ยันวิจารณ์สุจริต-เปล่าปลุกปั่น พ่อจิ๋วโผล่แนะตั้ง รบ.เฉพาะกาล สภาถอยหั่นทีวี-ไมค์แพงเว่อร์“บิ๊กป้อม” ปัดไม่เกี่ยวแจ้งจับ 4 ข้อหาบิ๊ก พท.แถลงข่าวถล่มรัฐบาล คสช.โว 4 ปีไม่ดีจริงอยู่ไม่ได้ “บิ๊กป๊อก”สวดตั้งโต๊ะด่าสร้างบรรทัดฐานไม่ดี “วิษณุ” คาดไม่ถึงขั้นยุบพรรค “บิ๊กตู่” โอดติปฏิรูปเหลวไม่เป็นธรรม ตอกพวกดีแต่พูดแก้ปัญหาอะไรบ้าง ร่ายกลอนอัดนักเลือกตั้งแค่เปลือก “วัฒนา-จาตุรนต์-ชูศักดิ์” อ่วมเจอ 2 กระทง พท.โต้ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญตรวจสอบแทนประชาชน ซัดเผด็จการจำกัดสิทธิปิดหูปิดตา “อ้วน” โวยเอาผิดเท่ากันอย่าเล่นงานพรรคเดียว “ชูศักดิ์” เล็งฟ้องกลับตั้งข้อหาเกินจริง “นิพิฏฐ์” ติงควรผ่อนปรนให้วิจารณ์ได้ “บิ๊กจิ๋ว” เตือนวัฏจักรเลือกตั้งแล้วปฏิวัติ แนะผุดรัฐบาลเฉพาะกาลดับวิกฤติ “สรศักดิ์” ถอยไม่เอาแล้วไมค์ไฮเทค 4K-ทีวี-นาฬิกาหรูรัฐสภาใหม่ เครียดจ่อถูกฟ้องพันล้าน สั่งบริษัทเมอร์ลินฯปรับลดงบฯ “วัชระ” ร้องกรมบัญชีกลาง-ทส.สอบก่อสร้างผิดแบบกรณีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งผู้แทนแจ้งความดำเนินคดี 8 แกนนำพรรคเพื่อไทย หลังแถลง 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาลและ คสช.นำประเทศไปสู่ความมืดมนและอันตราย โดยระบุฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ห้ามทำกิจกรรมการเมือง ขณะที่พรรคเพื่อไทยตอบโต้เป็นการใช้สิทธิวิพากษ์วิจารณ์ตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง “บิ๊กป้อม” ปัดเอี่ยวแจ้งจับแกนนำ พท.เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 18 พ.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์กรณีฝ่ายกฎหมาย คสช. แจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทยหลังแถลงข่าวหัวข้อ 4 ปีที่ล้มเหลวของรัฐบาลและ คสช.นำประเทศไปสู่ความมืดมนและอันตราย ว่า เจ้าหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการ คงต้องว่าไปตามนั้น ส่วนการแถลงข่าวก่อนหน้านี้ที่ไม่ถูกดำเนินคดี อาจเพราะเจ้าหน้าที่ดูแล้วไม่ผิด เรื่องทั้งหมดเจ้าหน้าที่เป็นผู้พิจารณาหากผิดต้องว่าไปตามผิด ยืนยันตนไม่เกี่ยวข้อง และตอนนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้รายงานอะไรเข้ามา เมื่อถามว่าเหตุผลที่แจ้งความครั้งนี้ เพราะหัวข้อแถลงมุ่งโจมตีรัฐบาล คสช. หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “อาจจะเป็นได้ ก็ไม่รู้” เมื่อถามอีกว่า หลังจากนี้การแถลงข่าวของพรรคเพื่อไทยต้องเพิ่มความระมัด ระวังหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “ก็อย่าให้มันผิดกฎหมาย อย่าโจมตีในข้อที่เป็นไปไม่ได้”โว 4 ปี คสช.ไม่ดีจริงอยู่ไม่ได้เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตการแจ้งความดำเนินคดีครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นเพื่อนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่าไม่ทราบ เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่และการดำเนินคดีครั้งนี้คงไม่เกี่ยวข้องกับการทำให้บรรยากาศทางการเมืองระอุขึ้น ก่อนแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจเตือนแล้ว บรรยากาศคงไม่ระอุขึ้นมา มีแต่สื่อที่พูดอะไรก็ไม่รู้ เมื่อถามย้ำว่าหลังจากนี้แต่ละพรรคการเมืองจะแถลงอะไร ต้องจับตามากขึ้นใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องดูทุกพรรคทุกที่ ถ้าแถลงอะไรที่ขัดคำสั่ง คสช.ได้ แสดงว่าคำสั่งที่ออกมาไม่มีประโยชน์ คสช.ทำงานมาตลอดถ้า 4 ปี ไม่ดีจริงอยู่ไม่ได้ ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตพรรคใดแถลงโจมตี คสช.จะมีปัญหา แต่พรรคไหนแถลงชื่นชมจะไม่มีปัญหานั้น ไม่เห็นมีใครชมเขาแค่สนับสนุน ถ้าจะโจมตีขอให้โจมตีในข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่สิ่งที่คิดไปเองว่าจะทำให้ประเทศเกิดอันตรายมิ.ย. ไม่มาร่วมหารือก็ไม่มีปัญหาพล.อ.ประวิตรกล่าวอีกว่าในเดือน มิ.ย. ที่จะเชิญพรรคการเมืองมาหารือกำหนดวันเลือกตั้ง ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่เข้าร่วมก็ไม่มีปัญหา เพราะทุกพรรคเขามาและจะพูดถึงการปลดล็อกและกำหนดการเลือกตั้งที่จะไม่เกิน ก.พ.62 ส่วนวันพูดคุยจะเกิดเมื่อใดนั้นไม่ทราบ รายละเอียดต่างๆให้สอบถามกับนายกฯ “บิ๊กป๊อก” สวดสร้างบรรทัดฐานไม่ดีพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า สิ่งที่พรรคเพื่อไทยดำเนินการ ไม่ใช่การแถลง แต่เป็นการดำเนินการทางการเมือง ที่เป็นบรรทัดฐานที่ไม่ดี มาด่าว่ากันพอใครขึ้นมาพรรคไหนขึ้นมา อีกฝ่ายก็ด่า ประชาชนไม่ได้อะไรเลย ควรจะบอกในสิ่งที่ดีที่ควรจะทำ ส่วนกรณีที่ผิดกฎหมายว่ากันไปตามกระบวนการของกฎหมาย เมื่อถามว่าจากกรณีนี้จะเป็นบรรทัดฐานทางกฎหมายให้กับพรรคการเมืองอื่นๆหรือไม่ พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า ไม่ขอพูด แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยดำเนินการมันไม่ใช่การแถลง รัฐบาลมีจังหวะเวลาที่จะให้ดำเนินการอยู่แล้ว “วิษณุ” คาดไม่ถึงขั้นยุบพรรคนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวถึงการที่พรรคเพื่อไทยฝ่าฝืนคำสั่ง คสช.