“สวีอู๋กุ่ย” ศิษย์เหลาจื่อ ศาสดาจีนรุ่น 2,500 ปีที่แล้ว ปกติก็ปลีกวิเวกในป่าเขา วันหนึ่งถูกนำเข้าสนทนากับ “เว่ยอู๋โหว” อ๋องแคว้นเว่ย (ตูน ปรัชญาเต๋า สุรัติ ปรีชาธรรม โชติช่วง นาดอน แปล สำนักพิมพ์พิมพ์ดี)“หน้าตาท่านก็บอกว่ามาจากป่าจากเขา สีหน้าจึงไม่ค่อยจะดี” เว่ยอู๋โหว สัพยอก“หน้าตาท่านต่างหาก” สวีอู๋กุ่ย สวนกลับ “ที่ส่อถึงความเหนื่อยยาก”“นั่นซี” เว่ยอู๋โหว ยอมรับ “งานบ้านเมือง ข้าต้องใช้คนมาก แต่ละวันข้าเหนื่อยยากแสนสาหัส”สวี่อู๋กุ่ย คุยว่า คนที่ท่านอ๋องต้องใช้ ไม่ต่างจากหมา และม้า “ถ้าท่านอยากรู้ ข้าจะจำแนก หมา 3 จำพวก และม้า 2 จำพวก ให้ฟัง”“หมาชั้นต่ำ กินอิ่มก็พอใจแล้ว หมาพวกนี้ไม่ต่างจากแมว หมาชั้นกลาง แววตาส่องประกาย ชูคอเชิดหน้า เหนือกว่าใครและหมาชั้นสูง เตร็ดเตร่อิสรเสรี ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นหมา”ฟังเรื่องหมาสามจำพวก เว่ยอู๋โหวเริ่มเผยอปากยิ้ม ตั้งใจฟังการจำแนกม้าสองพวกต่อ“พวกหนึ่ง เป็นม้าแห่งแว่นแคว้น” สวี่อู๋กุ่ย เริ่ม “อีกพวกเป็นม้าแห่งใต้หล้า”เว่ยอู๋โหว อยากรู้นัก “ม้าแห่งแว่นแคว้น เป็นอย่างไร”“ม้าพวกที่หนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ฟัน หลัง หัว และตา ล้วนแต่สอดรับเข้ากับเครื่องเครา การเดินหน้าและถอยหลังเป็นแนวเส้นตรงดั่งไม้บรรทัด หรือเป็นมุมฉากดั่งไม้ฉาก ตีโค้งไปรอบๆ ราววงเวียน นี่คือม้าแห่งแว่นแคว้น”“แล้วม้าแห่งใต้หล้าล่ะ” เว่ยอู๋โหว รุกถามกระชั้น“ม้าแห่งใต้หล้า มีคุณลักษณะพิเศษโดยธรรมชาติ ดูนิ่งงัน ดูงุนงง ดูหลงลืมตัวเอง ม้าพวกนี้เมื่อได้ออกวิ่ง ก็ตะบึงไปไกลลิบทิ้งคู่แข่งไว้ในม่านฝุ่น”ฟังถึงตอนนี้ เว่ยอู๋โหว ก็ระเบิดเสียงหัวเราะบุคคลหมายเลข 1 แคว้นเว่ย เบิกบานไร้ขอบเขต ไม่เหมือนกับเวลาท่องกวีนิพนธ์ คุยประวัติศาสตร์ พิธีกรรม ถกตำราพิชัยสงคราม กระทั่งฟังดนตรีที่ชอบแน่ล่ะ ทั้งหมาสามจำพวก และม้าสองจำพวก ก็ล้วนแล้วแต่มีผู้คนที่เว่ยอู๋โหวเลือกใช้งานเพื่อบ้านเมือง ในแต่ละวันทุกคนมีความสามารถและท่าทีไม่เหมือนกัน“ตูน” เรื่องต่อมาในชุดเดียวกัน จักรพรรดิเหลือง พร้อมปราชญ์ทั้งเจ็ด เดินทางไปยังขุนเขาจวี้ฉือ เพื่อจะพบผู้รู้คนสำคัญ เดินทางมาไกล ยังไม่รู้ว่าถึงไหน จักรพรรดิเหลืองก็พลัดกับปราชญ์ทั้งเจ็ด ทั้งยังหลงทางเจอเด็กชายบนหลังแพะ จักรพรรดิเหลือง โค้งคำนับถาม เด็กน้อยรู้จักผู้รู้ และยังชี้ทางให้จักรพรรดิเหลืองอัศจรรย์ เด็กน้อยรู้ในสิ่งที่ปราชญ์ทั้งเจ็ดไม่รู้ จึงถามคำถามสำคัญ “เจ้าจะพอรู้การปกครองแผ่นดินหรือไม่” “รู้สิ” เด็กน้อยบนหลังแพะตอบ“การปกครองแผ่นดิน ก็เหมือนการเลี้ยงม้า เพียงขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติของม้าออกไป ก็เท่านี้”ฟังจบ จักรพรรดิเหลือง ก็โค้งคำนับเด็กน้อย “ขอบคุณๆ ท่านคือปราชญ์แห่งฟ้า”เด็กน้อยบนหลังแพะจากไปแล้ว ปราชญ์ทั้งเจ็ดตามมาทันจักรพรรดิเหลืองแล้ว...จึงเพิ่งรู้กันว่ามาถึงเขาจวี้ฉือแล้ว คำถามในใจทุกคนขณะนั้น “ปราชญ์แห่งฟ้าอยู่ที่ไหน และเด็กน้อยบนหลังแพะคือใคร?”อ่านเรื่องนี้กันแล้ว ลองนึกเรื่องในรัฐสภา นึกถึง ส.ส.คนเดียวที่กล้าสวนมติพรรคคนแบบนี้ ยังไงก็ไม่ใช่หมาสามจำพวก แต่เป็นม้า...ส่วนจะจำแนกเป็นม้าแห่งแว่นแคว้น หรือม้าแห่งใต้หล้า วันเวลาจะจำแนกออกมาเอง.กิเลน ประลองเชิง