วิตามินดี (Vitamin D) มีหลายชนิด แต่ที่สำคัญในคนก็คือ D2 (Ergocalcoferol) ซึ่งได้มาจากการซึมซับในลำไส้ และ D3 (Cholecalciferol) ได้มาจากการสังเคราะห์ที่ผิวหนังเวลาโดนแดด (UVB)และวิตามินดีนี้เป็นวิตามินสำคัญมากในเด็ก เพราะถ้าขาดจะเกิดโรคกระดูกอ่อนในเด็ก (Rickets) และทำให้กระดูกผิดรูป ส่วนในผู้ใหญ่ก็เป็นได้เหมือนกัน จะทำให้กระดูกนิ่ม (Osteomalacia) และหักหรือแตกง่าย ในคนส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพราะกินอาหารที่มีวิตามินไม่เพียงพอ และโดนแดดไม่เพียงพอนอกจากนั้นร่างกายของเรายังอยู่ในสภาพที่ดี เพราะวิตามินดีจะต้องผ่านการกระตุ้นจากตับและไต ให้กลายเป็นฮอร์โมน calcitriol (1,25-dihydroxycholecalcoferol) ซึ่งจะควบคุมระดับแคลเซียม สามารถสั่งให้ลำไส้และไตซึมซับแคลเซียมกับฟอสเฟต และไปควบคุมสุขภาพของกระดูก เพราะเซลล์เรามีตัวรับสัญญาณอยู่ฉะนั้นถึงคิดกันมาตลอดว่าวิตามินดีจะสามารถช่วยคนที่กระดูกพรุน (Osteoporosis) และลดการเกิดกระดูกหักได้ นอกจากนี้ก็ได้พบตัวรับสัญญาณในเซลล์อื่นๆในร่างกาย เช่นในเม็ดเลือดขาว เป็นต้นที่ผ่านมาก็มีคำแนะนำมาตลอดว่าคนที่เป็นกระดูกพรุนให้กินวิตามินดี เพราะการศึกษาบอกว่าเสริม เพราะช่วยเพิ่มมวลกระดูกได้และลดความเสี่ยงกระดูกหัก แต่การศึกษาอีกหลายอันก็บอกว่าไม่ได้ผล บางอันบอกว่าเสี่ยงล้มและกระดูกหักมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ US Preventative Service Task force ออกมาสรุปล่าสุดว่าไม่มีข้อมูลหนักแน่นพอในการแนะนำให้กินวิตามินดีเพื่อป้องกันกระดูกหักในผู้สูงอายุที่ค่าวิตามินดีปกติอยู่แล้ว ส่วนในโรคปลอกประสาทอักเสบ (multiple sclerosis) ก็ไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าป้องกันได้หรือทำให้ดีขึ้น ถึงจะมีการศึกษาทางระบาดวิทยาที่ดีแต่พอให้วิตามินดี ก็ดูไม่ได้มีความต่าง กลับมาที่การป้องกันมะเร็งและโรคหัวใจซึ่งก็ได้มาจากการศึกษาเชิงระบาดวิทยาเปรียบเทียบส่วนของประเทศที่มีแสงแดดเยอะเทียบกับส่วนที่แสงแดดน้อยพบว่าคนที่อยู่ในส่วนที่แสงแดดเยอะมีการตายจากมะเร็งและโรคหัวใจน้อยกว่า ก็มีคำอธิบายว่าถ้าวิตามินดีมันสามารถควบคุมเม็ดเลือดขาวได้มันก็อาจจะสามารถทำให้เม็ดเลือดขาวจัดการเซลล์มะเร็งหรือช่วยลดการอักเสบในร่างกายเพื่อลดโรคหัวใจจึงมีการวัดค่าวิตามินดีในเลือดกับจ่ายวิตามินดีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ปัญหาของวิจัยประเภทระบาดวิทยานี้ก็คือถ้าแสงแดดเยอะอากาศดีก็อาจจะออกจากบ้านไปเดิน ไปออกกำลังกายมากกว่า หรือมีความสุข อยู่ดีกินดีกว่า และไม่ใช่ จากแสงแดดโดยตรง นักวิจัยและแพทย์ของอเมริกาจึงได้ทำการศึกษายักษ์ชื่อ Vitamin D Supplements and Prevention of Cancer and Cardiovascular Disease ปี 2018 โดยทำแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม (Randomised placebo-controlled trial) ลงใน New England Journal of Medicine กับคนอเมริกาเป็นเวลาเฉลี่ย 5.3 ปี ในชายอายุ 50 และหญิงอายุ 55 ปีขึ้นไป รวม 25,871 คน ที่ไม่เคยเป็นมะเร็ง และโรคหัวใจส่วนคนที่มีไตวาย ตับแข็ง โดยกลุ่มนึงให้วิตามินดีสาม (D3, cholecalciferol) ปริมาณ 2000 international units (IU) ซึ่งเป็นปริมาณสูงกว่าคำแนะนำปกติซึ่งอยู่ประมาณ 800 IU ก่อนเริ่มเค้าก็ได้ตรวจวิตามินดีในเลือดผู้เข้าร่วมซึ่งอยู่ประมาณ 30nanogram per litre (ng/l) ซึ่งอยู่ในค่าปกติ จากนั้นในกลุ่มที่กินวิตามินดีหนึ่งปี จำนวนวิตามินดีในเลือดก็เพิ่มมาเป็น 40 ng/l ส่วนกลุ่มยาหลอกวิตามินดีในเลือดจากที่เจาะตอนแรกกับหนึ่งปีให้หลังก็เท่าๆกัน และในการศึกษานี้เค้าก็ตามดูโรคมะเร็งร้ายแรงและพบว่าในช่วงที่ติดตามมีคนเป็นมะเร็งทั้งหมด 1,617 คน ในกลุ่มได้วิตามิน 793 คน และ 824 คนในกลุ่มที่ไม่ได้ ซึ่งพอมาคิดทางสถิติแล้วก็ไม่ได้ต่างกัน ในคนที่เป็นมะเร็งนั้นมี 341 คนที่เสียชีวิต กลุ่มที่ได้วิตามินตาย 154 คน แต่กลุ่มที่ไม่ได้นั้นตาย 187 คน ซึ่งพอมาคิดดูสัดส่วนแล้วก็เหมือนจะมีความต่างทางสถิติแล้วก็ไม่ได้แตกต่างอีกอย่างที่เค้าดูก็คือโรคเส้นเลือดตีบ เช่น เส้นเลือดหัวใจตัน (myocardial infarction) อัมพาต (stroke) และเสียชีวิตสาเหตุจากโรคเส้นเลือด มีคนเป็นโรคเส้นเลือดตีบตันทั้งหมด 805 คน กลุ่มที่ได้วิตามิน 396 คน และ 409 คนในกลุ่มยาหลอก ซึ่งไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ส่วนผลเสียจากการกินวิตามินดีเป็นเม็ดเสริมก็มีกลัวๆกันว่าจะทำให้มีผลเสีย เช่น แคลเซียมสูง ซึ่งอาจจะมีอาการเช่น คลื่นไส้อาเจียน กระหายน้ำ ฉี่เยอะ อ่อนแรง และแคลเซียมที่สูงเกินไปอาจไปเกาะตามอวัยวะโดยเฉพาะไต ทำให้ไตเสียได้ แต่ในการวิจัยนี้ก็ไม่ได้เห็นอาการพวกนี้ชัดเจน ส่วนเรื่องแคลเซียมสูง นิ่วในไต หรือคลื่นไส้อาเจียนก็ไม่ได้ต่างกันระหว่างสองกลุ่ม ผู้เขียนเค้าสรุปผลว่าวิตามินดีไม่ได้ลดการเกิดมะเร็งรุนแรง โรคหัวใจรุนแรง และไม่ได้ลดการตายจากโรคที่กล่าวมา แต่ก็ได้พูดถึงสัดส่วนการตายที่น้อยลงของมะเร็งว่าถึงจะไม่มีหลักฐานพอในการศึกษานี้แต่ก็ดูจะน่าสนใจ เพราะการศึกษาอีกหลายอันก็ให้ผลคล้ายกันว่าตายจากมะเร็งน้อยลง ถึงทางสถิติจะไม่ได้มีความแตกต่าง และมีการศึกษาในสัตว์ทดลองซึ่งพบว่าวิตามินดีสามารถลดการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ และช่วยลดการอักเสบในร่างกายได้ ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะมันคงจะไปช่วยระบบภูมิคุ้มกันในการหาเซลล์มะเร็งและพอทำลายได้แล้วก็ช่วยในการประคองไม่ให้ไปโจมตีเศษเซลล์มะเร็งที่ตายแล้วจึงลดการอักเสบส่วนถ้าจะกินวิตามินดีเพื่อจะลดโรคหัวใจนั้นอย่าได้หวังเพราะไม่น่าจะช่วย แต่ในการศึกษานี้คนที่ร่วมมีวิตามินดีค่อนข้างสูง และอีกการศึกษาชื่อ Vitamin D Assessment (ViDA) study ปี 2016 ได้บอกว่าถ้าวิตามินดีต่ำกว่า 25 ng/l การกินวิตามินดีจะช่วยลดโรคหัวใจได้ ฉะนั้นถ้าจะกินวิตามินดีก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะอาจจะดีก็ได้ แต่อย่าเกิน 2000 IU เด็ดขาด เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้ ส่วนท่านที่ยังไม่เริ่มออกกำลังกาย ลุกไปเดินเดี๋ยวนี้เพราะออกกำลังกายช่วยเรื่องกระดูกและโรคหัวใจได้แน่นอน.หมอดื้อ