จะนำไปสู่การยุบพรรคเพื่อไทยได้หรือไม่ว่า ไม่น่าจะเกี่ยว ไม่รู้ยังตอบไม่ถูก ยังนึกไม่ออก ส่วนจะถูกตัดสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่นั้น ต้องตัดสินก่อนว่ามีความผิดชัดเจน ถ้าคดีถึงที่สุดอาจทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาได้ ไม่กล้าตอบเรื่องนี้ ยังนึกโยงอะไรไม่ถูก เมื่อถามว่ากรณีนี้ผู้ถูกดำเนินคดีเป็นกรรมการบริหารพรรค เสี่ยงต่อการยุบพรรคหรือไม่ นายวิษณุตอบว่า “ยังไม่รู้เลยว่าไปทำอะไรกัน ข้อหาอะไร มองว่ายังไม่ถึงขั้นไกลไปกว่านั้น คดียังไม่ตัดสิน แจ้งกันเยอะแยะแล้วศาลยกฟ้องไปตั้งเยอะ” ทั้งนี้ ผู้ถูกดำเนินคดีกรณีขัดคำสั่ง คสช.ไม่ต้องขึ้นศาลทหาร ทุกอย่างเปลี่ยนมาขึ้นศาลพลเรือนแล้ว “บิ๊กตู่” โวยติปฏิรูปเหลวไม่เป็นธรรมเมื่อเวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. กล่าวในรายการ ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนว่า ถ้าใครเคยเป็น คนกลางท่ามกลางความขัดแย้งคงเข้าใจว่า สิ่งที่ยากไม่ใช่การยุติความขัดแย้ง แต่คือการสร้างความปรองดองที่ยั่งยืน เพราะการปรับตัวเข้าหากันเป็นเรื่องความสมัครใจไม่อาจบังคับกันได้ เป็นอุปสรรคการเดินหน้าปฏิรูปประเทศ 4 ปี ของ คสช. ถือเป็นก้าวแรกของการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง บางอย่างสำเร็จโดยง่ายเพราะทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน หลายอย่างขับเคลื่อนได้ยากเพราะยังไม่เข้าใจกัน ที่แย่กว่านั้นบางคนบางกลุ่มยังปกป้องผลประโยชน์ส่วนตน จน มองไม่เห็นผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่อยากให้ประชาชนหลงเชื่อคำวิพากษ์วิจารณ์ที่บิดเบือน ไม่สุจริตใจ ขาดความรับผิดชอบ พยายามกล่าวหาว่ารัฐบาลและ คสช.ไม่ได้ปฏิรูปอะไรเลย หลายท่านกล่าวว่าสิ่งที่รัฐบาลทำ เป็นเพียงการบริหารราชการแผ่นดินปกติ ที่ทุกรัฐบาลต้องทำ อยากให้ลองกลับไปคิดดูว่าแล้วทำไมรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ทำ จะปฏิรูปอะไรได้ต้องมาแก้ของเดิม เราพยายามทำทั้งของเดิมและของใหม่ แล้วว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลยนั้นไม่เป็นธรรมกับตนเท่าไร และเราต้องยอมรับความเป็นจริงว่าเราปฏิรูปท่ามกลางความขัดแย้ง กฎหมายไม่ได้รับความเชื่อถือ มีการทำลายกระบวนการยุติธรรมเหล่านี้ทำให้เกิดการปฏิรูปได้ยากย้อนคนดีแต่พูดแก้ปัญหาอะไรมั่งพล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า อยากให้ทุกคนทุกพรรค ที่จะเข้าสู่การเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาเป็น ส.ส. เป็นรัฐบาล ควรออกมาพูดว่าจะปฏิรูปอะไรและอย่างไร ดีกว่ามาติรัฐบาลนี้ทำไม่ทำ ตนพูดแล้วว่ารัฐบาลนี้ทำอะไรไปบ้าง ท่านต้องพูดที่อ้างว่ารู้ปัญหาประเทศดีมาก อยากจะรู้ว่าที่มากนั้นท่านแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง ดีกว่ามาพูดจาให้ร้ายซึ่งกันและกัน พูดถึงประเด็นความเหลื่อมล้ำ ความยากจน พูดถึงอำนาจผลประโยชน์ แล้วมาท้าทายกันเอง ประชาชนและประเทศชาติจะมีอนาคตได้อย่างไร ถ้ายังทำการเมืองลักษณะเดิมการเมืองต้องปฏิรูปที่ตัวเองก่อนร่ายกลอนซัดนักเลือกตั้งแค่เปลือกพล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า ขอฝากบทกลอนสะท้อนให้เห็นถึงเสียงจากรัฐบาลและ คสช. “ถึงวันนี้ยังมีหลายความคิดเห็น ว่าจำเป็นไม่จำเป็นให้หวนหาประชาธิปไตยนักเลือกตั้งที่ผ่านมา ล้วนกล่าวว่าทำวันนี้ดีไม่พอ อาจไม่ดีในสายตาของพวกเขา ทำแบบเรายั่งยืนหลาย พ.ศ. ให้เปล่าเปล่าตามใจเท่าไรพอ ตั้งตารอไม่เรียนรู้พัฒนา เพียงเริ่มต้นเคารพข้อกฎหมาย ไม่บานปลายขัดแย้งแจ้งข้อหา กี่ชีวิตทรัพย์สินสูญสิ้นมา เพื่อวันหน้าไม่มีแม้สักคน ขอคนไทยทบทวนเฝ้าหวนคิด แล้วตั้งจิตพัฒนาหาเหตุผล เกิดความสุขถ้วนทั่วทุกตัวตน อย่าให้คนมองแค่เปลือกเลือกตั้งมา” 8 บิ๊กเพื่อไทยเจอคดี 4 ข้อหาผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ถูก คสช.ร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีประกอบด้วย 1.นายวัฒนา เมืองสุข 2.นายจาตุรนต์ ฉายแสง 3.นายชูศักดิ์ ศิรินิล 4.นายนพดล ปัทมะ 5.นายชัยเกษม นิติสิริ 6.นายภูมิธรรม เวชยชัย 7.พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และ 8.