ฝุ่นตลบจนถึงนาทีสุดท้ายการเลือกตำแหน่งประธานและรองประธานวุฒิสภา วันที่ 24 พ.ค.ที่มีปรากฏการณ์ก่อหวอดของ ส.ว.กว่า 50 คน ขวางลำ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ยึดเก้าอี้ประธาน ส.ว. และ พล.อ.สิงห์ศึก สิงห์ไพร กับ นายศุภชัย สมเจริญ อดีตประธาน กกต. นั่งเก้าอี้รองประธาน ส.ว.คนที่ 1 และ 2 ตามลำดับเกิดแรงกระเพื่อมในกลุ่ม ส.ว.ที่เป็นกำลังหลักในการโหวตสนับสนุน “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ให้กลับมาเบิ้ลเก้าอี้ผู้นำแม้จะเคลียร์กันลงตัว แบ่งเก้าอี้กันได้ แต่สุ่มเสี่ยงที่จะเกิดอาการตกค้างกินแหนงแคลงใจกระทบการทำงานร่วมกันในอนาคตดูทรงแม้ไม่รุนแรงถึงขั้นกล้าหักหน้า ไม่โหวตเลือก “ลุงตู่” เป็นนายกฯ แต่การพิจารณาผ่านกฎหมายสำคัญต่างๆในวันข้างหน้า ก็ต้องอาศัยวุฒิสภาเป็นตัวช่วย จึงจะขับเคลื่อนไปได้ด้วยดีหากมีก๊วนใดน้อยใจเข้าเกียร์ว่าง การทำงานของรัฐบาลอาจสะดุด ไม่ราบรื่นได้ขณะที่ปัญหาการจัดโผสารพัดตำแหน่งในการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่คลิกลงล็อก ในห้วงเวลาที่ “บิ๊กตู่” ต้องเร่งบริหารความพึงพอใจการจัดสรรโควตาตำแหน่งต่างๆให้ตรงกับความต้องการของทุกฝ่าย ภายใต้เส้นตายการเลือกนายกรัฐมนตรี และการฟอร์มทีม ครม.ที่งวดเข้ามาแล้วตามแนวโน้มจัดตั้งรัฐบาลที่ฝ่ายพลังประชารัฐยังถือดุล มีแต้มต่อเหนือกว่าฝ่ายอื่นๆผิดกับสถานการณ์ฝั่งนายใหญ่ที่เห็นอาการแพแตกมากขึ้น ล่าสุดต้องล้มเวทีผนึกกำลัง 7 ค่ายพันธมิตรเดิมอย่างกะทันหัน ภายหลัง “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” ประกาศลาออกจากหัวหน้าพรรคเศรษฐกิจใหม่รูปการณ์ “ลุงมิ่ง” ทิ้งปลอกแขนกัปตันทีมบ่งบอกชัด เตรียมปูทางหนีไปร่วมรัฐบาลพลังประชารัฐ ไม่ใช่ทิ้งเก้าอี้ เพียงเพราะผ่านพ้นการเลือกตั้งมาแล้ว ตามที่อ้างเหตุผลผ่านใบแถลงการณ์แน่ๆซ่อนอาการกันไม่มิด “กัปตันมิ่ง” และลูกทีมขอสละเรือ ไม่อยู่ล่มหัวจมท้ายกับฝั่งเพื่อไทยอีกต่อไปดีล 7 พรรคพันธมิตรขั้วนายใหญ่ฮึดตั้งรัฐบาลสู้ส่อเค้าแพแตกแบบถาวร และยังไม่รู้จะมีพรรคไหนถอดใจหนีตาย ย้ายฝั่งเพิ่มอีกหรือไม่โอกาสปาดหน้าแย่งพลังประชารัฐจัดตั้งรัฐบาล ทวงคืนอำนาจให้คนแดนไกลคงสำเร็จยากจะเหลือก็แค่สูตรขั้วที่ 3 “ประชาธิปัตย์–ภูมิใจไทย” ที่ถ้าดูตามทฤษฎียังมีลุ้นเบียดแซงพลังประชารัฐ ชิงการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้แต่ในทางปฏิบัติคงลำบาก ในยามที่สถานการณ์ภายในพรรคประชาธิปัตย์ใกล้จะวงแตก แยกเป็น 2 ก๊วน มีทั้งฝ่ายที่อยากร่วมรัฐบาลอยู่กับ “ลุงตู่” และฝั่งที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจแม้หากมติพรรคประชาธิปัตย์จะทุบโต๊ะไม่ไปร่วมรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ แต่ก็มีคนของประชาธิปัตย์บางส่วนพร้อมแปรพักตร์มาอยู่กับ “ลุงตู่”สรุปประชาธิปัตย์มาแน่ๆ แต่อาจไม่ฟูลทีมพวกตัวแปรมาแบบไม่เต็มจำนวน แนวโน้มเกิดสมการขั้วที่ 3 แทบจะปิดประตูได้เลยยิ่งล่าสุดศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับคำร้องกรณีการ ถือครองหุ้นสื่อของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ไว้พิจารณาวินิจฉัยพร้อมสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวเห็นสัญญาณความอลหม่านในทีมไพร่หมื่นล้าน งูเห่าในค่ายอาจเลื้อยเพ่นพ่าน เมื่อไร้หัวขบวนดีลขั้วที่ 3 ยิ่งแจ้งเกิดยากขึ้นไปอีก ทำได้แค่ออกลีลายึกยัก อาศัยลูกเขี้ยวพวกรุ่นใหญ่กดดันให้แชร์ส่วนแบ่งชิ้นปลามัน ยื่นเงื่อนไขสูงลิบ ขอฮุบขุมทรัพย์เกรดเอ อาทิ กระทรวงมหาดไทย คมนาคม พาณิชย์ อาจรวมถึงเก้าอี้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเดินเกมปั่นราคาให้ตัวเองได้ผลประโยชน์สูงสุด พร้อมขู่ส่งชื่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแข่งกับฝั่งพรรคพลังประชารัฐในบริบทที่ “ลุงตู่” ก็ประกาศเสียงดังฟังชัด ต้องล็อก 4 กระทรวงหลัก “มหาดไทย-กลาโหม-คลัง-คมนาคม” ไว้กับตัว ไม่ยอมหงอให้พรรคร่วมรัฐบาลวางก้ามข่มเพราะเป้าใหญ่อยู่ที่การโหวตเลือกนายกฯให้ชัวร์ไว้ก่อน ไม่ใช่การโหวตประธานสภาฯตามต้นทุนเสียง ส.ส.ที่มีอยู่ในมือขณะนี้ 137 เสียง บวกเสียง ส.ว.250 เสียง ได้ทะลุ 376 เสียง ล็อกเก้าอี้นายกฯไม่พลาดเป้าแน่เมื่อล็อกเป้าใหญ่ไว้แล้ว กุมอำนาจผู้นำไว้ในมือ เชื่อได้ว่าเสียงพวกตัวแปรก็จะค่อยๆแผ่วลงขืนยังยึกยักเล่นตัว ก็มีแต่ขาดทุนเข้าเนื้อมากยิ่งขึ้น!!!ทีมข่าวการเมืองอ่านข่าวล่าสุด เจาะลึกข้อมูลเลือกตั้ง 2562https://www.thairath.co.th/election