มีโอกาสไปร่วมการประชุมสุดยอดสื่อมวลชน “กรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง–แม่น้ำล้านช้าง” (MLC) ครั้งที่ 2 ที่กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เมื่อต้นเดือนนี้ งานนี้มีกระทรวงแถลงข่าว วัฒนธรรม และท่องเที่ยวของ สปป.ลาว กับหนังสือพิมพ์ประชาชนรายวัน หรือพีเพิล’ส์ เดลี่ สื่อหลักของรัฐบาลจีนเป็นเจ้าภาพร่วมก่อนโม้ไปเรื่องอื่นๆ ขอปูพื้นก่อนว่า MLC ที่ว่านี้ ถ้าจัดขึ้นในจีนจะเรียกสลับกันว่า “กรอบความร่วมมือแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง” (LMC) เพราะจีนเรียกแม่น้ำโขงซึ่งมีต้นกำเนิดจากที่ราบสูงทิเบตในจีนว่า “ล้านช้าง”LMC ถูกเสนอขึ้นครั้งแรกโดยนายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ของจีน ในเวทีประชุมสุดยอดผู้นำจีน-อาเซียน ที่เมียนมา ในปี 2557 จากนั้นมีการก่อตั้ง LMC และการประชุมสุดยอดผู้นำ LMC อย่างเป็นทางการที่เมืองซานย่า มณฑลไห่หนาน ของจีน ครั้งแรกเมื่อ 23 มี.ค.2559 มีนายกฯจีนและไทยเป็นประธานร่วม สมาชิก LMC 6 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และจีน มีจุดประสงค์ร่วมพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืนในทุกด้าน สักการะ – ประชาชนสักการะอนุสาวรีย์เจ้าอนุวงศ์ วีรกษัตริย์ของ สปป.ลาว ที่ตั้งอยู่ริม แม่น้ำโขง กรุงเวียงจันทน์ ไม่ไกลจากโรงแรมดอนจัน พาเลซ สถานที่ประชุมสุดยอดสื่อมวลชน กรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง–ล้านช้าง.การประชุมสุดยอดผู้นำ LMC ครั้งที่ 2 ที่กรุงพนมเปญ กัมพูชา เมื่อ 10 ม.ค.ปีนี้ มีการออกแถลงการณ์พนมเปญและ “แผนปฏิบัติการ 5 ปี” (2561-2565) กำหนดแนวทางร่วมมือ 4 เสาหลัก คือ 1.ด้านความมั่นคงและการเมือง 2.ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน 3. ด้านสังคม วัฒนธรรม การแลกเปลี่ยนระดับประชาชน 4. ด้านการสนับสนุนและความร่วมมือจากทั้งภาครัฐและเอกชน โดยจีนประกาศให้ความช่วยเหลือทุกด้านเต็มที่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะมีการตั้ง LMC ประเทศลุ่มแม่น้ำโขงก็มีความร่วมมืออีกชุดหนึ่งอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2500 คือ “คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง” (Mekong River Commission) หรือ MRC แต่มีสมาชิกเพียง 4 ประเทศ คือ ไทย กัมพูชา ลาว เวียดนาม ส่วนจีนและเมียนมาไม่ได้เข้าร่วมเพราะมีปัญหาการเมืองภายใน แต่ MRC ถูกหลายฝ่ายโจมตีว่าอ่อนแอ รวมทั้งไม่สามารถยับยั้งการสร้างเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำตามแม่น้ำโขงได้นักวิเคราะห์ไม่น้อยชี้ว่า การที่จีนไม่เข้าร่วม MRC แต่เป็นหัวหอกตั้ง LMC ขึ้นมาเป็นคู่แข่ง MRC เป็นความพยายามที่จะ “คุมเกม” เรื่องแม่น้ำโขง รวมทั้งสร้างความชอบธรรมในการสร้างเขื่อนและให้บริษัทจีนไปมีส่วนลงทุนสร้างเขื่อนในประเทศปลายแม่น้ำโขงอื่นๆ แต่มักถูกต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและชาวบ้านในท้องถิ่นที่หวั่นกลัวผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตของตนข้อเสนอของจีนที่จะระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขงในเมียนมา ลาว และไทย เพื่อให้เรือขนส่งสินค้าแล่นผ่านได้ก็ถูกต่อต้านอย่างหนักจนหยุดชะงักไป แต่จีนยังขยายการลงทุนสร้างเขื่อนตามแม่น้ำโขง โดยองค์กรแม่น้ำระหว่างประเทศในสหรัฐฯระบุว่า ตามแม่น้ำโขงในส่วนของจีน มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่แล้ว 7 แห่ง กำลังสร้างหรือวางแผนอีกกว่า 20 แห่ง ในมณฑลยูนนาน ทิเบต และชิงไห่ยิ่งหลังประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ประกาศนโยบาย “เส้นทางสายไหมยุคใหม่แห่งศตวรรษ 21” หรือ “วันเบลต์ วันโรด” (หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง) กรอบ ความร่วมมือ LMC ก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายอันยิ่งใหญ่นี้! ซัมมิตสื่อ – นายหวง คุนหมิง สมาชิกคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน และ รมว.กระทรวงประชาสัมพันธ์ของจีน กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมสุดยอดสื่อมวลชน กรอบความร่วมมือแม่น้ำโขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 2 ที่กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว.เพราะแม่น้ำโขงเป็น “หัวใจ” ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประชาชนกว่า 60 ล้านคนต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำสาขาในการดำรงชีวิต ทั้งด้านอาหาร น้ำ การคมนาคมขนส่งและอื่นๆ แม่น้ำโขงซึ่งเป็นแม่น้ำยาวอันดับ 12 ของโลก (ราว 4,880 กม.) เป็นที่อยู่อาศัยของปลา 1,200-1,700 สายพันธุ์ เป็นลุ่มแม่น้ำที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมากที่สุดอันดับ 3 ของโลก รองจากแม่น้ำอเมซอนและคองโกส่วนการประชุมสุดยอด (ซัมมิต) สื่อมวลชน LMC ครั้งที่ 2 ที่เวียงจันทน์ (ครั้งแรกจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่ง เมื่อ 20 ธ.ค.2560) มีหัวข้อว่า “ความร่วมมือในประชาคมแม่น้ำโขง-ล้านช้าง เพื่ออนาคตที่โชติช่วง” มีเป้าหมายระดมความคิดเห็นและให้สื่อช่วยผลักดันความร่วมมือในการพัฒนาแม่น้ำโขง-ล้านช้างอีกแรงหนึ่งซัมมิตสื่อ LMC ครั้งนี้ มีตัวแทนสื่อจากทั้ง 6 ประเทศขึ้นเวทีเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน 2 เวที โดยส่วนใหญ่เห็นพ้องกันว่าความร่วมมือของสื่อในแต่ละประเทศจะช่วยส่งเสริมความเข้าใจ ความร่วมมือ และการพัฒนาที่ยั่งยืนในด้านต่างๆ โดยเฉพาะด้าน “การท่องเที่ยว” ที่เห็นเป็นรูปธรรมที่สุดแต่มีผู้ติติงว่าการร่วมพัฒนานี้จะต้องได้ประโยชน์อย่างยุติธรรมและเสมอภาคแบบ “วิน–วิน” ด้วยกันทุกประเทศ ไม่ใช่ “ปลาใหญ่กินปลาเล็ก” และให้คำนึงถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมด้วยสื่อเองยังเห็นพ้องกันว่าในโลกยุคสื่อดิจิทัล ออนไลน์ และโซเชียลมีเดียทางโทรศัพท์มือถือเข้ามาแทนที่สื่อสิ่งพิมพ์ยุคเก่า “สื่อกระแสหลัก” ยิ่งต้องยึดมั่นในคุณค่าหลักของตน ทั้งความซื่อสัตย์ ความน่าเชื่อถือ ความถูกต้อง ตามจรรยาบรรณสื่อไว้ให้มั่น เพื่อต่อสู้กับ “ข่าวปลอม” (Fake News) ที่เป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลกสื่อยังต้องปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ พร้อมรับเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามาช่วยนำเสนอข่าวสารยุคออนไลน์ รวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) เทคโนโลยีเสมือนจริง (วีอาร์), ความจริงเสริม (เออาร์) และความจริงผสม (เอ็มอาร์) เป็นต้นนอกจากนี้ ยังต้องระวัง “กลุ่มทุน” ฉวยโอกาสเข้าฮุบธุรกิจสื่อเก่าที่กำลังลำบากด้วย กรณี เจฟฟ์ เบซอส ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ “อเมซอน.คอม” เข้าฮุบ นสพ. “วอชิงตัน โพสต์” และ “อาลีบาบา” ของแจ็ค หม่า ฮุบ “เซาธ์ ไชน่า มอร์นิง โพสต์” ของฮ่องกง คือตัวอย่าง!บวร โทศรีแก้ว