นายกิติรัตน์ ณ ระนอง ในความผิดร่วมกันชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ โดยเมื่อวันที่ 17 พ.ค. เวลา 09.00 น. นายวัฒนากับพวก ร่วมกันชุมนุมทางการเมืองจัดการแถลงข่าวหัวข้อ “4 ปี ที่ล้มเหลวของรัฐบาลและคณะ คสช. นำไปสู่ความมืดมนและอันตราย” ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย ถนนเพชรบุรี ตัดใหม่ เนื้อหามีลักษณะกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 โดยแอดมินเพจบัญชีเฟซบุ๊กชื่อ Pheu Thai Party ผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลอันเป็นเท็จ น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตระหนกแก่ประชาชน และข้อหาร่วมกันมั่วสุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ชุมนุมไม่ได้รับอนุญาต ขัดคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ข้อ 12 ยัน ตร.เตือนแล้วดื้อขึ้นเวทีแถลงด้าน พล.ต.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า ฝ่ายกฎหมาย คสช.ทำตามหน้าที่ไปร้องทุกข์กล่าวโทษเพราะเห็นว่าน่าจะผิดตามคำสั่ง คสช.และกฎหมาย คิดว่าไม่จุดกระแสให้บานปลายอะไร เพราะ คสช.ดำเนินการตามพยานหลักฐานตามขั้นตอน และพยายามรักษาให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย หากมีการยุยงปลุกปั่นหรือมีการกระทำใดที่ขัดคำสั่ง คสช. ต้องร้องทุกข์กล่าวโทษ ยืนยันว่า คสช.ทำตามหน้าที่ ไม่ได้กลั่นแกล้งใคร หรือเลือกปฏิบัติ จะไม่ปล่อยให้มีการทำผิดและต้องดูแลภาพรวมความสงบส่วนรวม เมื่อวันที่ 17 พ.ค.เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าไปชี้แจงทำความเข้าใจกับแกนนำพรรคที่กำลังรวมตัวเพื่อแถลงข่าวการเมืองและผลที่จะตามมา ซึ่ง คสช.ยังไม่ได้อนุญาตให้จัดกิจกรรมทางการเมือง แต่แกนนำพรรคยังยืนยันจะขึ้นเวทีร่วมกันเพื่อแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ปล่อยให้เขาทำ แต่แกนนำไม่ยอมยกเลิกกิจกรรม คสช.จึงต้องดำเนินการไปตามกฎหมายต่อไป “วัฒนา-อ๋อย-ชูศักดิ์” อ่วม 2 กระทงพล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงการดำเนินคดีกับสมาชิกพรรคเพื่อไทย 8 ราย แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 นายวัฒนา เมืองสุข นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายชูศักดิ์ ศิรินิล ในฐานความผิดร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ จำนวน 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช.หรือผู้ที่ได้รับมอบหมาย และความผิด ป.อาญา มาตรา 116 กลุ่มที่ 2 นายนพดล ปัทมะ นายชัยเกษม นิติสิริ นายภูมิธรรม เวชยชัย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ในฐานความผิดร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวน 5 คนขึ้นไป โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหัวหน้า คสช.และดำเนินคดีแอดมินเพจเฟซบุ๊กของพรรคเพื่อไทย ในความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 14 ขู่ฮาร์ดคอร์เสื้อแดงป่วนโดนหนักพล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวต่อว่า สำหรับวันที่ 22 พ.ค.ครบรอบ 4 ปี คสช.นั้น ใครต้องการชุมนุมให้อยู่ในขอบเขตอย่าก่อความวุ่นวาย และฝากไปถึงพวกฮาร์ดคอเสื้อแดง อย่าแหลมออกมา เพราะจะดำเนินการเด็ดขาด ต้องอยู่ในกรอบของกฎหมายห้ามมีการพกพาอาวุธ และห้ามมีการชุมนุมใกล้บริเวณเขตพระราชฐาน 150 เมตร จะมีการเตรียมล่าพวกที่จะทำอะไรไม่ดี ตำรวจเอาจริง พท.โต้ รธน.ให้สิทธิวิจารณ์นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์ผลงานของรัฐบาลและ คสช. เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพแสดงความคิดเห็นตามปกติที่รัฐธรรมนูญได้รับรองและคุ้มครอง เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไปที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล เป็นหน้าที่สำคัญในฐานะตัวแทนของประชาชน ที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและ คสช. เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ไม่มีการกระทำใดที่จะเข้าข่ายฝ่าฝืนประกาศหรือคำสั่งหัวหน้า คสช. และตลอด 4 ปี แกนนำพรรคได้แสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด แต่พรรคไม่เคยจัดประชุมหรือทำกิจกรรมทางการเมืองใดที่ฝ่าฝืนข้อห้าม แม้จะแจ้งความดำเนินคดีแกนนำของพรรค แต่พรรคเพื่อไทยยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลและ คสช.ต่อไป เช่นเดียวกับพรรคการเมืองอื่นที่กระทำตามหน้าที่ของตนลักษณะเดียวกันซัดเอาผิดเท่ากันอย่าเล่นพรรคเดียวนายภูมิธรรมกล่าวด้วยว่า ได้สอบถามเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทำความผิดเรื่องอะไร หรือสิ่งที่ทำไม่ได้ที่เป็นปัญหาคืออะไร เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้มีปัญหาอะไร เพียงระบุว่าให้มาประชาสัมพันธ์และคอยดูแลว่าไม่มีใครมาทำให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น ถ้าเป็นการทำกิจกรรมทางการเมืองหรือมีความเห็นว่าเป็นการชุมนุมทางการเมือง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ จ.บุรีรัมย์ ที่มีหัวหน้าพรรคการเมือง มีพรรคการเมืองมาต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วมีการปราศรัยยิ่งเข้าข่ายมากกว่า ถ้าเห็นว่าตรงนี้เป็นความผิดต้องเอาผิดเสมอหน้ากันทุกฝ่าย อย่าเล่นงานแต่พรรคเพื่อไทย ขู่ฟ้องกลับตั้งข้อหาแรงเกินจริงด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล กล่าวว่า ไม่หนักใจ ตนและสมาชิกพรรคทำหน้าที่ของประชาชนคนหนึ่งพรรคการเมืองเป็นตัวแทนของประชาชน เมื่อ คสช.และรัฐบาลมาบริหารประเทศไม่ว่าจะด้วยวิธีการที่ถูกต้องหรือไม่ ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน เมื่อทำงานไม่ดีและก่อให้เกิดความเสียหายต่อประเทศ ย่อมต้องถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นธรรมดา การแถลงเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อสื่อมวลชนเป็นการทำโดยเจตนาสุจริต ไม่ถือว่ามั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองที่จะขัดต่อคำสั่งหรือประกาศของ คสช. และไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน หรือการยุยงปลุกปั่นประชาชน ตามมาตรา 116 และไม่ใช่นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จที่จะผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ย่อมไม่มีการกระทำที่ขัดคำสั่ง คสช.หรือผิดกฎหมายอาญา จะรอพนักงานสอบสวนว่าจะตั้งข้อหาอะไรบ้าง หากตั้งข้อหารุนแรงเกินจริงคงต้องใช้สิทธิทางกฎหมายดำเนินคดีกลับเพื่อปกป้องสิทธิของตนเช่นกัน21 พ.ค. ยกทีมรับทราบข้อกล่าวหาผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 21 พ.ค. เวลา 10.30 น. แกนนำพรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ รักษาการหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล นายชัยเกษม นิติสิริ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายนพดล ปัทมะ นายวัฒนา เมืองสุข นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง จะเข้าพบพนักงานสอบสวนที่กองปราบปราม เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ซัดเผด็จการจำกัดสิทธิปิดหูปิดตานายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด บริหารประเทศโดยใช้งบประมาณจากภาษีประชาชน แต่การทำงานปราศจากการตรวจสอบถ่วงดุล การที่แกนนำพรรคเพื่อไทยจัดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล จากการเก็บข้อมูลมาตลอด เพื่อบอกให้ประชาชนรับรู้แต่รัฐบาลไม่ต้องการให้มีการตรวจสอบ พอมีคนแถลงจึงไม่พอใจส่งเจ้าหน้าที่ไปแจ้งความดำเนินคดี แสดงให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส กลัวประชาชนจะรู้ความจริง ต้องการปิดหูปิดตาประชาชน จำกัดสิทธิเสรีภาพการแสดงความคิดเห็น นี่คือการใช้อำนาจเผด็จการเต็มที่ อัด 4 ปีฉุดประเทศเสื่อมถอยนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า หากให้ประเมินผลงาน คสช. 4 ปี ต้องบอกว่าทำประเทศเสื่อมถอยล้มเหลวในทุกด้านโดยเฉพาะสิทธิเสรีภาพ แค่พรรคเพื่อไทยแถลงวิจารณ์ผลงาน 4 ปี คสช. ยังถูกดำเนินคดี การเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยขยายตัวต่ำสุดในอาเซียนมาทุกปี ยืนยันโดยเวิลด์แบงก์ไม่ได้โตที่สุดในทศวรรษอย่างที่ นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯพูดเกินจริงไว้ อยากให้นายสมคิดเช็กข้อมูลให้ดีก่อนพูด นอกจากนี้ยังมีการทุจริตเกิดขึ้นไปแทบทุกกระทรวง เช่น การโกงเงินคนจนกว่า 60 จังหวัด โกงเงินเด็กในกระทรวงศึกษาธิการ ขนาดไม่มีฝ่ายค้านตรวจสอบหากเป็นรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วพบการโกงขนาดนี้รัฐบาลคงอยู่ไม่ได้ อยากให้ประชาชนพิจารณาว่า 4 ปีที่ผ่านมายังแย่ขนาดนี้ หากปล่อยให้สืบทอดอำนาจประเทศจะย่ำแย่ขนาดไหน “นิพิฏฐ์” ติง คสช.ผ่อนให้วิจารณ์นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีทหารแจ้งความดำเนินคดีกับแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า ค่อนข้างจะพิเศษ กรณีนี้ต่างกับทุกครั้ง เพราะพรรคการเมืองเคยแถลงในลักษณะนี้หลายครั้ง ทุกพรรคก็ทำกัน รัฐบาลรู้การบังคับใช้กฎหมายในการแสดงออกนั้น ก่อนเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งควรจะต้องผ่อนคลาย แต่กลับมาเพิ่มความเข้มงวด ยิ่งเป็นช่วงครบรอบ 4 ปี คสช.