หากเอ่ยถึงสถาบันดนตรีระดับแนวหน้าของประเทศไทย คงไม่มีสถาบันใดจะโด่งดังและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศเท่า “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล” ซึ่งก่อตั้งจากความมุ่งมั่นของ “รศ.ดร.สุกรี เจริญสุข” ตั้งแต่ปี 2537 โดยได้วางรากฐานสำคัญๆให้วงการดนตรีประเทศไทยหลากหลายด้านมาตลอดเวลากว่า 2 ทศวรรษ มาในยุคของการผลัดใบ เมื่อถึงเวลาต้องส่งไม้ต่อให้คนรุ่นหลัง ด็อกเตอร์หนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง “ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ” ซึ่งกวาดรางวัลการประพันธ์ดนตรีคลาสสิกระดับโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน ก็แสดงบทบาทได้อย่างน่าทึ่ง และพร้อมจะใช้ประสบการณ์ผลักดันสถาบันดนตรีของเมืองไทยให้เจิดจรัสเป็นเพชรน้ำงามบนเวทีระดับโลก ภายใต้การสนับสนุนเต็มที่ของ “คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล”“วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงอยู่แล้วตั้งแต่อดีต ในฐานะสถาบันดนตรีแนวหน้าของประเทศ การที่ผมเข้ามารับบทบาทคณบดีคนที่สองของวิทยาลัย เมื่อปลายปี 2560 จึงเป็นหน้าที่หนักอึ้ง เพราะทำอย่างไรเราจะทำสถาบันที่ดีอยู่แล้วให้เติบโตยิ่งใหญ่กว่าเดิม ทำอย่างไรวิทยาลัยจะก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงยั่งยืน ผมศรัทธากับการทุ่มเทสร้างสรรค์ของ “อาจารย์สุกรี” จึงตัดสินใจกลับจากอเมริกามาทำงานที่เมืองไทย เพราะคำว่าคนไทย เราควรได้กลับมาสร้างประโยชน์ให้ประเทศชาติ ไม่ใช่เห็นแค่ประโยชน์ส่วนตนเป็นหลัก โดยผมมุ่งมั่นว่าจะทำให้วิทยาลัยดุริยางคศิลป์เป็นสถาบันดนตรีชั้นนำในระดับนานาชาติให้ได้”...ดร.ณรงค์บอกถึงความตั้งใจเกินร้อย ตลอดเวลาหลายปีที่ใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา ได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์อะไรบ้างตอนอยู่อเมริกาผมมีอาชีพเป็นนักแต่งเพลงคลาสสิกสำหรับวงออเคสตรา ทำงานให้กับวง “แปซิฟิก ซิมโฟนี” อยู่ที่ออเรนจ์ เคาน์ตี้ รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นวงใหญ่อันดับสามของรัฐ รองมาจาก “ซานฟรานซิสโก ซิมโฟนี” และ “ลอสแอนเจลิส ฟิลฮาร์โมนิก” นอกจากทำงานให้วงแล้ว ผมยังทำงานด้านสังคมให้วงด้วย โดยตั้งโครงการ “Young Composer Program” สำหรับเด็กตั้งแต่ประถมปลายจนถึงมัธยมปลาย เพื่อเป็นตัวแทนเข้าไปหาชุมชน ทำการสัมภาษณ์และแต่งเพลงให้กับชุมชน งานนี้ทำให้ผมต้องเดินทางไปหลายสิบแห่งในออเรนจ์ เคาน์ตี้ และพูดคุยกับคนหลายร้อยคนเพื่อหาแรงบันดาลใจในการสร้างเพลงให้กับเมืองนี้ ก็จะเป็นชีวิตที่มีความสุขกับการทำงาน เพราะเราได้ทำงานดนตรี และได้ช่วยเหลือสังคมจริงจังในเวลาเดียวกันกว่าจะมาเป็นนักแต่งเพลงคลาสสิก เส้นทางชีวิตเริ่มต้นอย่างไรผมไม่ได้เริ่มแต่งเพลงตั้งแต่เด็ก เพราะตอนเด็กไม่ค่อยมีโอกาสมากนัก ผมเริ่มเล่นดนตรีตั้งแต่อายุ 13 โดยเล่นกับวงโยธวาทิตที่โรงเรียนหอวังในสมัยมัธยม และมีความรู้สึกว่าอยากเรียนดนตรีจริงจังมากขึ้น จึงสอบเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ทำให้ได้พบอาจารย์สอนเปียโนชื่อ “คิท ยัง” และได้เริ่มเรียนเปียโนตอนอายุ 21 ปี ถือว่าเริ่มช้ามาก ต้องใช้ความขยันและความพยายามมาก เพื่อนๆหลายคนบอกว่าผมมีความอดทนมาก แต่ผมมักตอบว่า ผมไม่ต้องใช้ความอดทนเลย เพราะเราต้องมีความอดทน เวลาทำอะไรที่เราไม่ชอบ แต่การซ้อมดนตรีผมชอบที่จะซ้อม เลยไม่ต้องใช้ความอดทน แต่ต้องพยายาม เพื่อที่จะทำให้ได้ดีครับ ขณะเดียวกัน ผมก็เริ่มเรียนการแต่งเพลงกับ “อาจารย์ณรงค์ฤทธิ์ ธรรมบุตร” เพราะมีความรู้สึกว่าอยากลงมือทำมากกว่าการเป็นคนเล่น อยากเป็นคนที่มีส่วนในการสร้างสรรค์ผลงานด้วย จึงทำให้มีความสนใจการแต่งเพลงมากขึ้น จนไปร่ำเรียนจริงจังและคว้าปริญญาเอก ด้านการประพันธ์ดนตรีอะไรคือกุญแจสำคัญที่ทำให้เด็กไทยธรรมดาๆประสบความสำเร็จในอาชีพนักแต่งเพลง ถึงขนาดคว้ารางวัลระดับโลก ผมว่าความเป็นตัวผมที่จริงใจ มันสะท้อนออกมาในเสียงดนตรีของผม ผมไม่ได้เขียนเพลงแบบที่จะต้องตามแฟชั่นหรือยุคสมัย ผมเขียนเพลงที่เป็นตัวเอง เขียนเพลงที่ไม่ได้พยายามให้คนอื่นเห็นเราเป็นคนอื่น ไม่ได้เขียนเพลงที่แสดงให้คนอื่นเห็นว่าเราฉลาด แต่เขียนเพลงที่อยากจะสื่อให้คนฟังรับรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร เราอยากจะบอกอะไรกับคนฟังมากกว่า ผมว่านั่นคือองค์ประกอบที่ทำให้ผมได้รับรางวัลใหญ่ๆ เช่น Guggenheim Fellowship, Barlow Prize และ Music Alive ผมเป็นนักแต่งเพลงคนเดียวในปัจจุบันที่ได้รับรางวัลสองรางวัลพร้อมกันในปีเดียว จากการประกวด Underwood New Music Reading คือได้ทั้งรางวัล commission และรางวัล Audience Choice Award ผมคิดว่านั่นแสดงให้เห็นว่างานศิลปะของผมนอกจากมีคุณค่าด้านศิลปะแล้ว ยังเข้าถึงคนฟังได้ด้วย ผมคิดว่าเรื่องเพลงของผมมันจึงสำคัญกว่าการที่ได้รางวัล เพราะเราควรจะได้รับรางวัลจากเพลงที่เราทำได้ดี คนจะให้ความสนใจเมื่อเราทำอะไรได้ดีมากกว่าเพราะว่าเรามีรางวัล สำหรับผมรางวัลที่ได้รับมาคือกุญแจที่ช่วยไขเปิดประตูหลายๆบาน แต่เมื่อผมเดินเข้าประตูไปแล้วจะสามารถอยู่ในสถานที่นั้นได้ไหม คงต้องใช้ความสามารถ และความเป็นตัวเองมากกว่าผลงานที่แต่งมีมูลค่าหลักล้านจริงไหมเรื่องมูลค่าของผลงาน ผมเองไม่ได้ให้ความสำคัญมากมายขนาดนั้นครับ เราคงไม่อยากทำงานศิลปะเพื่อคิดถึงแค่เรื่องเงินเท่านั้น คนจ้างเป็นผู้ตัดสินว่าอยากได้ผลงานของเรามากเท่าไหร่ และมีมูลค่าเป็นเท่าไหร่ ผมเองให้ความสำคัญกับคุณค่าของผลงานที่ผมทำอย่างเต็มเปี่ยม คงทำให้ผู้คนที่สนับสนุนเห็นมูลค่าของผลงาน เลยทำให้มีมูลค่าสูงแบบนั้น กับบทบาทใหม่การเป็นคณบดี อะไรคือภารกิจหนักอึ้งที่สุดถ้าบอกว่าไม่หนักอึ้ง ผมคงต้องฝึกพูดโกหกให้เก่งกว่านี้ เพราะตอนที่รับตำแหน่งมีหลายอย่างในชีวิตที่ต้องปรับเปลี่ยน ตอนผมจากเมืองไทยไปเรียนต่ออเมริกา ผมเจอ “คัลเจอร์ช็อก” ต้องสู้กับความเปลี่ยนแปลง ตอนย้ายกลับมาเมืองไทยก็เจอ “คัลเจอร์ช็อก” อีกครั้ง สำหรับผมแล้ว “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” ถูกสร้างไว้อย่างยิ่งใหญ่งดงามดีมาก ด้วยวิสัยทัศน์ของ “อาจารย์สุกรี” ผมยอมรับว่าผมไม่มีความสามารถเหมือนท่าน ถ้าเลือกผมมาเป็นคณบดี ผมคงทำได้ไม่ดีเท่าที่อาจารย์สุกรีทำไว้ แต่ผมจะพยายามทำให้สุดความสามารถในสิ่งที่ผมมีความสามารถ นั่นคือนำความรู้และระบบที่ได้เรียนรู้จากต่างประเทศมาค่อยๆปรับ และพัฒนาระบบต่างๆให้ดี เพื่อนำพาวิทยาลัยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง วิทยาลัยของเรามีความพร้อมในหลายๆด้าน เราเป็นสถาบันที่ได้รับการรับรองจากสถาบันของยุโรป และมีกิจกรรมที่สร้างสรรค์มากมาย ผมว่าตอนนี้วิทยาลัยมีความพร้อมที่จะเป็นสถาบันชั้นนำในระดับนานาชาติ แต่ต้องวางแผนที่จะไปให้ถึงจุดนั้น ผมโชคดีที่มีผู้บริหารให้ความสนับสนุนอย่างมาก ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยมหิดลที่เปิดโอกาสให้ผมได้ทำงาน คอยให้ความช่วยเหลือ และส่งเสริมกิจกรรมต่างๆของวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ นอกจากกิจกรรมด้านการศึกษา “วิทยาลัยดุริยางคศิลป์” ยังสร้างชื่อเสียงด้านใดอีกเราทำเยอะมากครับ บางครั้งมีความรู้สึกว่าทำเยอะจนเกินไปเหมือนกัน แต่ว่าคนที่ทำงานที่นี่ มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งผมอยากให้พวกเขาได้แสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์เต็มที่ พวกเราช่วยกันทำงานอย่างหนักในหลายๆด้าน เช่น การจัดเทศกาลดนตรีแจ๊สนานาชาติเพื่อการเรียนรู้, เทศกาลดนตรีสมัยนิยม, เทศกาลการประพันธ์เพลงนานาชาติ และที่เป็นไฮไลต์ของวิทยาลัยคือ วงดุริยางค์ฟิลฮาโมนิกแห่งประเทศไทย (Thailand Philharmonic Orchestra) ซึ่งเป็นวงอาชีพที่ทุกคนต้องผ่านการคัดเลือก และจะมีเงินเดือนประจำอาจารย์เคี่ยวกรำให้ “วงดุริยางค์ฟิลฮาโมนิกฯ” เจิดจรัสในวงการดนตรีคลาสสิกได้อย่างไรวงออเคสตราในไทยพัฒนาไปอย่างมาก เห็นแล้วน่าภูมิใจ ผมจึงอยากทุ่มเททำวงของเราให้เป็นวงที่ดีมีคุณภาพ เพื่อจะได้สร้างวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิกให้กับประเทศชาติ และส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของสังคมไทย ในการจัดคอนเสิร์ตเมื่อวันเด็กที่ผ่านมา เราได้เปิดโอกาสให้เด็กๆทดลองจับและเล่นเครื่องดนตรีจริง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ สิ่งนี้เป็นแนวทางสำคัญที่ประธานบอร์ดของวงดุริยางค์ฟิลฮาโมนิกฯคือ “คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล” ได้วางไว้ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงปัจจุบัน เบื้องหลังการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของวงดุริยางค์ฟิลฮาโมนิกฯ “คุณหญิงปัทมา” มีส่วนร่วมมากน้อยแค่ไหนคุณหญิงปัทมาเป็นผู้ที่มีความตั้งใจดี ที่จะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างมาก ท่านส่งเสริมกิจกรรมหลากหลายด้าน ทั้งด้านกีฬา, ดนตรี, ศิลปวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ของสังคม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับสังคมไทย สำหรับวงดนตรีของเรา คุณหญิงปัทมาให้การสนับสนุนทั้งด้านทุนทรัพย์และการดำเนินงานมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ผมชื่นชมในความสามารถและการอุทิศตนของคุณหญิง ท่านเป็นแบบอย่างที่ดีมาก มักจะคิดถึงความสุขของคนอื่น และคิดถึงประเทศชาติก่อนเสมอ ท่านคือกำลังใจสำคัญในการทำงานของพวกเรา ท่านมีความมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้สังคมไทยได้เข้าถึงวัฒนธรรมดนตรีคลาสสิก ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียงส่วนตัว แต่เพื่อผลประโยชน์ของคนไทยและสังคมไทยอย่างแท้จริง. ทีมข่าวหน้าสตรี