“งานที่ตำรวจทำมีผลงานมากมาย ปัจจุบันมีอาชญากรรมเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการก่อเหตุอาชญากรรมซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ การดำเนินการของตำรวจในครั้งนี้ เป็นการล้มระบบการก่อเหตุอาชญากรรม ทำให้การฉ้อโกงเกือบสูญสิ้นไป เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยยอมรับว่าประสบความสำเร็จกว่าร้อยละ 90 ขอขอบคุณทุกคนที่บูรณาการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นเต็มรูปแบบ เป็นที่น่าพอใจของประชาชนทั้ง 12 เรื่อง” เป็นคำกล่าวของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ประธานพิธีแถลงผลการปฏิบัติงานของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร.พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ตั้งขึ้นตามนโยบายรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร ที่เล็งเห็นถึงปัญหาคดีอาชญากรรมข้ามชาติ คนร้ายทำงานเป็นทีม สลับซับซ้อน มีอิทธิพลแทรกซึมทุกวงการ มี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท. รรท.ผบช.สตม. เป็นหัวหน้าชุดปราบปรามอาชญากรรมที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน 12 รูปแบบ 1.ความผิดเกี่ยวกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ 2.ความผิดเกี่ยวกับแก๊งโรแมนซ์สแกม 3.ความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงออนไลน์ 4.ความผิดเกี่ยวกับเงินกู้นอกระบบ 5.ความผิดเกี่ยวกับต่างชาติอยู่เกินกำหนดหรือ Over Stay 6.ความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ 7.ความผิดเกี่ยวกับการลักลอบเล่นการพนันแข่งม้า 8.ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการพนันออนไลน์ 9.ความผิดเกี่ยวกับการแข่งรถในทางสาธารณะ 10.ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 11.ความผิดเกี่ยวกับนอมินี 12.ความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทั่วไป ช่วงเวลาไม่ถึง 1 ปี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ นำทีมปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้คดีอาชญากรรมร้ายแรงลดลง โดยเฉพาะคดีฉ้อโกงที่ตำรวจในยุคก่อนไม่ค่อยสนใจ ทำให้แก๊งโกงประชาชนแทบจะสูญพันธุ์ เพราะไม่ว่าคนร้ายจะไปกระทำผิดที่ไหน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์นำทีมตามไปจับทุกที่ ทุกประเทศ มีผลงานต่อเนื่อง 12 ฐานความผิดปราบปรามเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ กลุ่มมิจฉาชีพชาวต่างชาติที่อาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เรียกว่า VOIP ปลอมเลขหมายโทรศัพท์ของหน่วยงานรัฐโทร.ไปหลอกลวงให้หลงเชื่อและเกิดความกลัว จนโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้ายเป็นเม็ดเงินมหาศาล ชุด ศปอส.ตร. ตามไปจับถึงฐานปฏิบัติการ 9 ครั้ง 7 ประเทศ จับผู้ต้องหา 160 คน ไต้หวัน 44 คน มาเลเซีย 2 คน กัมพูชา 5 คน คนไทย 109 คน มีการช่วยเหลือเยียวยาคืนเงินผู้เสียหาย 119 ราย เป็นเงิน 24,613,671.43 บาทปราบปรามแก๊ง “โรแมนซ์สแกม” ภัยคุกคามโลกออนไลน์ไร้พรมแดน คนร้ายแก๊งนี้ทำให้เหยื่อหลงรักหรือเกิดความโลภ ความหลง จนยอมโอนเงินให้กับกลุ่มคนร้าย ตามสถิติทางคดีมีมากถึง 145 คดี ความเสียหายกว่า 85,529,454 บาท จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับรวม 58 ราย เป็นสัญชาติไนจีเรียได้ 20 ราย และสัญชาติไทย 38 ราย ยึดและอายัดทรัพย์สิน คืนเงินให้แก่ผู้เสียหายได้ 9 ราย เป็นเงินกว่า 2,085,000 บาทการฉ้อโกงประชาชนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสิ่งที่ประชาชนมีโอกาสเจอในชีวิตประจำวัน แต่ในยุคก่อนพอถูกหลอก ผู้เสียหายแจ้งความแค่ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ไม่สนใจติดตามจับกุม พล.ต.ต.สุรเชษฐ์เห็นเป็นความเดือดร้อน ปล่อยแบบเดิมไม่ได้ เร่งรัดปราบปรามต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นขายสินค้าแต่ไม่ส่งมอบสินค้า ชักชวนให้นำเงินร่วมลงทุนหรือชักชวนผู้อื่นร่วมลงทุนที่อ้างผลตอบแทนสูงที่เรียกกันทั่วไปว่า แชร์ลูกโซ่ ศปอส.