดโรคไปแล้ว (secondary prevention) และโรคขณะที่เป็นอยู่ทั้งนี้เพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี ความเข้าใจระหว่างเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและผู้ป่วย (doctor-patient relationship) ลดการฟ้องร้อง และทำให้คนไข้สามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้นอย่างยั่งยืนซึ่งจะลดจำนวนคนป่วยหนักในอนาคต...หรือเน้นคุมค่าใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงความเป็นจริงในโรงพยาบาลของรัฐโดยเฉพาะในต่างจังหวัด และทำให้เกิดการ บริการแบบต่ำกว่ามาตรฐาน (sub– standard) โดยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ และตามมาด้วยการฟ้องร้องของคนไข้? ตัวปัญหา สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ตั้งเป้าลดค่าใช้จ่ายประเทศในส่วนสาธารณสุข โดยที่ประเทศไทยงบน้อยอยู่แล้ว และมีส่วนที่ยังขาดเงินอีกมหาศาล สปสช.ควรจะช่วยหาเงินเข้าโรงพยาบาล ไม่ใช่ลดค่าใช้จ่าย เพราะแค่นี้ก็ขาดแคลนอยู่แล้วเมื่อคนไม่สามารถมีชีวิตที่แข็งแรงก็ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและกระทบต่อเศรษฐกิจ นอกจากนั้นคนไข้และญาติเข้าถึงข้อมูล และการรักษาใหม่ หรือการตรวจและรักษาแบบสมบูรณ์แบบตามมาตรฐานของต่างประเทศ (gold standard) ซึ่งแน่นอนจะทำให้ค่าหัวเพิ่มขึ้นปีต่อปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และสิ่งที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขได้รับไปคือ “ก้อนหินไม่ใช่ดอกไม้”เงินไม่พอ เมื่อเทียบกับสิ่งที่คนไข้ต้องการ ไม่สามารถซื้ออุปกรณ์ใหม่ได้เพราะเงินได้มาเป็นค่าหัว เป็นครั้งไประบบการคิด การจ่าย สปสช.เป็นคนจัดการ ทุกอย่าง ตั้งแต่ตั้งกฎเกณฑ์การวินิจฉัย การรักษา ค่าใช้จ่ายในการดูแลตายตัว และยังได้มีการตัดเงิน และไม่จ่ายตามจริง เมื่อเงินหมดปลายปีโรงพยาบาลยังโดนหักค่าหัว ในเมื่อ สปสช. มโนเอาเอง ไม่อิงตามจริงที่เกิดขึ้น ไม่มีบรรทัดฐาน ต้องให้ทุกสิ่งอย่างคงที่ทั้งปีไม่ได้ลืมตาดูความเป็นจริงที่ผู้ป่วยเพาะบ่มโรคมาเนิ่นนาน จากระบบการป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพถูกละเลยจนเลอะเลือนมาตลอด 17-18 ปี...มีแต่การโหมประโคมความสำเร็จ เงินหยิบมือเดียว ประเทศไทยช่วยได้ทั้งประเทศเราลอกแบบจากอังกฤษ เงิน 200,000 ล้านบาท เขาใช้เดือนเดียว ทั้งๆที่มีระบบเป็นขั้นเป็นตอนในการป้องกัน ดูแล รักษาเงินเท่ากัน ประเทศไทยต้องใช้ 1 เดือน!!!!!ระบบการเงินโรงพยาบาลลำบากติดตัวแดงเถือก เจ้าหน้าที่สาธารณสุขไม่อยากอยู่ เงินเดือนน้อย ที่พักก็ไม่ดี จ่ายเงินเดือนผู้ให้บริบาลช้า และให้ทำงานเกินมนุษย์ปกติจะทำได้ ทั้งระยะเวลาที่ต้องทำต่อเนื่อง และภาระงานที่มี...หมอตรวจคนป่วยนอกทีละ 50-70 คน ผู้ป่วยในหนักหมด ขนาดหายใจไม่ได้ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจยังต้องอยู่หอผู้ป่วยธรรมดา เพราะไอซียูเต็มเอี้ยดหมอจบใหม่กลับรับบทหนักสุด ยากสุด แม้จบมานาน มีประสบการณ์ก็ไม่รอด คนป่วยซับซ้อนเรียงเป็นแถว ใครจะคิดออก ตั้งแต่การวางแผนวินิจฉัย ซึ่งแน่นอนการตรวจแต่ละอย่างซับซ้อนขึ้น ราคาแพง จนถึงขั้นตอนการรักษา… พยาบาลยิ่งน่าสงสารกว่า ดูแลทุกอย่าง งานล้านแปด ทั้งนี้ สปสช.