ปฏิทินเปิดครบ 12 หน้า โลกหมุนรอบตัวเองครบ 365 วันเวลาผันผ่าน 1 รอบปี เป็นธรรมเนียมปฏิบัติอย่างต่อเนื่องของ “ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” ที่ต้องใช้เวลาในห้วงรอยต่อก่อนสิ้นปี มานั่งปรึกษาหารือกันโหวตตำแหน่ง “บุคคลการเมืองแห่งปี”และก่อนอื่นก็ต้องออกตัวไว้ก่อนเหมือนทุกครั้ง โดยกติกาที่ปฏิบัติกันมา ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นบุคคลการเมืองแห่งปี โดยการตัดสินจากทีมของเราไม่ได้หมายความว่า เขาหรือเธอผู้นั้นต้องเป็นนักการเมืองที่วิเศษวิโส มีผลงานยอดเยี่ยมเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม หรือมีความสามารถเชี่ยวชาญการเมืองขั้นเทพแต่ “บุคคลการเมืองแห่งปี” ในนิยามความหมายของเรา หมายถึงบุคคลที่มีบทบาท มีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างสีสันฉูดฉาด สร้างความสั่นสะเทือนเลื่อนลั่นให้เกิดขึ้นกับการเมืองในประเทศไทยได้อย่างชัดเจนเป็นที่ประจักษ์เราใช้เวลาพักใหญ่ หยิบชื่อตัวบุคคลมาชั่งน้ำหนักเทียบกัน ก่อนจะเคาะโต๊ะฟันธงอย่างเป็นเอกฉันท์ ยกตำแหน่งบุคคลการเมืองแห่งปี 2561 ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. ที่เรียกกันจนติดปากแล้วว่า “นายกฯลุงตู่”เพิ่มสถิติเป็นผู้ครองตำแหน่งนี้เป็นปีที่ 5 ติดต่อกันมากสุดในประวัติศาสตร์ “บุคคลการเมืองแห่งปี” ของทีมเราเหมาผูกปีอยู่คนเดียว นับตั้งแต่นำกองทัพยึดอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินจากรัฐบาลเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2557เบ็ดเสร็จทั้งในมุมของอำนาจและบทบาทครอบคลุมทุกด้าน การเมือง เศรษฐกิจ สังคมผ่านมา 4-5 ปียิ่งควบแน่นเรียกว่าเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” ที่ครบเครื่องสุด เทียบกับนายกฯทหารที่มาจากการยึดอำนาจ “บิ๊กตู่” คือคนที่สร้างบทบาทได้มากกว่าใครแม้แต่ในจุดที่เป็น “ปมด้อย” ตามสถานะของผู้นำรัฐบาลทหาร นั่นคือสถานการณ์แรงเสียดทานจากต่างประเทศ เงื่อนไขการตั้งแง่รังเกียจจากนานาชาติมาถึงวันนี้เลือนหายไปจนแทบไม่รู้สึกถึงแรงต้านจากหลายโอกาสในรอบปีที่ผ่านมา ที่ผู้นำรัฐบาล คสช.ได้รับเชิญให้เดินทางไปเยือนหรือร่วมประชุมเวทีสำคัญระดับโลกณ ดินแดนเสรีประชาธิปไตยแถวหน้า ทั้งสหรัฐอเมริกา เบลเยียม เยอรมนีปลอดการแซงก์ชันจากโลกตะวันตก อีกทั้งล่าสุดที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับมอบหน้าที่การเป็นประธานอาเซียนในปี 2562 อย่างเป็นทางการ ต่อจากนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ นั่นสะท้อนถึงทั่วโลกยอมรับในเงื่อนไขสถานการณ์ของการยึดอำนาจในประเทศไทยมองในมุมความพยายามของ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เน้นการสร้างความสงบสุข นำพาประเทศพ้นหลุมดำวิกฤติความแตกแยกทางการเมืองไปสู่เป้าหมายมากกว่าพฤติกรรมเผด็จการ กดขี่ฝ่ายต่อต้านอำนาจเหนืออื่นใด นั่นคืออารมณ์ความรู้สึกตามธรรมชาติของคนในชาติบ้านเมือง จากการสำรวจโพลในเทศกาลแห่งความสุข สงกรานต์ ลอยกระทง ปีใหม่“นายกฯลุงตู่” คือคนที่ได้คะแนนมากเป็นอันดับหนึ่ง สะท้อนถึงเบื้องลึกของคนไทยที่นิยมชมชอบ รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยกับผู้นำทหารมีภาพของ “เผด็จการผู้น่ารัก” มากกว่า “ทรราชผู้น่าชัง”แม้จะยังสลัดไม่พ้นอารมณ์เกรี้ยวกราด อาการเฮี้ยวแฝงลูกฮึดฮัดสไตล์นายทหารกลายเป็นที่มาของฉายา “ลุงฉุน” ที่ฝ่ายต่อต้านประทับภาพให้แต่นั่นก็ได้เห็นภาพอีกมุมของผู้นำทหารอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีความยืดหยุ่นต่างจากผู้นำท็อปบูตเมื่อออกอาการหุนหันพลาดแสดงอาการนอตหลุดจนโดนกระแสสังคมตำหนิก็จะมีคำ “ขอโทษ” ออกมาจาก “นายกฯลุงตู่”แบบที่ผู้นำจากการเลือกตั้งบางคนไม่ยอมเอ่ยคำขอโทษ อย่างดีก็แค่เสียใจพล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้นำทหารที่รู้จังหวะใส่เกียร์ถอย และรู้จักจังหวะเดินหน้าลุยทำตัวล้อตามกระแส รับรู้อารมณ์สังคมตลอดเวลาอารมณ์แบบที่ใครจะคาดถึงว่า ผู้นำรัฐบาลทหารในวัยเลยเกษียณอายุราชการจะตัดสินใจกระโจนเข้าสู่โลกโซเชียลมีเดีย ร่วมแจมสังคมโลกสมมติ เปิดเพจเฟซบุ๊ก “ประยุทธ์ จันทร์โอชา Prayut Chan-o-cha” อินสตาแกรมส่วนตัว ไลน์ เว็บไซต์ เชื่อมการเข้าถึงผู้คนในโลกออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มไลฟ์สด โพสต์อัปเดตสเตตัส สื่อสารตรงกับผู้คนในสังคมเพื่อให้ทันกับยุคสมัย และสมกับผู้นำยุทธศาสตร์รัฐบาลที่ชูธง “ไทยแลนด์ 4.0”ซึ่งนั่นก็ทำให้เจ้าของฉายา “นายกฯลุงฉุน” ต้องทนกับคำด่าหยาบๆคายๆ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ แบบ “ข้อมูลดิบ” ที่ส่งตรงจากประชาชนคนทางบ้านสไตล์ “เกรียนคีย์บอร์ด” ในโลกโซเชียลฯแบบไทยๆ จำใจยอมกัดฟัน สะกดอารมณ์ ข่มตบะยิ้มสู้ด้วยความเป็นธรรมชาติ ตัวตนแบบ “ลุงตู่” ไม่สุดโต่งตามฟอร์มผู้นำเผด็จการ ถือเป็นจุดที่ผ่อนดีกรี “หมั่นไส้” หักลบกลบหนี้กับ “จุดอ่อน” โกรธง่าย ปากไว จุดเดือดต่ำส่วน “จุดแข็ง” ที่ยังคงสภาพ แม้ผ่านมา 4-5 ปีมาถึงวันนี้ประตูหลังบ้านของ พล.อ.