ตร. ร่วม ปปง. และ ธนาคารแห่งประเทศไทย สืบสวน ปราบปราม 10 เครือข่ายสำคัญ จับกุม 120 ราย ยึดทรัพย์สิน 360 ล้านบาท ช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ 50,000 ราย ความเสียหาย 3,000 ล้านบาท จับกุมแก๊งฉ้อโกงลงทุนทองคำผู้หลงเชื่อ 100 ราย ความเสียหาย 200 ล้านบาท การปราบปรามเงินกู้นอกระบบ ที่ช่วยแก้ปัญหาชาวบ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนใหญ่ที่ถูกหลอกเพราะไม่รู้ข้อกฎหมาย นายทุนหลอกให้เซ็นเอกสารเป็น “นิติกรรมอำพราง” มารู้ตัวอีกทีถูกยึดบ้านยึดที่นา ไม่มีที่ทำมาหากิน รัฐบาลหลายยุคไม่เคยช่วยแก้ไขได้ จน พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ลงพื้นที่ปราบปรามร่วมกับ พล.ต.ท.สุรชัย ควรเดชะคุปต์ ผบช.ภ.4 มีการเยียวยามอบคืนโฉนด 3 ครั้ง 5,530 ฉบับ รวมเนื้อที่ 18,770 ไร่ มูลค่ากว่า 7,330,832,323 บาทปราบปรามชาวต่างชาติกระทำผิดกฎหมายอยู่เกินกำหนดหรือ Over Stay เปิดปฏิบัติการ 20 ครั้ง ตรวจค้น 3,755 จุด จับกุม 1,788 ราย การปราบปรามการค้ามนุษย์ ปิดกั้นเว็บไซต์ลามก 1,151 เว็บ จับกุมคดีค้ามนุษย์ 7 คดี ผู้ต้องหา 17 คน ขยายผลจับตามหมาย 48 ราย ช่วยเหลือเหยื่อได้ 53 ราย ปราบปรามการพนันแข่งม้า จับกุม 1,664 ราย นำรายได้คืนรัฐกว่า 1,793 ล้านบาท ปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เปิดปฏิบัติการ 5 จังหวัด เป้าหมาย 74 จุด จับกุมผู้ต้องหา 37 ราย ของกลาง 47,249 ชิ้น ปราบปรามพนันออนไลน์ ดำเนินคดี 32 คดี ผู้ต้องหา 59 ราย อายัดเงินในบัญชีกว่า 20 ล้านบาทปราบปรามคนต่างด้าวสวมสิทธิเป็นนอมินี ปลอมแปลงบัตรประชาชนมาใช้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ผู้ต้องหา 7 ราย ยึดทรัพย์ 204 ล้านบาท ปราบปรามการแข่งรถในทางหรือเด็กแว้น ระดมจับกุม 48 ครั้ง ตรวจยึดรถ จยย.6,457 คัน ค้นร้านแต่งรถ 966 ร้าน จับกุมแอดมินเพจชักชวน 91 เพจ อบรมฟื้นฟูเยาวชนสร้างภูมิคุ้มกัน 29 ครั้ง 2,754 ราย ทำให้กลุ่มเด็กวัยรุ่นที่ใช้นิยมถนนหลวงประลองความเร็วลดลงร้อยละ 65 ถือเป็นผลงานที่โดดเด่น ก่อนนี้หลายรัฐบาลมีความพยายามสกัดจับปราบเด็กแว้นป่วนเมืองแต่ไม่เป็นผลสำเร็จปราบปรามอาชญากรรมทั่วไป จับกุมแก๊งทุบกระจกรถ แก๊งชาวต่างชาติกรีดกระเป๋า คดี “คนมีสี” อุ้มเรียกค่าไถ่นายสุรชัย แซ่ย่าง คดีฆ่าโหดไฮโซเชอรี่ คดีผู้ต้องหาโมซัมบิกอุ้มฆ่าหนีข้ามชาติ เป็นงานสำคัญใน 12 อาชญากรรม ที่ ศปอส.ตร.เข้าไปช่วยแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้เป็นอย่างดี พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบช.ทท.รรท. ผบช.สตม. กล่าวกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติหรือที่กระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน เป็นสิ่งที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. จัดตั้งศูนย์ป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศขึ้น มอบให้เป็นหัวหน้าชุดปฏิบัติการ 1 ปีที่ผ่านมา ตำรวจเปิดปฏิบัติการปราบปรามอาชญากรรมใน 12 ประเภทที่รับผิดชอบ มีผลจับกุมจำนวนมาก ช่วยเหลือประชาชนที่เป็นเหยื่อได้หลายราย ยึดอายัดทรัพย์เยียวยาผู้เสียหาย ทำทุกอย่างเป็นขั้นตอนเป็นระบบ เน้นการบังคับใช้กฎหมายให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ไม่ว่าจะทำผิดที่ใดตามไปจับกุม มีการทำงานตามแนวทาง “One World One Team” หรือ “ตำรวจหนึ่งเดียวของโลก” ทุกคดีที่ตำรวจเข้าไปแก้ไขล้วนเป็นนโยบายสำคัญของ คสช. ให้ปราบปรามอาชญากรรมที่เป็นภัยต่อความมั่นคงและระบบเศรษฐกิจของประเทศชาติ เพื่อให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน”เป็นสรุปภาพรวมงานที่ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ และตำรวจชุด ศปอส.ตร. ทำมาต่อเนื่อง ช่วยลดอาชญากรรม แก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ถูกจุด แต่ละเรื่องที่ทำเป็นเรื่องที่หลายรัฐบาลพยายามจะแก้ไข แต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนทำได้จริงเป็นผลงานที่โดดเด่นและโดนใจมากที่สุดของรัฐบาลยุค คสช.ทีมข่าวอาชญากรรม