ตัวชี้วัดอย่างหนึ่งว่าประเทศใดมี “ประชาธิปไตย” หรือไม่ เพียงใด ก็คือดูว่า “สื่อมวลชน” มี “เสรีภาพ” ขนาดไหน ดังนั้น ทุกครั้งที่สื่อถูกเล่นงานชนิดค้านสายตาชาวโลก ดังในกรณีกัมพูชาและเมียนมาเมื่อสัปดาห์ก่อน คำถามเรื่องนี้จะแรงเร้าขึ้นมาทันที โดยเฉพาะจากวงการสื่อเองในกรณีกัมพูชา เมื่อ 31 ส.ค. ศาลกัมพูชาตัดสินจำคุกนายเจมส์ ริกเคตสัน นักสร้างภาพยนตร์ชาวออสเตรเลียวัย 69 ปี เป็นเวลา 6 ปี ในข้อหาจารกรรม หลังจากเขาถูกจับในเดือน มิ.ย.2560 ขณะใช้ “โดรน” บันทึกวิดีโอการชุมนุมของพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ฝ่ายค้านหลัก ซึ่งต่อมาถูกศาลสั่งยุบในข้อหากบฏอัยการกล่าวหาว่า ตั้งแต่เข้าสู่กัมพูชาเมื่อ 22 ปีก่อน เจมส์เก็บข้อมูลทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจของกัมพูชาส่งให้ต่างชาติ แต่ไม่ระบุว่าประเทศใด แต่เจมส์ยืนยันว่าเข้าไปถ่ายทำภาพยนตร์สารคดีเท่านั้น ไม่ยุ่งเรื่องการเมือง ซึ่งทุกครั้งที่ไปศาลเขายืนยันว่าตนบริสุทธิ์ และตะโกนถามว่า “ผมจะเป็นสายลับให้ใคร” เพื่อให้คนฉุกคิดฝ่ายต่อต้านคำตัดสินชี้ว่า ศาลถูกครอบงำโดยรัฐบาลเผด็จการของนายกรัฐมนตรีฮุน เซน ผู้เป็นไม้เบื่อไม้เมากับชาติตะวันตก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา นายเจมส์ซึ่งเป็นชาวออสเตรเลีย พันธมิตรแนบแน่นของสหรัฐฯ ก็เลยถูกเล่นงาน เพื่อ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ในยุคที่กัมพูชาหันไปซบ “จีน” ไม่ง้อสหรัฐฯ อีกต่อไปส่วนคดีเมียนมาลงโทษสื่อมีบริบทและเงื่อนปมสลับซับซ้อนยิ่งกว่ากันมาก! ผนึกกำลัง–นักข่าวของสำนักข่าวรอยเตอร์รวมตัวกันในห้องข่าวที่นครนิวยอร์ก สหรัฐฯ เมื่อ 4 ก.ย. แสดงความเป็นหนึ่งเดียวกับนายวา โลน และนายจ่อ โซ อู สองนักข่าวรอยเตอร์ที่ถูกจับขณะไปเจาะข่าวการสังหารหมู่ชาวโรฮีนจาในรัฐยะไข่ ก่อนถูกศาลเมียนมาตัดสินจำคุก 7 ปี ข้อหาละเมิดกฎหมายความลับของทางราชการ (รอยเตอร์)เมื่อ 3 ก.ย. ผู้พิพากษาเย ลวิน แห่งศาลนครย่างกุ้ง ตัดสินจำคุกนักข่าวของสำนักข่าว “รอยเตอร์” สัญชาติเมียนมา 2 คน คือนายวา โลน วัย 32 ปี และนายจ่อ โซ อู วัย 28 ปี เป็นเวลา 7 ปี ในข้อหาละเมิด “กฎหมายความลับของทางราชการ” (Official Secrets Act) โทษฐานครอบครองข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับรัฐยะไข่และกองกำลังความมั่นคงของเมียนมาอย่างผิดกฎหมาย โดยมีเจตนาส่งต่อให้ต่างชาติ ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 14 ปี!นักข่าว “พ่อลูกอ่อน” ทั้ง 2 คนถูกจับเมื่อ 12 ธ.ค.2560 หลังถูกตำรวจ 2 นาย เชิญไปทานอาหารค่ำที่ร้านอาหารที่ชานนครย่างกุ้ง แต่ในการต่อสู้คดี ทั้งคู่ชี้แจงว่าถูกตำรวจ 2 นายที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเชิญไปกินข้าวเย็น และตำรวจมอบหนังสือพิมพ์ซึ่งข้างในมีเอกสารเกี่ยวกับรัฐยะไข่ให้ เมื่อออกจากร้านอาหารก็ถูกจับกุมทันที!ส่วนเอกสารที่ ตร.