ประยุทธ์ยังคง “ลง กลอน”บรรดา “นาย หน้า” นักวิ่งล็อบบี้ต่อสายไม่ถึง “อาจารย์น้อง” นราพร จันทร์โอชา ภริยานายกรัฐมนตรี แบบที่ไม่เคยมีข่าวในเชิงลบออกมา โดยเฉพาะลูกสาวฝาแฝดของ “ลุงตู่” ทุกวันนี้แทบไม่มีใครได้เห็นหน้าค่าตาเป็นอย่างไรลูกเมีย คนในครอบครัว “จัดโซน” ได้นิ่งมากหากจะมีขี้โคลนดำๆด่างๆกระเด็นเปรอะเปื้อนบ้าง ก็แค่คนรอบข้าง ระดับพี่ๆน้องๆ เสือซุ่ม สิงห์เงียบที่อาศัยเกาะเอว สร้างเรื่องฉาวให้เคลียร์เป็นระยะ“หัวไม่ส่าย” ยังเป็นจุดแข็งเฉพาะตัวของ “นายกฯลุงตู่”และนั่นก็เป็นคะแนนต้นทุนหน้าตักที่หนักๆ แน่นๆส่งผลต่อแผนการตีตั๋วต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีที่ค่อยๆชัดเจนขึ้นเรื่อยๆตามเงื่อนไขสถานการณ์แบบที่เจ้าตัวไม่ต้องออกปากยอมรับตรงๆแต่ผู้คนทั้งประเทศฟันธงไปแล้ว ไม่กลัวหน้าแตก ตามลีลา “ปากสวนทางกับพฤติกรรมการกระทำ” บอกไม่หาเสียง ไม่เกี่ยวกับการเมือง แต่เดินสาย ครม.สัญจร ตระเวนไปทั่วทุกพื้นที่ ขึ้นรถ ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้เล่นทุกบท ตามฉากอีเวนต์การตลาดเก็บคะแนนเป็นกอบเป็นกำ“นายกฯลุงตู่” ทำได้ทุกอย่าง ย่ำรอยตามเส้นทางที่เคยด่านักการเมืองไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์คุ้นๆ “เกมการตลาดนำการเมือง” เห็นได้ชัดเลยว่า ในช่วงปีท้ายเทอม รัฐบาล “นายกฯลุงตู่” เร่งเครื่องอัดฉีดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากลด แลก แจก แถมของขวัญปีใหม่ แฝงหาเสียงแบบเน้นๆเป็นอะไรที่นักการเมืองเจ้าถิ่นรุม “หมั่นไส้” แต่ไม่กล้าขวางลำ เสี่ยงโดนรุมยำบาทาเพราะรู้กันดีว่า คนไทยชอบของฟรีที่แน่ๆโดยการเดินหมาก “ย้อนรอย” โคตรเซียนการตลาด ทีมรัฐบาล “ลุงตู่” อัดฉีดเศรษฐกิจฐานราก ดูแลปากท้องคนจนแบบจัดหนัก จัดเต็ม เสิร์ฟกันถึงมือ สัมผัสจับต้องได้ มันทำให้ผู้คนแทบลืมประชานิยมเจ้าเก่ายี่ห้อ “ทักษิณ” ไปเลยและทุกอย่างก็มาเฉลย บรรจบกันตรงปลายทางโรดแม็ปเลือกตั้งจังหวะที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ คือหนึ่งในบัญชี “นายกฯพรรค” ของค่าย “พลังประชารัฐ”ชัดเจนแทบจะ 1,000 เปอร์เซ็นต์ประทับสถานะ “นายกฯคนใน” ผ่านการเลือกตั้งอย่างชอบธรรมตามกระบวนการอำนาจที่วางพิมพ์เขียวไว้ในบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ประกอบกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีคำตอบที่รู้กัน “นายกฯลุงตู่” ต้องตีตั๋วเบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรี“ล็อกโพย” เป็นประกัน “เสียของ” ซ้ำอีกไม่ได้ ด้วยความโดดเด่นเฉพาะตัวทั้งในเชิงบุคลิก ประกอบกับเงื่อนไขสถานการณ์ทางอำนาจจึงหนีไม่พ้นตำแหน่ง “บุคคลการเมืองแห่งปี” ของ “ทีมการเมืองไทยรัฐ”กับสถานะเด่นชัดของ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา”คือ “กงล้อต่ออำนาจ”.“ทีมการเมือง”