ควรจะเปิดโอกาสให้วิพากษ์วิจารณ์ได้ตามสมควร จะไม่ให้วิจารณ์เลยค่อนข้างจะแปลกประหลาด และ คสช.ไม่มีเหตุอะไรที่ต้องกลัว เนื่องจากอำนาจยังมีอยู่อย่างเต็มที่ อาจจะกลัวในเรื่องผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นคงต่อรัฐบาล “บิ๊กจิ๋ว” ชี้วงจรเลือกตั้งแล้วก็ปฏิวัติที่ห้องอาหาร Anna &Charlie ถนนพระราม 3 พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกฯให้สัมภาษณ์ถึงครบรอบ 4 ปีของ คสช.ว่า อย่ามองเฉพาะแค่ 4 ปีของ คสช. แต่หลัง คสช.ไปแล้วถ้าทุกสิ่งทุกอย่างหรือสภาพแวดล้อมยังเป็นเช่นนี้ จะเป็นอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ อย่าไปต่อว่า คสช.ขอให้หันกลับไปดูอดีตตั้งแต่ปี 2475 จนถึงวันนี้ 86 ปีแล้ว ทหารปฏิวัติแล้วก็ร่างรัฐธรรมนูญ เกิดการเลือกตั้งและทหารก็ปฏิวัติใหม่ อย่าบอกว่า คสช.จึงทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ให้ไปศึกษาสถานการณ์ทางการเมืองตั้งแต่ปี 2475 วิธีการแก้ไขปัญหาทุกคนต้องเข้าใจ อย่าไปโทษคนโน้นคนนี้ ตนไม่ได้มีอะไรกับ คสช. ไม่เคยพูดคุยกับ คสช.เลย แต่สิ่งที่พูดความเป็นจริงคือความจริง เพราะว่าคนไทยไม่รู้ว่าการปกครองทุกรูปแบบ ทั้งระบอบประชาธิปไตย คอมมิวนิสต์ สังคมนิยม ทุกการปกครองมุ่งสู่ประชาชนจริงๆ แต่การออกรัฐธรรมนูญ ส.ส. ส.ว. หรือไพรมารีโหวตทำให้วุ่นวายไปหมด ไม่พอใจก็ฉีกเอาใหม่ ทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จเชื่อเหตุใหญ่เกิดอีกยิ่งแรงกว่าอดีตพล.อ.ชวลิตกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งจะเป็นไปตามโรดแม็ปของ คสช.คือปี 2562 หรือไม่นั้นไม่ใช่หมอดู แต่ดูแล้วเป็นไปตามวัฏจักร ทุกคำตอบต้องไปดูในอดีตคือคำตอบปัจจุบันและจะเกิดขึ้นในอนาคต ในอดีตเกิดความรุนแรงหลายรูปแบบ การรัฐประหารเกิดหลายรูปแบบ จากประชาชนนักศึกษาที่ลุกขึ้นมาต่อสู้ โดยเฉพาะเหตุการณ์ 14 ตุลาฯถือเป็นวงจร เมื่อถามถึงการตั้งพรรค คสช.สืบทอดอำนาจจะเป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า หาก คสช.ไปไม่ได้ หรือไม่มีทางแก้ทุกอย่างมีแต่ลง เหตุการณ์เหมือนในอดีตจะกลับมาอีก จะให้เทวดาที่ไหนก็ทำไม่ได้ วันนี้ไม่ได้ต่างจากอดีต แต่มีส่วนแตกต่างคือจะเกิดความรุนแรงกว่า เนื่องจากคนมีความรู้มากขึ้นเงินมากขึ้น ความรุนแรงจะมากขึ้นเป็นธรรมดา ส่วนการดูด ส.ส.เป็นธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น ไปห้ามคงไม่ได้ในอดีตก็มี อะไรจะเกิดต้องเกิดหรือแม้แต่เหตุการณ์ใหญ่จะเกิดก็ต้องเกิด ในอดีตเคยเกิดมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ใช่วิธีแก้ไขปัญหาและยังไม่มีใครมาดูด เพราะรู้ว่าไม่มีทางสำเร็จ “ลุงตู่ ไม่มาดูดพ่อใหญ่หรอก แต่เกือบทุกพรรคมาชวน แต่บอกไปว่าอย่าเอาพ่อใหญ่ไปเลย เดินไม่ค่อยได้หูไม่ดี ตามองไม่ชัดความจำก็เลวจะเอาไปทำไม เขาก็ไม่เอาเอง”แนะตั้ง รบ.เฉพาะกาลแก้วิกฤติพล.อ.ชวลิตกล่าวอีกว่า ตนห่วงประเทศชาติและประชาชน นอนไม่หลับ ก่อนหน้านั้นเคยใช้หลักโซ่ข้อกลาง พยายามดึงซ้ายดึงขวามารวมกันเพื่อสร้างสันติ แต่มาเปลี่ยนเป็นกองกำลังที่ 3 ตนมีกองกำลังอยู่ระวังให้ดี กองกำลังของตนคือไม่ยุ่งเกี่ยวกับแดงเหลือง ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล แต่ยุ่งเกี่ยวอย่างเดียวคือประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ เมื่อถามว่าสนับสนุนการตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่อาจเกิดก่อนและหลังเลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติแก้ไขปัญหาไม่ได้ รัฐบาลแห่งชาติคือนำนักการเมืองจากพรรคต่างๆ มารวมกัน จะเหมือนเดิมเหมือนที่เกิดขึ้นมา เนื่องจากนักการเมืองทะเลาะกัน และทหารจะออกมายึดอำนาจอีก แต่สิ่งที่จะต้องเกิดคือรัฐบาลเฉพาะกาล มีหน้าที่แก้ไขปัญหาเฉพาะเรื่อง ใช้เวลา 5 เดือน 6 เดือน หรือ 8 เดือน ก่อนจะกลับมาสู่การเลือกตั้งปกติ เมื่อถามว่าสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯอีกสมัยหรือไม่ พล.อ.ชวลิตกล่าวว่า ไม่ใช่หมอดู แต่เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์พยายามทำเพื่อประชาชน แต่ยังไม่ตรงหัวใจให้ “ทักษิณ” ทำเพื่อ ปชช.ได้กลับบ้านพล.อ.ชวลิตกล่าวต่อว่า ตั้งแต่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯไปอยู่ต่างประเทศ เพิ่งได้มีโอกาสคุยกันเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา “ทักษิณทำอย่างไรดีถึงจะกลับบ้านได้ มันมีวิธีทำให้กลับบ้านได้มีอย่างเดียวทักษิณก็ทำงานเพื่อประชาชน มีเครื่องบินส่วนตัวทั้งบรูไน ดูไบ เวเนซุเอลา อียิปต์ โดยเฉพาะตะวันออกกลาง มีคนมากต้องการข้าว ไปบอกเขาว่าจะหาให้เอาเท่าไหร่ คุณทักษิณยังจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แผ่นดินไม่เปลี่ยนแปลง ฟังเสียงก็รู้แบบใจถึงใจใครๆก็อยากกลับบ้าน คุณทักษิณทำอะไรไว้ให้กับคนส่วนใหญ่ 65 ล้านคน ถ้าคน 65 ล้านคน อยากให้กลับ ถามว่ากลับได้หรือไม่ แต่นายทักษิณต้องทำเพื่อประชาชน ส่วนจะได้กลับหรือไม่ ไม่มีใครทำนายได้ ไม่ใช่หมอดู” เด็ก พท.