มีรายงานข่าวที่ไม่ยืนยันเป็นทางการ ว่าอาจต้องเลื่อนการบังคับใช้ พ.ร.บ.ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในสังคม จากกำหนดเดิมวันที่ 1 มกราคม 2562 ขณะนี้ร่างกฎหมายอยู่ในระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ สนช.เหตุผลสำคัญของการเลื่อน นัยว่าเป็นกฎหมายที่ขัดผลประโยชน์ ของ “กลุ่มทุนการเลือกตั้ง”แต่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงว่า นายกรัฐมนตรียืนยันจะบังคับใช้กฎหมายนี้ตามกำหนดเดิมต่อไป กระทรวงการคลังพยายามผลักดันกฎหมายลักษณะนี้มานานหลายสิบปี แต่ล้มเหลวทุกครั้ง เพราะเป็นกฎหมายอาถรรพณ์ แม้จะมีวัตถุประสงค์อันดีงามมุ่งลดความเหลื่อมล้ำ ให้คนที่มีทรัพย์สินราคาแพงเสียภาษีมากกว่าคนจนที่มีทรัพย์สินน้อยร่างกฎหมายภาษีที่ดินยังมีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อเพิ่มรายได้ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ซึ่งเป็นผู้เรียกร้องเก็บภาษีเอง รวมทั้งกระตุ้นผู้ที่มีที่ดินมากๆไว้เก็งกำไร ให้นำที่ดินรกร้างว่างเปล่ามาทำประโยชน์ ทำให้รัฐเก็บภาษีจากคนรวยเพิ่มขึ้นไม่ตํ่ากว่าปีละ 10,000 ล้านบาท จึงหวังว่าการใช้บังคับกฎหมายฉบับนี้ จะไม่มีปาฏิหาริย์ทำให้ชะงักมูลเหตุสำคัญที่กฎหมายภาษีที่ดิน กลายเป็นกฎหมายอาถรรพณ์ เป็นไปตามคำกล่าวที่ว่าชนชั้นใดออกกฎหมาย ก็เพื่อชนชั้นนั้น พ่อค้าออกกฎหมายเพื่อพ่อค้า ข้าราชการออกกฎหมายเพื่อข้าราชการ และชาวบ้านออกกฎหมายเพื่อชาวนา (ถ้ามีอำนาจ) กลุ่มคนที่ออกกฎหมายของไทย ส่วนใหญ่เป็นนักการเมือง หรือข้าราชการ ประชาชนไม่มีสิทธิมีข้อมูลระบุว่าเมื่อปี 2555 ประเทศไทยมีที่ดินที่มีโฉนดประมาณ 95 ล้านไร่ มีผู้ถือครองประมาณ 15.9 ล้านราย กลุ่มผู้ถือครองที่ดินมากที่สุด 10% ถือครองที่ดินกว่า 60% ของพื้นที่ทั้งหมด กลุ่มประชาชนอีก 90% ถือครองที่ดินเพียง 40% ส่วน ส.ส.อยู่ในกลุ่มผู้ถือครองที่ดินมากที่สุด ส.ส. บางคนมีที่ดินราคากว่า 2 พันล้านบาท โดยเฉลี่ยมีที่ดินคนละ 71 ไร่ส.ส. 500 คน (เมื่อปี 2556) มีทรัพย์สินรวมกันประมาณ 4 หมื่นล้านบาท มากพอๆกับทรัพย์สินคนธรรมดา 2 ล้านครอบครัว จึงไม่น่าแปลกใจรัฐบาลที่มาจากนักการเมือง ไม่เคยออกฎหมายลักษณะนี้ เพราะกระทบหม้อข้าวตัวเอง ส่วน สนช.ในยุคคณะรัฐประหาร มีสมาชิกส่วนใหญ่อาจเป็นข้าราชการ จะผลักดันกฎหมายจริงจังหรือไม่การผลักดันร่างกฎหมายภาษีที่ดิน เป็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรมของการปฏิรูปประเทศที่เป็นจริง จับต้องได้ กินได้ ไม่ใช่ปฏิรูปด้วยวาทกรรม จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำสร้างความเป็นธรรมในสังคม และเพิ่มรายได้ให้รัฐ หากไม่สำเร็จในยุคนี้ก็จะต้องรอคอยกันต่อไป จนกว่าจะมีประชาธิป-ไตยที่แท้จริง เป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน.