“ประเทศไทย” วันนี้ยังขาดแคลน “หมอ” ...ถ้าเรามองตามมาตรฐานสากลทั่วไปตามองค์การอนามัยโลก หมอ 1 คนจะดูแลประชากร 1,200 คน...เป็นมาตรฐานที่ดีที่สุดโดยเฉลี่ยแล้วประเทศไทย หมอ 1 คน ยังดูแลคนไข้ 2,500 คน...ยังเหลืออีกครึ่งหนึ่งต้องยอมรับว่าบ้านเรายังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำ ในจังหวัดที่ใหญ่ๆหรือดีๆอย่างกรุงเทพฯสัดส่วนหมออยู่ที่ 1 ต่อประชากร 716 คน...ถือว่าดีมากเกินเป้า เมืองชลบุรีก็อยู่ที่ราวๆ 1 ต่อ 1,100 คน...ภูเก็ต ขอนแก่น อยู่ที่ 1 ต่อ 1,200 คน...เชียงใหม่อยู่ที่ 1 ต่อ 1,300 คน...สงขลาอยู่ที่ 1 ต่อ 1,500 คน“จังหวัดใหญ่ๆตัวเลขดีขึ้นมาก แต่ต้องยอมรับว่าจังหวัดห่างไกล ภาคอีสานเฉลี่ยหมอหนึ่งคนยังดูแลคนไข้ราวๆสี่พันคนอยู่ สะท้อนความต้องการที่ยังต้องผลิตบุคลากรทางการแพทย์เพิ่ม” นายแพทย์อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ บอกอีกว่า นี่คือมูลเหตุสำคัญที่ทำให้เราต้องผลิตหมอเพิ่ม ด้วยเพราะเรายังขาดแคลน ...เป็นประเด็นสำคัญเชื่อมโยงในการ “ปฏิรูปการศึกษาไทย” ฉายภาพสะท้อนให้สังคมเข้าใจ เนื่องด้วยเป็นการลงทุนสูง แต่ก็มีความจำเป็นมากเช่นเดียวกัน“โครงการผลิตแพทย์เพิ่ม” มีมาประมาณ 20 กว่าปีแล้วที่เราขาดแคลนแพทย์ ซึ่งรัฐบาลเองก็ให้เงินสนับสนุน เป็นงบดำเนินการหัวละ 300,000 บาทต่อคนต่อปี...คนหนึ่งเรียน 6 ปี แล้วก็ยังต้องมีงบจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนการสอน อีกหัวละ 2 ล้านบาท...ต่อ 6 ปี...ต่อหลักสูตรเหมาหัวอนุมัติโครงการรอบละ 10 ปี ครั้งล่าในปี 2560 ทำต่อไปอีก 10 ปี... จึงมีคำถามจากหลายเสียงตามมาว่า ทำไม? ต้องทำต่อ นายแพทย์อุดม อธิบายขยายความต่อไปว่าเป้าหมายมีสองสามอย่างที่จะกล่าวถึงหนึ่ง...เพื่อให้สัดส่วนแพทย์ต่อประชากรเหมาะสม ตามมาตรฐานนานาชาติ แต่ก็ดูด้วยว่าคุณภาพชีวิตคนต้องดีขึ้น ถัดมาอัตราการเข้าถึงการบริการสุขภาพจะต้องดีขึ้นด้วย ไม่ได้ดูแค่ตัวเลขเพราะไม่ได้สะท้อนทุกอย่าง...กระทรวงสาธารณสุขต้องดูเป้าหลายๆอย่างรวมกัน โดยรวมแม้จะดีขึ้นแต่ยังไม่บรรลุสิ่งที่ดีที่สุดที่เราต้องการประเด็นต่อมา...ตอนนี้เรากำลังเจอความท้าทายใหญ่ “คนสูงวัย” จะมากขึ้นเรื่อยๆ ปี 2573 ร้อยละ 25 ของคนทั่วประเทศจะเป็นคนสูงวัยอายุเกิน 60 ปี ค่าใช้จ่ายต่างๆก็จะแพงกว่าคนหนุ่มสาวโดยเฉพาะ “ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ” จะแพงกว่า 5-10 เท่า...ต้องใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นด้วย หมอ พยาบาล...ทีมเข้ามาดูแลมากขึ้น เราต้องเตรียมแพทย์เพิ่มขึ้นประเด็นที่สาม...