มอบให้ ก็เป็นข้อมูลข่าวสารที่ถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชนแล้ว ไม่ใช่ความลับของทางราชการแต่อย่างใด! อีกทั้งต่อมามีตำรวจนายหนึ่งออกมารับสารภาพว่า ถูกผู้บังคับบัญชาสั่งให้ “วางกับดัก” จับกุมนักข่าวทั้ง 2 คน เพื่อลงโทษที่ไปเจาะข่าวรัฐยะไข่นักข่าวทั้ง 2 คนยืนยันว่า พวกตนไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ทำหน้าที่สื่อ แต่ถูกเล่นงานขณะไป เก็บรวบรวมหลักฐานทหารเมียนมาสังหารหมู่ผู้ชายและเด็กชายชาวมุสลิมโรฮีนจา 10 ศพ ในหมู่บ้านอินน์ ดิน ทางตอนเหนือรัฐยะไข่ เมื่อเดือน ก.ย.2560 ในช่วงที่กองทัพเมียนมาบุกกวาดล้างรัฐยะไข่ หลังกลุ่มติดอาวุธ “กองทัพปลดปล่อยโรฮีนจาแห่งอาระกัน” (อาร์ซา) บุกโจมตีด่านตำรวจ 30 แห่งในรัฐยะไข่ เมื่อ 25 ส.ค.2560การกวาดล้างทำให้ชาวโรฮีนจาเสียชีวิตหลายพันคน ลี้ภัยเข้าบังกลาเทศกว่า 7 แสนคน โดยกองทัพเมียนมาถูกกล่าวหาว่าตอบโต้กลุ่มอาร์ซารุนแรงเกินเหตุ ทั้งเข่นฆ่า ทรมาน ข่มขืนผู้หญิงชาวโรฮีนจาอย่างโหดเหี้ยมสัปดาห์ที่แล้ว คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชอาร์ซี) เพิ่งออกรายงานฉบับใหม่ ชี้ว่า การกวาดล้างรัฐยะไข่เข้าข่าย “ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์” และ “ก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” และเรียกร้องให้สอบสวนดำเนินคดี พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และนายทหารระดับสูงอีก 5 นาย ในศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีซี) ที่กรุงเฮก เนเธอร์แลนด์ หรือศาลอาญาระหว่างประเทศที่ตั้งขึ้นเฉพาะกิจ ข้อหาแรง!–เจมส์ ริกเคตสัน นักสร้างภาพยนตร์ชาวออสเตรเลียวัย 69 ปี ถูกคุมตัวไปขึ้นศาลกรุงพนมเปญ ก่อนถูกศาลตัดสินจำคุก 6 ปี ในข้อหาจารกรรม หลังถูกจับในเดือน มิ.ย. 2560 ขณะใช้ “โดรน” บันทึกวิดีโอการชุมนุมของพรรคกู้ชาติกัมพูชา (ซีเอ็นอาร์พี) ฝ่ายค้านหลัก ซึ่งต่อมาถูกศาลสั่งยุบในข้อหากบฏ (เอพี)แต่ทั้งกองทัพและรัฐบาลเมียนมาปฏิเสธข้อกล่าวหานี้ อ้างว่าได้มาจากข้อมูลที่ผิดๆ แต่ ยอมรับว่าทหารสังหารหมู่ชาวโรฮีนจา 10 ศพที่หมู่บ้านอินน์ ดิน จริง และได้ลงโทษทหารที่ทำผิดแล้วหลายนายส่วนนางซูจีถูกโจมตีมาตลอดว่านิ่งเฉยในชะตากรรมอันโหดร้ายของชาวโรฮีนจา ทั้งที่เคยได้ชื่อว่า “วีรสตรี” ผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน จนได้รับรางวัลมากมาย รวมทั้งโนเบลสาขาสันติภาพ แม้จะมีผู้เห็นใจว่าเธอไม่มีอำนาจ “สั่ง” กองทัพได้ และไม่กล้า “สวนกระแส” ชาวพม่าชนส่วนใหญ่ที่เกลียดชังชาวโรฮีนจาในกรณีจำคุก 2 นักข่าวรอยเตอร์ ซูจีก็ถูกประชาคมโลกรุมโจมตีอีกว่านิ่งเงียบ แต่รัฐบาลออกโรงแก้ต่างแทนว่า ซูจีไม่อาจก้าวล่วงวิพากษ์วิจารณ์อำนาจศาลได้ และอ้างว่านักข่าวทั้ง 2 คนทำผิดกฎหมายความลับของทางราชการ (Official Secrets Act) ซึ่งใช้มาตั้งแต่พม่ายังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ เมื่อยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย ก็ต้องว่าไปตามนั้น แต่กลับไม่พูดถึงเรื่องตำรวจถูกกล่าวหา “วางกับดัก-ยัดข้อหา” แต่อย่างใดทั้งกรณีกัมพูชาและเมียนมา อาจสะท้อนให้เห็นว่า “ผู้มีอำนาจ” กลัว “ความจริง” ถูกเปิดโปง และระบบศาลยุติธรรมถูกครอบงำโดยผู้มีอำนาจ ขณะที่เสรีภาพสื่อมวลชนกับประชาธิปไตยถูกลิดรอนรุนแรง จากข้ออ้าง “เพื่อความมั่นคงของชาติ”ทั้งที่จริงๆแล้ว ก็คือเพื่อความมั่นคงของผู้มีอำนาจนั่นเอง!บวร โทศรีแก้ว