แย้งทันควันเป็นไปไม่ได้นายสมคิด เชื้อคง อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงข้อเสนอให้มีรัฐบาลเฉพาะกาล คงเป็นความหวังดี ด้วยความห่วงใยของ พล.อ.ชวลิต แต่เป็นไปไม่ได้ รัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว รัฐบาลมีหน้าที่ต้องทำตามจะทำอย่างอื่นไม่ได้ ยกเว้นจะกล้า ใช้มาตรา 44 เข้ามาจัดการทุกอย่างตามอำเภอใจ แต่คิดว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์คงไม่กล้าทำอย่างนั้น ทางที่ดีรัฐบาลควรจัดให้มีการเลือกตั้งโดยด่วน รัฐบาล เฉพาะกาลไม่ได้ช่วยอะไรได้ รัฐบาลแห่งชาติก็ไม่มีอย่าทำ เพราะประชาชนรอการเลือกตั้ง รอตัดสินอนาคตตัวเอง ไม่อยากให้ใครมาตัดสินให้ อย่าหาข้ออ้างต่างๆ ไม่มีประโยชน์แล้ว วันนี้ไม่ใช่ว่าจะหาเรื่องยุบพรรคดูด ส.ส.ไม่มีประโยชน์ สร้างความขัดแย้งเปล่าๆ “สรศักดิ์” ถอยไม่เอาแล้วไมค์ 4 Kอีกเรื่อง เมื่อเวลา 09.00 น. ที่รัฐสภา มีการ ประชุมเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องโครงการการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ เพื่อทบทวนภายหลัง ครม.ตีกลับงบประมาณที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอเพิ่มเติมกว่า 8 พันล้านบาท ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จากนั้นเวลา 10.00 น. นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่าไม่ดื้อกับ ครม.พร้อมทบทวนให้อยู่ในความเหมาะสม บริษัท ซิโน-ไทยยืนยันว่าการย้ายรัฐสภาอู่ทองในจะทำได้ในเวลาที่กำหนด ห้องประชุม ส.ว.จะเสร็จในปี 61 และจะเร่งห้องประชุม ส.ส.ให้เสร็จสิ้นในเดือน มี.ค.62 พร้อมกับห้องทำงานของข้าราชการ ห้องทำงานสมาชิกและห้องประชุมกรรมาธิการจะเสร็จเพื่อรองรับ ส.ส.ที่จะมาจากการเลือกตั้งตามโรดแม็ปเดือน ก.พ.62 ได้ทัน“เมื่อ ครม.ทักท้วงมาวันนี้ไม่เอาแล้วครับ ทั้งไมโครโฟน ทีวี นาฬิกา ราคาแพง จะปรับลดทบทวนทุกเรื่อง คงไปไม่ถึงระบบ 4 K คงอยู่ได้แค่ดิจิตอลหรือยุคอนาล็อก เมื่อก่อนคิดว่าห้องประชุมในอนาคตจะเป็นห้องประชุมไร้สาย เผื่อเวลาฝนตกแล้วไฟช็อตสมาชิกตายจะทำอย่างไร ถึงได้ออกแบบคิดใหม่ทำใหม่ ให้รัฐสภาแห่งใหม่ดี ไอซีทีถ้าลดได้ต้องลด แต่ระบบสื่อสารในอาคารรัฐสภาต้องไม่กระทบหรือล้มเหลว” นายสรศักดิ์กล่าวนอนไม่หลับจ่อถูกฟ้องพันล้านนายสรศักดิ์กล่าวอีกว่า บริษัทซิโน-ไทยทำหนังสือขอสงวนสิทธิ์เรียกค่าเสียหายในการทำงานปิดฝ้าเพดานและผนังควบคู่ไปกับระบบไอที ถ้างบฯ ไอทียังไม่มาและบริษัทจะต้องปิดฝ้าแล้ว เขาต้องเรียกค่าเสียหายเป็นมูลค่าพันล้านตนหนักใจ แต่จะต้องคุยกับเขาขอให้เห็นแก่ประโยชน์ราชการ ขอให้ผู้รับเหมาอย่าเพิ่งปิดฝ้าเพดาน ทุกปัญหามีทางออก เมื่อถามถึงแผนการจัดการหากงบฯไอทีไม่มา แต่ต้องปิดฝ้าเพดานและผนังจะทำอย่างไร นายสรศักดิ์ชี้แจง ว่าตนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะบริษัทซิโน-ไทยทำหนังสือมาถึง จะเรียกร้องค่าเสียหายหากงบฯ ไอทีมาทีหลังจะเป็นเรื่องใหญ่ เพราะต้องทุบตึกที่บริษัทซิโน-ไทยสร้างไว้ หมายความว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้น ตนไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน สร้างตึกใหม่เสร็จเหมือนมาปรับปรุงตึกใหม่อีก หัวหน้าส่วนตายอย่างเดียวเลย ทุกกระทรวง ทบวง กรม สังคมยำเละ ตอนนี้เชื่อว่าน่าจะมีทางออก แต่ยังคิดไม่ออกเหมือนกันว่าจะเป็นอย่างไรแจงนาฬิกาหรูแพงเพราะระบบนายสุชาติ โรจน์ทองคำ รองเลขาธิการสภาฯ ผู้ควบคุมดูแลและรับผิดชอบการปฏิบัติการในสำนักรักษาความปลอดภัยและโครงการก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมอาคารประกอบ กล่าวว่าได้มอบหมายให้บริษัทเมอร์ลินโซลูชั่น เป็นผู้ออกแบบและศึกษาระบบไอที กลับไปทบทวนและศึกษาใหม่ นาฬิกาถ้าจำเป็นคงต้องยอมรับว่าต้องมี แต่ถ้าต้องปรับลดก็ลดเลย ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าเหตุผลที่บริษัทเมอร์ลินเสนอมาทั้งหมดเป็นอย่างไร จะต้องนำมาทบทวนใหม่ทั้งหมด ทั้งนี้นาฬิกากว่า 7 หมื่นบาท คล้ายกับนาฬิกาสมัยนายสุวิจักขณ์ นาควัชระชัย อดีตเลขาธิการสภาฯจัดซื้อ แต่ในตัวเรือนเราไม่รู้ว่าเทคโนโลยีมีมากน้อยแค่ไหน ที่ทราบตัวเรือนไม่แพง แต่ไปแพงในระบบยิ่งมากชั้น สายที่ต่อไปแต่ละชั้นจะแพงขึ้น แต่ในยุคนายสุวิจักขณ์ที่โดนตั้งกรรมการสอบ ไม่ใช่เพราะนาฬิกาแพง แต่ยกเลิกเพราะบริษัทที่เสนอขายไม่มีคุณสมบัติเป็นผู้จำหน่ายนาฬิกา มีการพูดถึงระยะเวลาการเรียกรถพยาบาล เวลาเกิดอุบัติเหตุกะทันหันกับสมาชิก เวลาต้องตรงกัน หากไปตรวจสอบแล้วพบว่าจำเป็นจะคงไว้ แต่ถ้าไม่มีความจำเป็นต้องตัดไป แต่ระบบนี้ตรวจสอบแล้วพบว่าศาลฎีกาที่ก่อสร้างใหม่ และอีกหลายส่วนราชการก็ใช้ “วัชระ” บี้ปลดพ้นเลขาฯสภาที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าจะยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ในวันที่ 21 พ.