ขนาดโพลนิด้าออกมากระตุกขากางเกงแรงๆ คนเบื่อยี่ห้อประชาธิปัตย์นั่นก็ยังไม่วายได้เห็นลีลายึกยัก กดดันยัดปากให้ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พูดเรื่องเงื่อนไขรื้อรัฐธรรมนูญฉบับ “ยันต์กันทักษิณ” เพื่อแลกกับการร่วมรัฐบาลแต่ที่แสบคือมี “วาระแฝง” ซ่อนไว้ใต้โต๊ะฉากหน้าโชว์หลักการ แต่จับสัญญาณคลื่นโทรศัพท์และการสื่อสารทุกทาง นาทีนี้เสี่ย “ต” ขาใหญ่ พรรคประชาธิปัตย์ พยายามดิ้นต่อสายถึงบิ๊ก “ป” ขาใหญ่ ผู้มีบารมีในรัฐบาล ยืนยันขอยึดดีลเดิมที่ดอดเข้าหลังบ้านใหญ่ในค่ายทหาร แท็กทีมกับขาใหญ่ยี่ห้อภูมิใจไทย“เหยียบตีน” กันเล่น ปาดหน้าเค้กกระทรวงเกรดเอประชาธิปัตย์ฟาดไปทั้งพาณิชย์ เกษตรฯ การพัฒนาสังคมฯ บวก รมช.มหาดไทย รมช.ศึกษาธิการ ไม่นับรองนายกฯ ส่วนภูมิใจไทย ได้ตามบิลที่ยื่นไปทั้งคมนาคม สาธารณสุข การท่องเที่ยวฯ บวก รมช.มหาดไทย รมช.คมนาคม แถมพ่วงรองนายกฯอ้อยเข้าปากช้าง รอเคี้ยวกันปากมันแต่นั่นก็เจอเกมเขี้ยวของทีมดีลการเมืองของพรรคพลังประชารัฐที่แสดงอาการ “แข็ง” ใส่ หักลำล้มดีลเดิมของขาใหญ่นอกพรรค เดินยุทธศาสตร์ล้อตาม “บิ๊กตู่” ที่ประกาศหลักการ กระทรวงหลัก กลาโหม มหาดไทย คลัง คมนาคม ต้องอยู่กับพรรคแกนนำรัฐบาล อีกทั้งต้องตรวจดูโผรัฐมนตรีด้วยตัวก่อนทูลเกล้าฯไม่ปล่อยให้ “เสือหิว-เสือโหย” ลักไก่ขี่คอทุกอย่างไปว่ากันหลังโหวตนายกฯเช็กตัวเลขชัวร์ๆจัดสรรกันตามเนื้อผ้า โดยพรรคพลังประชารัฐยืนยันดึงข้อตกลงทั้งหมด เงื่อนไขการร่วมรัฐบาลรวมถึงการจัดโควตารัฐมนตรีไปว่ากันบนโต๊ะประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค รวมทั้งนำนโยบายแต่ละพรรคมาจูนกันเพื่อกำหนดทิศทางการบริหารอย่างมีเป้าหมายประเทศ ไม่ใช่การต่อรองโควตายึดผลประโยชน์ตัวเองตามหลักการกฎหมาย วิถีปฏิบัติภายใต้รัฐธรรมนูญ“ลุงตู่” กับทีมดีลพลังประชารัฐไม่เล่นเกม “เสี่ยง” แบบที่ทีมดีลพรรคประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยดอดเข้าบ้านใหญ่ในกรมทหาร เจรจาผ่านผู้มีบารมีนอกพรรคพลังประชารัฐเพราะนั่นเท่ากับปล่อยให้คนนอกเข้าครอบงำกิจกรรมภายในพรรคเข้าเงี่ยงกฎหมาย ถึงขั้นโดน “ยุบพรรค” พ่วงคดีอาญาได้เลยเอาเป็นว่าโดยเงื่อนไขสถานการณ์บวกกับข้อกฎหมาย มาถึงจุดนี้ประชาธิปัตย์สายเสี่ย “ต” หมดพลังต่อรองโดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะแนวโน้มทีมของนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายถาวร เสนเนียม นายกรณ์ จาติกวณิช ที่รวมกำลัง ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 27 ที่นั่ง รอโหวตให้ “นายกฯลุงตู่” ชัวร์ๆและตามสิทธิ์ก็ต้องได้จองเก้าอี้รัฐมนตรีก่อนตามการแสดงความจริงใจมาตั้งแต่ต้นส่วนคนในปีกของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรค นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรค ที่ติดเงื่อนไขกึกๆกักๆอยู่กับนายชวน หลีกภัย กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สุดท้ายก็คงทานกระแสไม่ไหว ต้องไหลตามมาโดยอัตโนมัติแต่นั่นก็ต้องฟัดกันเละก่อนในการประชุมวันที่ 4 มิ.ย.ก่อนคิวโหวตนายกฯส่วนยี่ห้อภูมิใจไทยที่ “เสี่ยหนู” นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค เดินหมากจับมือมัดข้าวต้มกับพรรคประชาธิปัตย์ ล็อกตัวเลข 104 เสียง ยื่นผ่าน “ขาใหญ่” นอกพรรคพลังประชารัฐสุดท้าย “ฮั้วแตก” มีหวังกระเจิง วิ่งหาหลักจับกันไม่ทันเพราะตามเงื่อนไข จับอาการพรรคพลังประชารัฐกล้าหักลำล้มดีล “พี่ใหญ่” ไม่สนเสียงขู่ ไม่ให้ราคาเกมต่อรองผ่านดีลขาใหญ่นอกพรรค เพราะดุลอำนาจจากไพ่ที่อยู่ในมือ “นายกฯลุงตู่”ล็อกเก้าอี้นายกฯไม่ต้องพึ่งเสียงพรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากไม่ได้ก็ดึงเกมลากยาวไป ไม่มีกำหนดตามรัฐธรรมนูญ หรือแม้แต่ไพ่ใบสุดท้าย “ยุบสภา” ที่เซียนการเมืองหลายพรรคปากกล้าขาสั่นอ่านทาง “แค่ขู่” เอาเข้าจริง พล.อ.ประยุทธ์ไม่กล้านั้น นั่นมันในมุมของนักการเมืองอาชีพที่ดักไต๋กันแต่ต้องไม่ลืมนี่คือทหาร อารมณ์ “เด็ดขาด” มันต่างกันที่สำคัญประเมินเดิมพัน ถ้าล้มกระดานกันใหม่ ในมุมของพรรคพลังประชารัฐ อาจโดนด่าดันเกมสืบทอดอำนาจไม่ได้ ต้องเปลืองงบประมาณ เดือดร้อนประชาชนเสียเวลาเลือกตั้งกันใหม่แต่ในความจำเป็นของ “ลุงตู่” ก็ไม่ยอมให้ “เสือหิว-เสือโหย” ขี่คอแน่ขณะที่ทีมอื่นแบไต๋ เผยธาตุแท้กันหมดแล้ว ทั้งประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ที่แห่สถานะพรรคตัวแปร ต่อรองผลประโยชน์มากกว่าประโยคหล่อๆ ที่หาเสียงไว้ส่วนเพื่อไทย ใครจะกล้ามาเป็นนอมินี เมื่อเห็นไต๋ “นายใหญ่” ยอมทุ่มทุกอย่างให้คนนอกพรรคเพื่อแลกกับเกมพลิกขั้วอำนาจ แม้แต่ทีมอนาคตใหม่ที่ชัดเลยว่าเนื้อเดียวกับทีม “ทักษิณ” แถมหัวแถว “ไพร่หมื่นล้าน” นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ก็ส่อติดบ่วงหุ้น โดนล็อก ได้แค่เล่นการเมืองอยู่นอกสนามถามว่า “ยุบสภา” ใครจะเหนื่อยสาหัสกว่ากัน.ทีมข่าวการเมือง