มีรายงานข่าวว่าราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่การประกาศใช้ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น 2562 พร้อมกับ พ.ร.บ.เกี่ยวกับท้องถิ่นอีก 5 ฉบับ เช่น พ.ร.บ.เทศบาล พ.ร.บ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด และ พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร เป็นต้น ด้วยเหตุผลว่าเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญหนังสือพิมพ์มติชนรายงานว่ามี “บทเฉพาะกาล” ของ พ.ร.บ.การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นระบุว่าในการเลือกตั้งครั้งแรก เมื่อ คสช.เห็นสมควรให้มีการเลือกตั้งขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ใด ให้แจ้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทราบ และเมื่อ กกต.ประกาศกำหนดให้มีการเลือกตั้งแล้ว ให้คำสั่ง คสช.สำหรับ อปท.นั้นสิ้นผลบังคับหากข่าวนี้เป็นความจริง ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกใจที่ คสช. ยังไม่ยอมปล่อยอำนาจ ในการปกครองระดับท้องถิ่น ยังคงมีอำนาจที่จะกำหนดว่า ควรมีการเลือกตั้ง หรือยังไม่เลือกตั้งในองค์กรท้องถิ่นใด เช่นเดียวกับที่ไม่ยอมปล่อยวางอำนาจในการ ปกครองระดับชาติ แต่พยายาม “สืบทอดอำนาจ” ด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง และแต่งตั้ง 250 ส.ว. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง 5 ปี หลังการยึดอำนาจ คสช.ได้ออกประกาศและคำสั่งต่างๆ มีผลทำให้การเลือกตั้งในองค์กรปกครองท้องถิ่น ถูกระงับ บางแห่งใช้วิธีการ “แต่งตั้ง” ผู้บริหารท้องถิ่นแทนการเลือกตั้ง เช่น ผู้ว่าราชการ กทม. กลับคืนสู่ยุคการปกครองของข้าราชการ และโดยข้าราชการ รัฐบาลมอบโครงการและงบประมาณต่างๆ ให้ข้าราชการเป็นผู้ดำเนินการ โดยประชาชนไม่มีส่วนร่วมการบริหารท้องถิ่นที่ประชาชนไม่มีส่วนร่วม ได้แค่มองดูและทำตาปริบๆ นอกจากจะทำให้การปกครองตนเองของประชาชนต้องหยุดชะงักแล้ว ยังอาจเป็นบ่อเกิดของการทุจริตคอร์รัปชันในวงราชการ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือโครงการช่วยเหลือกลุ่มคนไร้ที่พึ่ง ที่ข้าราชการทำเองตรวจสอบเอง ประชาชนไม่มีส่วนร่วม นำไปสู่การทุจริตอื้อฉาว ในหลายจังหวัดการตัดสินใจว่าควรเลือกตั้งในองค์กรใด และเมื่อใด ควรเป็นอำนาจหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง บางพรรคจะต้องทำตามสัญญา “ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน” บางพรรคสัญญาว่าจะกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น รวมทั้งการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด และบางจังหวัดที่มีความพร้อม อาจต้องเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเป็นแบบพิเศษ เช่นเดียวกับ กทม.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มักจะกลายเป็นเหยื่อสังเวยอำนาจเผด็จการทุกครั้งที่มีการยึดอำนาจ ทั้งๆที่การเมืองท้องถิ่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสาเหตุที่อ้างเพื่อยึดอำนาจ แม้อำนาจระดับชาติจะถูกยึด แต่การปกครองท้องถิ่นควรเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นฐานรากของระบอบประชาธิปไตย ต้องไม่ล้มลุกคลุกคลาน แต่ต้องพัฒนาให้เป็นการปกครองตนเองที่แท้จริง.