“นโยบายประเทศ” รัฐธรรมนูญกำหนดเลยว่าจะต้องให้มีหมอชุมชน เวชศาสตร์ครอบครัวดูแล 1 ทีมต่อประชากร 1 หมื่นคน จึงต้องการแพทย์เพิ่ม รวมถึงบุคลากรทางสาธารณสุขทั้งหลายเพิ่มขึ้นด้วยทั้งหมดเหล่านี้สะท้อนความต้องการที่ยังเยอะอยู่ ข้อมูลตามความเป็นจริงจากกระทรวงสาธารณสุข ที่กระทรวงศึกษาธิการมีหน้าที่ผลิต “หมอ” ให้ตามความจำเป็น ตามความต้องการ เข้าใจเงื่อนปัญหาแรกไปแล้วก็มักจะมีคำถามต่อมาอีกว่า...แล้วเมื่อไหร่ “หมอ” ถึงจะพอ?นายแพทย์อุดม แจงว่า ปีหนึ่งๆ 21 โรงเรียนแพทย์ทั่วประเทศและมีเอกชนอีก 2 แห่งผลิตหมอได้เกือบ 3,000 คน ถ้าผลิตไปเรื่อยๆจนถึงปี 2580 หรืออีกเกือบ 20 ปีก็จะได้หมอตามเป้าที่ต้องการหมอ 1 คนต่อประชากร 1,200 คน และเตรียมแพทย์สำหรับสังคมผู้สูงอายุ ทีมแพทย์ครอบครัวอีกเป็นหมื่นทีมก็จะพอดี ไม่เร็ว ไม่ช้าจนเกินไป แล้วเป็นการใช้ทรัพยากรที่มีอย่างเหมาะสมให้เข้าใจว่า...โครงการอนุมัติรอบละ 10 ปี...ปี 2561-2570 งบประมาณจัดซื้อเครื่องมือเครื่องไม้บางอย่างใช้ 7 ปี...5 ปี คำนวณกันตามจริง ไม่ได้ใช้ปีต่อปี เฉลี่ยค่าใช้จ่ายต่อคนต่อปีก็จะอยู่ที่ 2 ล้านบาทนิดๆ“แม้ว่าจะเปลี่ยนรัฐบาลไปแล้ว โครงการนี้ก็จะยังคงอยู่ เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ เป็นความมั่นคงของประเทศ เราวางแผนไว้ให้ถึงปี 2580 แต่อนุมัติรอบแรก 10 ปี แต่เมื่อถึงเวลานั้นก็มาคิดกันใหม่ถึงความเหมาะสม อาจจะให้ต่อแต่อาจจะปรับเปลี่ยนเรื่องตัวเลข”ทุน 3 แสนให้หมอ...เป็นทุนการเรียน เป็นเหตุผลที่เมื่อเรียนจบแล้ว หมอต้องไปทำงานใช้ทุนเป็นระยะเวลา 3 ปีให้รัฐบาล ตอนนี้เราบังคับทุกคนที่เรียนในโรงเรียนแพทย์ของรัฐบาลให้รับทุนหมด รวมทั้งเอกชนแม้ว่าจะจ่ายบางส่วนแต่รัฐก็สนับสนุนบางส่วนต้องไปใช้ทุนเหมือนกัน เพื่อที่จะให้จำนวนแพทย์ไปเติมเต็มระบบได้ครบปัญหาสำคัญมีว่า...จะมีแพทย์ “ลาออก” “สมองไหล” เป็นเรื่องธรรมชาติ เดิมทีเราบอกว่าถ้าใครไม่ไปใช้ทุนจะปรับ 4 แสนบาท ซึ่งไม่ได้เปลี่ยนกฎหมายมานานมากแล้ว วันนี้...เมื่อมาดูตัวเลข นักเรียนแพทย์คนหนึ่งที่รัฐสนับสนุน 6 ปีจะอยู่ที่คนละ 4.47 ล้านบาท แต่ปรับแค่ “สี่แสนกว่าบาท” ถือว่า “ไม่แฟร์” กับรัฐบาล “คุณลาออกเสียสี่แสนเองนะ ก็เลยเสนอว่าเราควรจะปรับตามจริง ขอปรับเป็นตัวเลขกลมๆอยู่ที่ 5 ล้านบาทแล้วกัน ทุกคนเห็นด้วย แต่สำนักงบประมาณติงนิดนึงว่า ที่ผ่านมาเวลาคนเบี้ยวทุนแล้วจ่ายค่าปรับ มหาวิทยาลัยมักจะเก็บไว้เองไม่เคยส่งหลวง ก็ไม่แฟร์อีกเช่นกัน...ควรส่งคืนกลับไปถึงจะถูกต้อง”นี่เป็นมาตรการหนึ่งที่จะลดเรื่อง “สมองไหล” อย่างน้อยๆคุณจะต้องใช้ทุนให้ครบ เรามีแผนชัดเจนในการใช้กำลังคน หลังจบแล้วจะต้องไปอยู่ตรงไหนบ้างของประเทศ กระทรวงสาธารณสุขทำอยู่แล้ว เมื่อจบแล้วลาออกเลยก็ไม่แฟร์ ที่จริงแล้วตัวเลขหมอเรียนจบแล้วลาออกไม่ใช้ทุนก็มีแค่ 2.6 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ไม่เยอะแต่ว่า...