ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา เรื่องราวดราม่าในตระกูลผู้ผลิตไอศกรีมยี่ห้อไผ่ทอง ถือเป็นเรื่องท็อปฮิตติดอันดับต้นๆของโลกโซเชียลบ้านเราเลยทีเดียวมีการแชร์ มีการโพสต์ มีการเม้นต์กันอย่างกว้างขวางของ “ศึกสายเลือด” เมื่อแม่ซึ่งเป็นเจ้าของไอศกรีมยี่ห้อ “ไผ่ทองไอสครีม” ถึงกับยื่นฟ้องลูกชายที่ผลิตไอศกรีมตราสัญลักษณ์เดียวกัน ชื่อยี่ห้อก็คล้ายกัน ออกเสียงเหมือนๆกันต่างกันตรงตัวสะกด เพราะของแม่ใช้ ส.เสือ และลูกชายใช้ ศ.ศาลา จึงออกมาเป็น “ไผ่ทองไอศครีม” อย่างที่เห็นๆในท้องตลาดขณะนี้คุณแม่ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของดั้งเดิมวัย 82 ปีแล้ว ในขณะที่ฝ่ายลูกที่ถูกฟ้องว่าเลียนแบบอายุ 54 ปี จากรายงานข่าวล่าสุดของ “ไทยรัฐออนไลน์” ที่ผมอ่านเมื่อสายๆวันพุธที่ผ่านมาในรายงานพิเศษของ ไทยรัฐออนไลน์ ฉบับนี้ พาดหัวว่า “รอผมตายก่อน” แม่ลูก “ไอติมไผ่ทอง” สัมพันธ์ขาดสะบั้นและในท่อนสุดท้าย ไทยรัฐออนไลน์ จบด้วยประโยคของลูกชายว่า “เป็นเรื่องเศร้าใจที่เกิดเหตุการณ์ความขัดแย้งในครอบครัวแบบนี้ และในฐานะที่ถูกแม่ฟ้องก็ถือว่าวิกฤตินี้เป็นโอกาสที่ดีที่เข้าสู่กระบวนการรอศาลตัดสิน ซึ่งดีกว่าการจบลงด้วยการใช้กำลังทำร้ายกัน ไม่เช่นนั้นรุ่นลูกรุ่นหลานต่อๆ ไปจะขัดแย้งกันไม่จบ”ส่วนสถานที่สัมภาษณ์นั้นก็คือโรงงาน ไผ่ทองไอศครีม ที่ สะพานขาว ซึ่งเป็นโรงงานผลิตยี่ห้อที่ใช้ “ศ.ศาลา” ในคำว่า ไอศครีม นั่นเองผมคิดว่าท่านผู้อ่านที่เดินทางไปตามท้องถนนสายต่างๆ ใน กทม. น่าจะคุ้นเคยกับไอศกรีมไผ่ทองไม่มากก็น้อย...เป็นไอศกรีมแบบ 3 ล้อถีบ จะมีสัญลักษณ์เป็นรูปใบไผ่สีทองบนสีเขียว มองเห็นถนัดตารสชาติของไอศกรีม ซึ่งจะบรรจุเป็นถังต่างๆในตัวถังรถ 3 ล้อจะมีทั้งรสวานิลลา, กะทิ, ช็อกโกแลต ฯลฯ แต่ที่ดังมากก็คือรสเผือกข้างๆตัวถังก็จะมีโถข้าวเหนียว โถลูกชิด โถขนุนเชื่อม สับปะรดเชื่อม ถั่วแดงเชื่อม ฯลฯ รวมทั้งถั่วลิสงคั่ว สำหรับใช้ใส่ในไอศกรีม เพื่อรับประทานคละเคล้ากันไปผมเป็นแฟน ไอศกรีมไผ่ทอง มานานมาก และเคยเขียนให้เต็มคอลัมน์ “ซูมซอกแซก” เมื่อสัก 5-6 ปีที่แล้วเหตุที่เขียนถึงก็เพราะสำนักงานเก่าแก่ของผมเมื่อครั้งยังรับราชการอยู่ อันได้แก่ สภาพัฒน์ หรือ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งอยู่ที่สะพานขาวนั้น อยู่ใกล้ๆกับโรงงานไอศกรีมไผ่ทอง ที่สะกดด้วย “ศ.ศาลา” ของคุณลูกชายนั่นเองเห็นมาตั้งแต่ยังเป็นร้านเล็กๆ จนกลายเป็นโรงงานเล็กๆ แบบ SME มีเครื่องจักรมาช่วยผลิตช่วงที่ผมเป็นผู้อำนวยการกองศึกษาและเผยแพร่การพัฒนาที่สภาพัฒน์ประมาณ พ.ศ.2534-2535 เวลาเลี้ยงปีใหม่ กองเราจะสั่งไอศกรีมไผ่ทองมาเป็นของหวานอยู่เสมอช่วงนั้นไผ่ทองสะพานขาวเริ่มพัฒนามาเป็นแบบใส่กล่องขนาดเขื่องๆ มีซองพลาสติกห่อเครื่องเคียงและจะให้ยืมที่ตักไอศกรีมที่เป็นโลหะแข็งๆขาวๆมาด้วย สำหรับลูกค้าที่สั่งซื้อเป็นกล่องๆไปตามงานเลี้ยงที่สายหวานอย่างผมชอบมากก็คือไอศกรีมเผือกครับ ใส่ลูกชิดลงไปนิด ข้าวเหนียวอีกหน่อย โรยถั่วลิสงคั่วลงไปด้วย อร่อยอย่าบอกใครเมื่อมาอ่านข่าวว่ามีดราม่า มีไผ่ทอง 2 แห่ง ทั้ง ส.เสือ ศ.ศาลา ในขณะนี้ผมจึงรู้สึกอินมากกว่าคนอื่นๆ เพราะความหลังฝังใจอย่างที่ว่าคดีนี้จะจบลงอย่างไร อยู่ที่ศาลสถิตยุติธรรมท่านจะวินิจฉัยและมีคำพิพากษา แต่ในฐานะแฟนคนหนึ่งของไอศกรีมยี่ห้อนี้ ผมก็อยากจะฝากข้อคิดเห็นว่า ขอให้ใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาส เพราะการโด่งดังอย่างมากในโซเชียลงวดนี้ ทำให้ผู้คนรู้จักไอศกรีมยี่ห้อนี้ไปทั่วประเทศไทยเมื่อเรื่องราวจบลงแล้ว น่าจะนำไปขยายผล ทำให้กลายเป็นไอศกรีมแบรนด์ระดับชาติ สู้กับไอศกรีมฝรั่งซะเลยหามือตลาดดีๆมาช่วยทำ อาจจะเป็นคู่แข่งไอศกรีม “สเวนเซ่นส์” จากอเมริกาก็ได้นะครับช่วงนี้สเวนเซ่นส์ไปโลดมาก ไม่มีไอศกรีมไทยประกบได้เลย ต่างกับร้านกาแฟ สตาร์บัคส์ ที่มี คาเฟ่อเมซอน ของ ปตท.ประกบซะอยู่หมัด อย่างที่ผมเขียนถึงสัปดาห์ก่อนใครช่วยโปรโมตไอศกรีมไทยสู้ “สเวนเซ่นส์” บ้างนะครับ ถ้าไม่ใช่ “ไผ่ทอง” จะเป็น “ทิพย์รส” หรือ “มหาชัย” ฯลฯ หรืออะไรก็ได้ ผมเอาใจช่วยเต็มที่เลยซีน่ะ.“ซูม”