ค. ให้พิจารณาว่านายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาฯสมควรอยู่ในตำแหน่งต่อไปหรือไม่ โดยไม่ต้องใช้มาตรา 44 เพราะมีพฤติกรรมที่เป็นปัญหาคือ 1.อยู่เบื้องหลังการผลักดัน การขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ทั้ง 3 ครั้งมาโดยตลอด 2.บกพร่องในหน้าที่อย่างร้ายแรง กรณีไม่ดำเนินการโครงการแบบจำลองอาคารรัฐสภาทองคำเฉลิมพระเกียรติของรัชกาลที่ 10 ให้เสร็จสิ้น และ 3.ไม่ใส่ใจในคำบัญชาของนายกฯที่ทำหนังสือตอบกลับ เน้นย้ำให้ใช้จ่ายงบฯให้เหมาะสม คุ้มค่าและประหยัด แต่กลับส่งเรื่องของบฯเพิ่มเติมในส่วนงานระบบไอซีทีเท่าเดิม 8,648 ล้านบาทให้ ครม.พิจารณาอีกครั้ง เทียบกับกรณีที่นายกฯเคยมีคำสั่งย้ายนายจเร พันธุ์เปรื่อง อดีตเลขาธิการสภาฯ ไปประจำสำนักนายกฯ อ้างเหตุผลว่าดำเนินการก่อสร้างอาคารรัฐสภาล่าช้า ถือว่ามีความ ผิดมากกว่า เพราะล่าช้ายิ่งกว่า อีกทั้งมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตด้วยร้องบัญชีกลาง–ทส.สอบสร้างผิดแบบนายวัชระกล่าวต่อว่าเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 พ.ค. ได้ไปยื่นหนังสือถึง น.ส.สุทธิรัตน์ รัตนโชติ อธิบดีกรมบัญชีกลาง ทวงถามความคืบหน้ากรณีผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาฯอ้างความเห็นข้าราชการกรมบัญชีกลางว่าใช้วิธีคัดเลือกจัดจ้างผู้รับจ้างระบบไอซีทีของอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ได้ ไม่ต้องประมูลและยื่นหนังสือถึงนายวิจารย์ สิมาฉายา ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เพื่อให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงการก่อสร้างว่าถูกต้องตามแบบแปลนตามมติคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในการประชุมครั้งที่ 2/2554 เมื่อวันที่ 4 พ.ค.2554 ที่ให้สร้างเป็นอาคารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ประหยัดพลังงาน แต่กลับของบฯเพิ่มเติมอีก 8,648 ล้านบาท ส่วนหนึ่งคือการจัดซื้อเครื่องปรับอากาศ ผู้แทนบริษัทผู้รับจ้างก่อสร้างอาคารรัฐสภายังยอมรับว่าเมื่ออาคารใหม่เสร็จน่ากังวลเพราะการทดสอบระบบไฟที่อาคารรัฐสภาแห่งใหม่ คิดเป็นการใช้ไฟฟ้าถึง 2 อำเภอรวมกัน จึงขอให้ตรวจสอบว่าเป็นการก่อสร้างที่ผิดแบบแปลนไปจากที่ ครม.ได้อนุมัติหรือไม่“วิษณุ” ยัน รบ.ไม่ใช้หลักเทียบยศนายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงกรณีการวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.การเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการพลเรือน จะทำให้องค์กรอิสระมีแต่ทหารว่าอยู่ที่คณะกรรมการสรรหา ปัญหาคือ จะทำอย่างไรให้มีสิทธิ์เท่านั้น แต่การจะให้ พล.ต.เทียบเท่ากับอธิบดีตนมองว่ามันเลยความเป็นธรรม และจากการหารือกับอดีตเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เห็นตรงกันว่าการเทียบเคียงต้องใช้ตำแหน่ง ไม่ใช่ยศ และเรื่องนี้ สนช.หวังดีทำร่างกฎหมายในเรื่องนี้ด้วย แต่รัฐบาลได้เตรียมอยู่ ที่ระบุว่า พล.ต.เทียบเท่า คงมาจากทางอื่น ของรัฐบาลไม่ได้ใช้หลักเช่นนี้ “พรเพชร” ปัดเอื้อทหารคุมองค์กรอิสระนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเปรียบเทียบตำแหน่งของข้าราชการทหารกับข้าราชการ พลเรือนว่า ยังไม่เห็นร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว และยังไม่ได้ ทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ในอดีต ก.พ. เคยเทียบให้แต่เทียบกับทุกตำแหน่ง แต่ขณะนี้ไม่รู้ว่าก.พ. ยังมีอำนาจเทียบหรือไม่ การเทียบเพื่อสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตนเห็นด้วยที่ต้องเทียบตำแหน่งข้าราชการทุกตำแหน่งเพื่อสะดวกแก่การบริหารจัดการ ส่วนที่มีข้อวิจารณ์ว่าร่างกฎหมายนี้เจาะจง เฉพาะทหาร อาจเกิดจากการที่บุคคลที่จะเข้าไปเป็นองค์กรอิสระ มีการกำหนดตำแหน่งอธิบดีและหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าอธิบดีหรือไม่ เพราะทหารไม่มีอธิบดีมีแต่เจ้ากรมและแม่ทัพภาค วันนี้องค์กรอิสระสรรหาไปเกือบหมดแล้ว จะเขียนกฎหมายเพื่อการนี้โดยเฉพาะคงไม่ใช่ป.ป.ช.ตั้ง “น้องแบม” ยุวทูตปูดโกงเมื่อเวลา 09.00 น.ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ถนนพิษณุโลก นางสุวณา สุวรรณจูฑะ กรรมการป.ป.ช. เป็นประธานเปิดเสวนา “จัดทำแนวทางการพัฒนาโครงการเยาวชนเพื่อการต่อต้านการทุจริต” โดยได้มอบเกียรติบัตรแต่งตั้งยุวทูต ป.ป.ช.กิตติมศักดิ์แก่ “น้องแบม” น.ส.ปณิดา ยศปัญญาและ “น้องเกม” น.ส.ณัฏกานต์ หมื่นพล สองนักศึกษาผู้เปิดโปงการโกงเงินคนจนของศูนย์คุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง จ.ขอนแก่น โดยนางสุวณากล่าวว่า ป.ป.ช.เห็นความสำคัญของเยาวชนให้มาประสานความร่วมมือกับ ป.ป.ช.ป้องกันการทุจริต ต้องไม่นิ่งดูดาย มาร่วมพัฒนาระบบต่อต้านการทุจริตเชิงรุก รณรงค์ต่อต้านทุจริตทุกรูปแบบ เมื่อจะมีการเลือกตั้งทุกคนต้องช่วยกันคิดวิธียกระดับป้องกันการทุจริตด้วย ฟันซื้อเครื่องตรวจระเบิดอัลฟา 6พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานกรรมการ ป.ป.ช. กล่าวถึงความคืบหน้าการไต่สวนคดีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 และอัลฟา 6 ว่า ป.ป.ช.ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนมาพิจารณาคดี 12 ชุดตามที่คณะกรรมการสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ล่าสุด ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดกรณีแล้ว 1 สำนวนและส่งสำนวนให้อัยการสูงสุดแล้ว เป็นกรณีจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดและยาเสพติดอัลฟา 6 ในส่วน จ.พิษณุโลก พบการกระทำผิดชัดเจนทำเป็นขบวนการ ผู้ถูกชี้มูลความผิดเป็นข้าราชการระดับ 8-9 ระดับหัวหน้าสำนักงานในจังหวัด แต่ยังไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมืองได้ แต่มีพยานหลักฐานร่วมที่ใช้เป็นกรอบวินิจฉัยสำนวนอื่นๆที่ยังค้างอยู่ได้ เพราะเป็นไปในแนวทางเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนวนชี้มูลความผิดกรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจวัตถุระเบิดอัลฟา 6 ที่จ.พิษณุโลก มีผู้ถูกชี้มูลความผิด 6 คน ตั้งแต่ระดับหัวหน้าสำนักงานจังหวัด นายช่างไฟฟ้า เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน มีความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ กรณีการจัดซื้อเครื่องตรวจระเบิดและยาเสพติด เมื่อปี 2551 โดยไม่ตรวจสอบราคาเทียบกับส่วนราชการอื่นที่เคยจัดซื้อ ทำให้ จ.พิษณุโลกต้องจัดซื้อในราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น และไม่มีประสิทธิภาพในการใช้งาน เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหายสกัด “จ่านิว” แจกพัดชวนชุมนุมเมื่อเวลา 12.30 น. ที่สกายวอล์ก สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสอโศก นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง น.ส.วิรัลพัชร รอดแก้ว และนายธนพล พันธุ์งาม นำพัด “ยุทธ์น็อคคิโอ” เป็นภาพสกรีนชายหน้าคล้าย พล.อ.ประยุทธ์ แต่มีจมูกยาว และอีกด้านเขียนข้อความว่า “ไปทวงวันเลือกตั้ง 22 พ.ค.กันนะจ๊ะ@ทำเนียบรัฐบาล เจอกัน” จำนวน 200 อัน ไปแจกจ่ายผู้สัญจรบนสถานีรถไฟฟ้า เพื่อชวนให้เข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.ลุมพินี เจ้าของพื้นที่นำกำลังเข้าสกัดขัดขวาง พร้อมสั่งห้ามประชาชนรับพัดบอกว่าผิดกฎหมาย ขณะที่นายสิรวิชญ์ไม่พอใจถามว่าแจกพัดผิดตรงไหน เจ้าหน้าที่ตอบไม่ได้ จึงยื้อยุดกันไปมาเล็กน้อย ต่อมานายสิรวิชญ์และพวกเดินลงไปแจกพัดต่อบริเวณร้านค้าริมฟุตปาทจนถึงแยกอโศก โดยมีตำรวจประกบกดดัน จึงข้ามไปฝั่งถนนสุขุมวิทเข้าไปในเขตทองหล่อ รวมใช้เวลาราว 30 นาที จึงเดินทางกลับบช.น.ใช้ 18 กองร้อยคุมเข้มม็อบพล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. กล่าวหลังการประชุมดูแลความปลอดภัยกรณีกลุ่มคนอยากเลือกตั้งนัดชุมนุมวันที่ 21-22 พ.ค. เริ่มค้างคืนตั้งแต่วันที่ 21 พ.ค. เวลา 17.00 น. ที่สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ จากนั้นจะเดินขบวนไปที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล วันที่ 22 พ.ค. เวลา 07.00 น. ว่า ขอความกรุณานักศึกษาทุกคนให้อยู่ในขอบเขตกฎหมาย ความจริง ไม่จำเป็นต้องออกมาเรียกร้องอะไร รัฐบาลบอกกับประชาชนแล้วว่า ต้นปี 62 จะเลือกตั้ง การออกมา ชุมนุมอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายและผิดกฎหมาย กลุ่มผู้ชุมนุมได้ขออนุญาตจัดชุมนุม ขอใช้พื้นที่หน้าพระลาน มีผู้ชุมนุมประมาณ 800 คน ให้ชุมนุมอย่างมีขอบเขต ส่วนพื้นที่ทำเนียบฯประกาศเป็นพื้นที่ควบคุม หากฝ่าฝืนจะบังคับใช้กฎหมายเต็มที่ ทราบว่า มธ.จะไม่อนุญาตให้ผู้ชุมนุมใช้พื้นที่ทำกิจกรรมและพักค้างคืนในวันที่ 21 พ.ค. ทั้งนี้ บช.น. เตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัย 18 กองร้อย หรือ 2,790 นาย จาก บก.น.1, 5, 6 ตำรวจภูธรภาค 1, 2 และ 7