คดีอาชญากรรมที่กลายเป็นข่าวครึกโครมในระยะนี้ มีบางคดีที่เป็นหลักฐานพิสูจน์ชัดเจนว่า เป็นปัญหาที่สืบเนื่องมาจากระบบการสอบสวนที่บกพร่อง ตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้เป็นบิดาของผู้ตายกระโดดจากอาคารชั้นที่ 8 ของศาลอาญา และถึงแก่ความตาย หลังจากที่ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลย เนื่องจากไม่มีพยานหลักฐานที่ชัดเจน หรือเพียงพอที่จะลงโทษจำเลยอีกคดีหนึ่งเรียกกันว่า “คดีน้องหญิง” เป็นหญิงสาวที่เสียชีวิตขณะที่นั่งรถไปกับผู้ชายคนหนึ่งที่อาสาจะขับรถไปส่งที่บ้าน หลังจากที่นั่งดื่มกินในสถานบันเทิงจนถึงตี 3 ตี 4 ชายผู้นั้นอ้างว่าน้องหญิงกระโดดลงรถศีรษะฟาดถนนและเสียชีวิต แต่ญาติผู้ตายไม่เชื่อ ซ้ำยังสงสัยในพฤติการณ์ของตำรวจท้องที่ ตอนแรกไม่ยอมรับแจ้งความร้องทุกข์ แค่ลงประจำวันอ้างว่าเป็นอุบัติเหตุเหตุเกิดมาหลายวันแล้วคดีที่ญาติสงสัยว่าจะเป็นฆาตกรรมยังไม่คืบหน้า จึงต้องประท้วงด้วยการนำโลงเปล่าแห่ไปร้องเรียนต่อกองปราบปราม คดีนี้เป็นเหตุให้ตำรวจระดับ 4 หรือ 5 เสือใน 3 โรงพัก ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติราชการในกองบังคับการตำรวจภูธรอยุธยา และปทุมธานี รวม 10 นาย ฐานทำงานล่าช้าผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางปะอิน และ สภ.พระอินทร์ราชา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งผู้กำกับการ สภ.เมืองปทุมธานี ถูกสั่งย้ายฟ้าผ่า ถูกมองว่าดำเนินการสอบสวนคดีล่าช้า และชันสูตรพลิกศพล่าช้า เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบการสอบสวนคดีอาญา ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านการสอบสวนระบุว่า มีทั้งการไม่รับแจ้งความ การยัดเยียดข้อกล่าวหาการสอบสวนคดีอาญา เป็นอำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนหรือตำรวจ ในฐานะที่ตำรวจเป็นต้นธารแห่งกระบวนการยุติธรรม เป็นผู้รวบรวมพยานหลักฐาน เพื่อเสนอต่อพนักงานอัยการให้สั่งฟ้องศาล แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าการสอบสวนในปัจจุบัน เป็นระบบมั่ว จะสอบให้อัยการสั่งฟ้องก็ได้ ไม่ให้สั่งฟ้องก็ได้ การสอบสวนกลายเป็นแหล่งการทำมาหากินอัยการท่านหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับคดีพ่อโดดตึก ชี้แจงว่าอัยการมีอำนาจหน้าที่ตำรวจสอบพยานหลักฐาน ที่ “พอส่งฟ้อง” จึงอาจไม่แน่นอนชัดเจน ส่วนศาลต้องตรวจสอบพยานหลักฐาน ในระดับที่ “พอสั่งลงโทษ” เนื่องจากประเทศไทยใช้ระบบกล่าวหา ไม่ใช่ระบบไต่สวนเหมือนกับในหลายประเทศ ศาลจึงต้องตัดสินตามพยานหลักฐานที่ตำรวจและอัยการเสนอให้ตรวจสอบเนื่องจากความผิดทางอาญามีโทษหนัก จำเลยอาจถูกสั่งจำคุกและสูญเสียอิสรภาพ หรืออาจถึงถูกประหารชีวิต การพิจารณาตัดสินคดีของศาลจึงต้องรอบคอบ ต้องมีพยานหลักฐานว่าจำเลยทำความผิดจริง โดยปราศจากข้อสงสัย ถ้าสงสัยต้องยกประโยชน์ให้จำเลย คือยกฟ้อง แม้อาจทำผิดจริงตามคติที่ว่าปล่อยคนผิดไป 10 คน ดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์แค่คนเดียว.