วันนี้เป็น “วันวาเลนไทน์” หรือ “วันแห่งความรัก” ตามธรรมเนียมของฝรั่งน่ะครับ แต่ก็เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวางไปแล้วทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยเราด้วย ทำให้ 2–3 วันนี้ ตามห้างต่างๆ จะมีรูปหัวใจสีชมพู และดอกกุหลาบสีแดง ประดับประดาเต็มไปหมดว่าไปแล้วในยุคก่อนๆคนไทยเราไม่รู้จักหรอกครับ วันวาเลนไทน์ หรือวันแห่งความรัก...เพราะคนไทยเราบอกรักกันทุกวัน ถือว่าทุกๆวันเป็นวันแห่งความรักมาแต่ไหนแต่ไรจนกระทั่งในยุคสงครามเวียดนามประมาณ พ.ศ.2508 พ.ศ.2509 สหรัฐอเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในเมืองไทย มีสนามบินรบหลายแห่ง เช่น อู่ตะเภา, อุดรธานี แล้วก็ตาคลี เป็นต้น...นั่นแหละวัฒนธรรมวาเลนไทน์ถึงได้เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยเราเนื่องจากสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่คลั่งวันวาเลนไทน์มากที่สุดในโลก มีธรรมเนียมประเพณีว่าด้วย “วันแห่งความรัก” มายาวนาน จนกลายเป็นวัฒนธรรมประการหนึ่งของเขาเมื่อมาตั้งฐานทัพในไทยก็นำวัฒนธรรมนี้มาเผยแพร่ด้วย เป็นเหตุให้สาวๆที่อู่ตะเภา, อุดรธานี รวมทั้งตาคลีรู้จักวันวาเลนไทน์ก่อนใครๆต่อมาก็เข้าสู่ห้างใน กทม. เมื่อลูกหลานเจ้าของห้างหรือพนักงานห้างรุ่นใหม่ที่ไปเรียนสหรัฐอเมริกา ได้พบได้เห็นวัฒนธรรมวาเลนไทน์ด้วยตนเอง และรู้ว่าห้างทางโน้นเขาโปรโมตอย่างไรบ้างก็เลยจำมาโปรโมตบ้างในบ้านเราทำให้ห้างต่างๆหลัง พ.ศ.2510 มักจะจัดกิจกรรมในวันวาเลนไทน์ขึ้นทุกห้าง เคียงคู่ไปกับกิจกรรมเทศกาลตรุษจีน ซึ่งโด่งดังอยู่ก่อนแล้วโดยส่วนตัวแล้วผมก็ชอบ วันวาเลนไทน์ ครับ เพราะถ้าเราตีความในวงกว้างแบบฝรั่งเขาจะรวม ความรัก เอาไว้ทุกๆอย่างในวันนี้ ไม่เฉพาะความรักในแบบชู้สาวเท่านั้นพ่อแม่รักลูกหลาน ลูกหลานรักพ่อแม่ รักปู่ย่าตายาย, รักเพื่อน, รักครู, รักเจ้านาย รักลูกน้อง, ไปจนถึงรักชาติบ้านเมือง รักทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเรา ฯลฯ ล้วนอยู่ในคำนิยาม “วันแห่งความรัก” ของเขาทั้งสิ้นทุกครั้งที่ผมเขียนถึงวันวาเลนไทน์ผมก็จะฝาก “ความรัก” ในนิยามกว้างๆแบบของเขาเอาไว้เสมอๆ โดยเฉพาะเรื่องรักชาติรักประเทศไทยขอให้อยู่ในนิยามของวันวาเลนไทน์ด้วยมาตลอดเขียนมาถึงช่วงนี้ก็นึกขึ้นได้ว่าเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนมีการจับกุมตัวนาย ฮาคีม อัล-อาไรบี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรนที่มีคดีอยู่ในบาห์เรนแต่ได้รับฐานะเป็นผู้ลี้ภัยไปอาศัยอยู่ที่ออสเตรเลียมาหลายปีเราจับก็เพราะแกมีหมายจับของตำรวจสากล ซึ่งผู้แจ้งมาก็เป็นตำรวจสากลของออสเตรเลียนั่นแหละ แต่พอจับแล้วก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โต ประเทศไทยถูกสับถูกสวดถูกประท้วงมากมายขอให้รีบส่งตัวไปออสเตรเลียโดยเร็วดังที่ทราบกันแล้วถึงขนาดมีการติด แฮชแท็ก #boycottthailand บ้าง #Savehakeem บ้าง เกร่อไปหมดในโลกโซเชียลแต่ ณ วันนี้ด้วยความสามารถของกระทรวงการต่างประเทศของไทย โดยเฉพาะท่านรัฐมนตรี ดอน ปรมัตถ์วินัย ที่ประสานไปทั้ง 2 ประเทศ บอกว่ามันเรื่องของยูนะ แต่ทำให้เราเดือดร้อน ขอให้ยูเจรจากันเอง ตกลงกันเองทางบาห์เรนก็เลยยอมถอนหนังสือขอตัวนายฮาคีม แต่ยังไม่ถอนคดีที่บ้านเขา...แต่แค่นี้ก็พอแล้วที่จะทำให้อัยการไทยเรามีทางออกนำเรื่องถึงศาล และศาลท่านก็ปล่อยตัวเป็นที่เรียบร้อยป่านฉะนี้ นายฮาคีมกับภรรยาที่จะมาฮันนีมูนในเมืองไทยแล้วโชคร้ายต้องมาติดคุกไทยอยู่หลายวันคงจะกลับไปฉลองวาเลนไทน์ที่ออสเตรเลียแล้วเช่นกันขอขอบคุณท่าน รมว.ต่างประเทศไว้ ณ ที่นี้อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณไปถึงเจ้าหน้าที่ทุกระดับทุกฝ่ายที่ช่วยกันอย่างแข็งขันด้วยนะครับสำหรับพี่น้องชาวไทยประเภทปากไวใจเร็วกดเร็วจำนวนมากที่เอะอะก็ด่าประเทศไทยตะพึดตะพือ ใครเขาด่าอะไรหน่อยเป็นต้องซ้ำเติมอย่างสะใจ ก็ขอให้ปากช้าลง ใจเย็นลง ใช้ความคิดใช้สติปัญญาให้มาก และอย่ารีบกดนิ้วด่าประเทศไทยเร็วนักในวันข้างหน้าอะไรไม่อะไร อย่าลืมติดแฮชแท็ก #lovethailandmore รักเมืองไทยให้มากขึ้นในวันวาเลนไทน์ปีนี้ด้วยก็แล้วกัน.“ซูม”