ยังปฏิบัติตัวเป็นเจ้าหนี้แทนที่จะเป็นลูกหนี้ และเป็นทั้งตัวออกกฎระเบียบ จ่ายเงินและตรวจสอบ (provider purchaser regulator) ซึ่งแท้จริงต้องมีการแยกออกจากกัน ตามที่ต้องเป็นและแม้จะกำหนดในการปฏิรูประบบสาธารณสุขแล้วก็ตามถ้าจะแก้ปัญหาระยะสั้น ต้องมีเงินก้อนเพื่อจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และบูรณะสิ่งก่อสร้างอย่างน้อย 10% ของงบปีที่แล้วของโรง– พยาบาล เพิ่มเงินต่อค่าหัวอีกหัวละ 10% ในปีแรกและอย่างน้อย 5% ในปีถัดๆไป งบบูรณะส่วนของแพทย์และพยาบาล จ่ายเงินตรงเวลาสำคัญมากเพราะเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ (positive reinforcement)...เปิดสถิติและสถานการณ์จริงให้สาธารณะเพื่อความโปร่งใส และให้ประชาชนทั่วประเทศทราบสถานการณ์ ส่วนโรงพยาบาลต้องออกมาชี้จุดปัญหาการจ่ายเงินและการหักค่าหัวคิวจาก สปสช.ผู้อำนวยการทุกโรงพยาบาลจะต้องออกมาชี้แจงทันทีเมื่อมีปัญหา อย่ากลัวเจ้านายในกระทรวง ไม่ห่วงลูกน้อง ไม่ห่วงคนป่วยที่ได้รับผลกระทบเป็นลูกโซ่หรือถ้าจะแก้ระยะกลางและยาว เปลี่ยนวิสัยทัศน์ สปสช. จากคนคุมการใช้จ่ายให้น้อย เป็นคนหาเงินเข้าโรงพยาบาลให้มากที่สุด วิสัยทัศน์ของ สปสช. ณ ตอนนี้ นึกตามประเทศ เช่น อเมริกา ซึ่งไม่ใช่สถานการณ์ในต่างจังหวัดของประเทศไทย ที่รักษาฟรี เจ้าหน้าที่จะรักษา 10 คน หรือ 100 คน ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเข้าตัว ความเป็นจริง เปลี่ยน วิสัยทัศน์คงไม่ได้ ต้องล้างคนเหล่านี้ให้หมด และรื้อระบบใหม่ การส่งเสริม การควบคุมและป้องกันโรค (Primary prevention) ต้องเข้มข้น เงินที่ สสส. เอามาโฆษณาต่อต้านเหล้า บุหรี่ ต้องเอาให้โรงพยาบาลที่ขาดแคลนให้หมด ภารกิจอื่นที่ทำดีอยู่แล้ว ต่อต้านสารเคมีพิษติดตาม ระบบยาก็ทำต่อไป ไม่เช่นนั้นในอนาคตเงินเท่าไหร่ก็รับไม่ไหวและมีมูลนิธิเข้าไปช่วยเรื่องการเรี่ยไรบริจาคเงิน เข้าโรงพยาบาลของแต่ละโรงพยาบาลโดยตรงไม่ใช่ ส่งกลับเข้ากระทรวง...คนที่ต้องจัดการคือองค์กรและในการประชุมเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2561 ในคณะกรรมการปฏิรูประบบสาธารณสุข องค์กร สปสช. กรมบัญชีกลาง ยังไม่เข้าใจในสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นการวางแผนเรื่องงบประมาณ เรื่องนโยบาย วิธีการยังทำบนโต๊ะ ทั้งนี้ ต้องลงไปในโรงพยาบาล ศูนย์ โรงพยาบาลรัฐ และดูความยากลำบาก ในการวินิจฉัยและการรักษาโดยเงินที่จ่ายไปในการช่วยชีวิต แม้จะทำดีที่สุดแล้วยังช่วยไม่ได้มาก และแน่นอนที่ใช้ไปเกินกว่าที่กำหนดไว้ นอกจากนั้นในส่วนของการบริบาลของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข หมอ พยาบาลจะต้องแก้ไขโดยให้มีพี่เลี้ยงที่มีความรู้ประสบการณ์ความชำนาญประกบอยู่ตลอดเพื่อให้การรักษาตรงเป้าที่สุดและประหยัดที่สุดแต่ต้องเรียนว่าหมอเองดูผู้ป่วยที่โรงพยาบาลขณะนี้คิดอยู่ตลอดว่าคนไข้อยู่ตรงหน้าจะวินิจฉัยอย่างไร จะรักษาอย่างไรให้ประหยัดที่สุด หมอเองอายุเท่านี้ ประสบการณ์มากหลาย ยังทำไม่ได้เลยครับขณะนี้ 2562 ระบบยังเลวคนถือและคุมระบบเลวยิ่งกว่า!!!!!!!!หมอดื้อ