ไปลาออกทีหลังมีมาก ด้วยเหตุผลที่หลายๆคนอาจจะเคยฟังมาว่า เมื่อไปอยู่แล้วไม่ไหว อยู่ 5 ปี...10 ปีมีครอบครัว ลูกโต ก็อยากให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆก็ย้ายไปทำกับโรงพยาบาลเอกชน เข้ามากรุงเทพฯ อันนี้เยอะกว่าเป็น 100 คนต่อปี ถือว่าเป็นปัญหาใหญ ่แต่คนละเรื่องเดียวกันไม่เกี่ยวกับเรื่องการใช้ทุนเรียนหมอที่รัฐให้กระแสนี้กดดันให้รัฐบาลต้องหามาตรการมารัดหัวใจหมอเอาไว้ให้ทำงานกับโรงพยาบาลรัฐ แพทย์เรียนทุนรัฐบาลควรทำงานกับรัฐ เรียนหมอก็เหมือนผูกสัญญาใจช่วยประเทศชาติ เมื่อเบนเข็มไปทำงานให้เอกชน เพื่อรายได้ที่เพิ่มขึ้น เพื่อตัวเอง เกิดปัญหาสมองไหลกลายเป็นว่า “ปล้นทรัพยากรรัฐไปให้เอกชน”ประเด็นนี้ต้องคิดกันให้ดีๆ เมดิคัลฮับ...เกี่ยวเนื่องกับประเด็นศักยภาพด้านการแพทย์เมืองไทย เราไม่ด้อยกว่าใครในอาเซียนหรือในโลกมีศักยภาพสูงมากแข่งขันได้จริงๆ ต้องยอมรับว่า เรื่อง “เมดิคัลทัวริสซึม” อยู่ในภาคเอกชน 99 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลแทบจะไม่ได้สนับสนุนเลย ยกเว้นแต่แพทย์ที่ลาออกจากโรงพยาบาลรัฐไปอยู่เอกชนมองบวก...คิดบวกก็เป็นความจำเป็น ทำประโยชน์ให้กับประเทศอีกทางหนึ่งเช่นเดียวกัน ยกระดับประเทศ ทำรายได้เข้าประเทศ ต้องดูภาพรวม การคิดว่าหมอลาออกไปอยู่ภาคเอกชนเขาก็ช่วยประเทศเช่นกัน ตัวเลขตอนนี้ จำนวนเตียงที่อยู่ในโรงพยาบาลภาครัฐทั้งหมด 120,322 เตียง รวมโรงพยาบาล 1,019 โรงนิดๆ...ภาคเอกชนทั้งหมด 34,567 เตียง รวมโรงพยาบาล 329 โรง จะเห็นว่าเอกชนมีมาร์เกตแชร์ 22 เปอร์เซ็นต์แต่ก็ช่วยประเทศ“ถ้าไม่มีโรงพยาบาลเอกชนช่วยแบ่งเบา โรงพยาบาลรัฐก็จะยิ่งแน่น เขาก็ทำประโยชน์ให้กับประเทศ คนที่รับภาระค่าใช้จ่ายได้ก็เข้าโรงพยาบาลเอกชนถึง 22 เปอร์เซ็นต์...อย่าลืมว่าโรงพยาบาลเอกชนไม่มีโรงเรียนแพทย์เองก็ต้องอาศัยแพทย์จากที่จบจากโรงเรียนแพทย์ปกตินี่แหละ ไม่งั้นจะหาแพทย์จากไหน”นายแพทย์อุดม คชินทร ฝากทิ้งท้ายว่า เรื่องเงินไม่ใช่ปัจจัยหลักสุด แม้ว่าจะไปอยู่เอกชนจะมีเงินเพิ่ม 5 เท่า 10 เท่า แต่หมอส่วนใหญ่ไม่น่าจะนึกถึงปัจจัยนี้เป็นปัจจัยหลัก สำคัญคือเขาทำงานแล้วมีความสุขไหม ผู้บังคับบัญชาดูแลเขาดีไหม ได้ทำในสิ่งที่เขาต้องการหรือเปล่าในด้านวิชาการ มีเครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย เพียงพอกับการรักษาดูแลคนไข้หรือไม่ รวมถึงองค์ประกอบทั่วๆไปในการดำเนินชีวิตทั้งส่วนตัวปัญหาของ “หมอๆ” จึงมีหลายมิติที่ “รัฐบาล” ต้องมองและแก้ไข ผ่อนหนักให้เป็นเบา.