ปัญหา “เสียงปริ่มน้ำ” ในการจัดตั้งรัฐบาล หวั่นเกรงว่าจะไม่สามารถบริหารประเทศได้ กลายเป็นวิวาทะทางการเมือง เมื่อนายไพบูลย์ นิติตะวัน หัวหน้าพรรคประชาชนปฏิรูป ผู้ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี แบบสุดลิ่มทิ่มประตู เสนอให้ใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 270 ให้ ส.ส. กับ ส.ว. ร่วมกันผ่านกฎหมายงบประมาณแผ่นดินดูเหมือนว่าจะมีเสียงขานรับเพียงเสียงเดียว จากนายสมศักดิ์ เทพสุทิน แกนนำสำคัญของพรรคพลังประชารัฐ เจ้าของวาทะ “รัฐธรรมนูญนี้ออกแบบมาเพื่อพวกเรา” คราวนี้นายสมศักดิ์ สดุดีผู้ร่างรัฐธรรมนูญว่าชาญฉลาด ให้มี 250 ส.ว. แต่งตั้งช่วยแก้ปัญหา แต่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ดร.วิษณุ เครืองาม แย้งว่า ม.270 ใช้ได้กับกฎหมายบางฉบับ อาจจะใช้ได้ 70 ฉบับ แต่ใช้ไม่ได้ 30 ฉบับม.270 มีใจความสำคัญว่า ร่าง พ.ร.บ.ที่จะตราขึ้นเพื่อการปฏิรูปประเทศ ให้เสนอและพิจารณาในที่ประชุมร่วมรัฐสภา คือ ส.ส.ร่วมกับ ส.ว. รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมายยกตัวอย่างร่างกฎหมายรัฐบาลทุกฉบับ จะเหมารวมเป็นกฎหมาย “การปฏิรูปประเทศ” ไม่ได้ เป็นทางออกที่ไม่หมดจด เป็นอันธพาลเสียงข้างมากลากไป ทางออกที่หมดจดก็คือ รัฐบาลต้องมีเสียงข้างมากการให้ ส.ว.ร่วมพิจารณาลงมติร่างกฎหมายสำคัญ เป็นประเด็นสำคัญอย่างหนึ่งของการสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร ตัวอย่างเช่นรัฐธรรมนูญ 2521 ฉบับ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ให้ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้งของคณะรัฐประหาร ร่วมกับ ส.ส.ในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ร่วมลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และร่วมพิจารณาร่างกฎหมาย ที่รัฐบาลเห็นว่า “สำคัญ”อีก 40 ปีต่อมา บทบัญญัติลักษณะนี้กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งในรัฐธรรมนูญ 2560 ต่างกันตรงที่ว่าฉบับ 2521 เน้นร่างกฎหมาย “ความมั่นคง” ส่วนฉบับปัจจุบันเน้นร่างกฎหมายเรื่อง “การปฏิรูป” ที่จะให้ ส.ว.ร่างลงมติกับ ส.ส. เพื่อให้รัฐบาลที่สืบทอดมาจากรัฐประหารสามารถบริหารประเทศได้ แต่รัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ระบุให้ ส.ว.ร่วมพิจารณากฎหมายงบประมาณอีกทั้งไม่มีบทบัญญัติให้ ส.ว.แต่งตั้ง ร่วมลงมติในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ฉะนั้นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภาผู้แทนราษฎรจึงเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกฝ่ายค้าน ซึ่งเป็นเสียงข้างมากจะลงมติล้มรัฐบาลได้ ทุกเมื่อ อีกทั้งสภาผู้แทนราษฎรก็อาจไม่อนุมัติ งบประมาณรายจ่ายให้รัฐบาลนำไปบริหารบ้านเมืองรัฐบาลจึงอาจต้องพึ่งวิธีการศรีธนญชัยนั่นก็คือ โมเมเหมาว่าร่างกฎหมาย งบประมาณรายจ่าย และร่างกฎหมายอื่นๆ เป็นกฎหมายการปฏิรูปประเทศ แต่คงไม่กล้า อ้างว่า การร่วมลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องของ “การปฏิรูป” ด้วย เพราะอาจนำไปสู่ความวุ่นวาย และรัฐบาลอาจถูกฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในข้อหาจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีโทษถึงติดคุก.