เคลียร์ปม สธ.-สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยผลตรวจ “สมุนไพรสูตรนายแสงชัย” ไม่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็ง มีผลเพียงบำรุงร่างกาย กินแล้วไม่เป็นพิษ แนะการรักษาแบบคู่ขนานน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกับประชาชน ด้าน “หมอแสง” ลั่นสิ่งที่กรมการแพทย์นำไปทดลองเป็นเพียงการวิจัยในหลอดทดลองแต่ไปอยู่ในคนอาจเป็นอีกเรื่อง ยันยังแจกสมุนไพรเหมือนเดิม แต่ผลิตน้อยลง พร้อมแทงกั๊กเรื่องขายสูตรยาให้ต่างชาติ เตรียมลง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ แจกสมุนไพรต้นเดือนหน้าหลังจากรอผลตรวจมาเป็นเวลาหลายเดือน ถึงผลการตรวจคุณสมบัติ “ยาหมอแสง” มีผลในการรักษาโรคมะเร็งหรือไม่ ต่อมาเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 24 เม.ย. ที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข มีการหารือร่วมกันระหว่าง นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก นพ.ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ นายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือหมอแสง และทีมนักวิจัยประสิทธิภาพสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย ต่อการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งมีการหารือร่วมกันนานกว่า 3 ชั่วโมง โดยไม่ให้สื่อมวลชน เข้าร่วมรับฟังแต่อย่างใดจากนั้นเวลา 12.00 น. นพ.ณรงค์กล่าวภายหลังการหารือว่า ทางกรมได้นำตัวอย่างสมุนไพรนายแสงชัยมาทดลองในลักษณะตัวยาที่มีความเข้มข้นต่างกัน แยกเป็นที่อยู่ในสารน้ำ ในเลือด และปริมาณที่มีความเข้มข้นสูงๆ แล้วนำสมุนไพรนี้ไปทดสอบกับเซลล์มะเร็ง 7 แบบ คือ มะเร็งเต้านม 3 ชนิด มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ผลการทดลองในหลอดทดลองนั้นพบว่า ตัวฤทธิ์ของสมุนไพรไม่สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งได้ แต่กรมการแพทย์แผนไทยฯ กรมการแพทย์ ก็ได้ศึกษาต่อในเรื่องของคุณภาพชีวิต พบว่าสามารถใช้ได้ส่วนจะเดินหน้าวิจัยในสัตว์ทดลอง และในคนต่อหรือไม่นั้น นพ.ณรงค์กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องมีการคุยกันพอสมควร คงต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง ทั้งนี้ การดูแลแบบคู่ขนานทุกระยะ คิดว่าถ้าช่วยกันดูแลประชาชนน่าจะได้ประโยชน์สูงสุด และจากการคุยกับนายแสงชัยแล้ว อยากบอกพี่น้องประชาชนว่าอย่ารักษาข้างใดข้างหนึ่ง โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นระยะท้ายๆ การมารับยานายแสงชัย เพื่อประคับ ประคองก็ได้ แต่หากเป็นระยะต้นๆ ก็รักษาคู่ขนานกันไป ซึ่งนายแสงชัยก็เห็นด้วย ในการรักษาสิ่งที่เป็น ประเด็นในสมุนไพรของนายแสงชัย คือหนึ่งไม่มีความเป็นพิษ ดังนั้นการรับเข้าสู่ร่างกายไม่เป็นพิษ แต่ประเด็นเรื่องการทดลองหลังรับสมุนไพรคือ ไม่ได้ผลในการฆ่าเซลล์มะเร็ง ดังนั้นการรักษาคู่ขนานน่าจะเป็นคำตอบที่ดีกับประชาชน ส่วนประเด็นว่าระหว่างนี้จะมีช่องทางในการขึ้นทะเบียนสมุนไพรสูตรของนายแสงชัย เป็นผลิตภัณฑ์สุขภาพใดตามกฎหมายได้หรือไม่ นายแสงชัยเองก็ได้สอบถามในประเด็นนี้มาเหมือนกัน ต้องเรียนว่าคงยังไม่ได้ ด้านนายแสงชัยกล่าวว่า สิ่งที่กรมการแพทย์นำไปทดลองก็เป็นเพียงการวิจัยในหลอดทดลอง ปรากฏว่าไม่มีผลในการยับยั้งเซลล์มะเร็ง แต่ไปอยู่ในตัวคนแล้วเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ไม่รู้ว่าจะยับยั้งเซลล์มะเร็งได้หรือไม่ เพราะเมื่ออยู่ในหลอดทดลองก็อยู่แค่นั้น ถ้าเข้าร่างกายแล้วมันก็ไปตามเส้นเลือด กรมการแพทย์ก็บอกว่า จริงๆคนที่พอมีฐานะ มีความรู้ กลัวจะเสียโอกาสก็ให้ไปให้แพทย์รักษา อย่าพยายามมากินสมุนไพรตัวนี้เลย ยืนยันว่ายังแจกสมุนไพรต่อไป ถ้าเขาไม่ห้าม เราก็แจกต่ออยู่แล้วเพราะเป็นความหวังของประชาชน จริงๆแล้วถามว่าที่เราทำมา 10 กว่าปี ก็ย่ำอยู่กับที่ เปลี่ยนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทย อธิบดีกรมการแพทย์มากี่คนแล้ว สถาบันมะเร็งก็เปลี่ยนผู้อำนวยการมาหลายคน แต่ของเรา ยาเป็นตำนาน ส่วนเรื่องสูตรจะขายให้ต่างชาติหรือไม่นั้นก็ไม่แน่หากหมอไทยบอกไม่ได้ผล เราจะเอาสูตรไว้ทำไม ต่างชาติเขาฉลาดก็ทำ ที่แจกยามีหมอจากเยอรมนี โรงพยาบาลจากอเมริกา ก็มาเฝ้าทุกระยะเพื่อติดต่อขอซื้อ แต่ยังไม่อยากขาย กลัวคนไทยไม่มีกิน ก็จะไปแจกต่อที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ในวันที่ 2 พ.ค.นี้เมื่อถามว่าผลการทดลองที่ออกมา นายแสงชัย จะชี้แจงต่อประชาชนที่รอรับสมุนไพรอย่างไร นายแสงชัยกล่าวว่า ประชาชนเขาไม่ต้องการคำชี้แจงหรอก เขาต้องการรู้แค่ว่าตนจะแจกยาต่อหรือไม่เท่านั้น และถ้าผู้ป่วยพร้อมจะไปรับ เราก็ให้ หรือถ้าเขาสะดวกก็ไปที่สถาบันมะเร็ง รักษาทุกระยะ ไม่มีไล่กลับบ้าน รับได้หมด ทั้งนี้ ยืนยันว่าผู้ป่วยที่มารับสมุนไพรนั้นไม่มีการทิ้งการรักษาแผนปัจจุบัน แต่มีคนป่วยที่หมดทางรักษาแล้วอยู่ในมือเราหลายพันคน เป็นมะเร็งรวมๆ สมุนไพรเราเองก็ไม่มีสูตรแยกว่าเป็นมะเร็งชนิดไหน รวมมั่ว มะเร็งก็คือไวรัส เราไม่ใช่หมออย่าไปแยกมัน มะเร็งคือไวรัสชนิดหนึ่ง เราก็ฆ่ามันเท่านั้นเองส่วนข้อซักถามที่ว่าจะต้องขยายผลทดลอง หรือร่วมกับภาครัฐในการทดลองหรือไม่ นายแสงชัย กล่าวว่า เรื่องการขยายผลจริงๆอยู่ที่ภาครัฐ ตนมีแค่หน้าที่ผลิต ทำมาตลอด แต่บอกทุกครั้งว่าให้รักษาควบคู่กันไป ตนบอกตลอดว่าไม่ใช่หมอ แต่เป็นผู้แบ่งปันคนหมดหนทาง ไม่เป็นไร เรายังเดินหน้าแจกต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะไม่ไหว และคิดว่าเร็วๆนี้คงจะไม่ไหว วันนี้กำลังการผลิตอยู่ที่ 4 แสนเม็ดต่อเดือน ส่วนที่มีคนตั้งข้อสังเกตว่าทำไมต้องมีการลงบันทึกประจำวันนั้น คงต้องไปถามคนที่ตั้งคำถามว่าคนที่ผ่าตัดใน รพ. ทำไมต้องให้ญาติเซ็น คนจะตาย ตายแล้วไม่เดือดร้อนเราให้แค่นี้พอ พอแจ้งความแล้วตำรวจจะรู้ยอดคนจะได้ให้การดูแลได้ และที่มาของยา 6 เม็ด เพราะมันไม่พอเลยแบ่งจาก 10 เม็ด เหลือ 6 เม็ดนายแสงชัยกล่าวอีกว่า ที่รัฐทำคือทดลองในหลอดทดลอง จะเอามาทดลองในคนไม่ได้ เพราะผิดจริยธรรม แต่ตนทำตายไปหลายคนแล้ว เริ่มต้นก่อนจะแจกไม่ใช่ว่าไม่ทดลอง เราทดลองตามผู้ป่วยติดเตียง ตามบ้าน ตามวัดก็ตายประมาณ 300-500 คน ทำตายมาเยอะ แต่ถ้าเป็นส่วนรัฐทำไม่ได้เพราะผิดจริยธรรม แต่เราเอาผู้ป่วยติดเตียงที่ไม่มีทางรอด ตายแน่ๆญาติยอม เราก็ให้กิน ซึ่งตายเยอะ ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า นี่ถือเป็นการวิจัยแล้วใช่หรือไม่ นายแสงชัยกล่าวว่า อันนั้นคือคิดการใหญ่ใจต้องถึง มัวแต่ไปรอภาคส่วนรัฐที่ต้องรอทดลองในหลอดทดลอง ตนไม่เอาหรอก จะรักษาคน ไม่ได้รักษาสัตว์ ไม่ได้รักษาสัตว์ทดลอง ก็เลยเอาคนจริง และเมื่อถามว่าการทดลองในคนมีการขออนุญาตก่อนหรือไม่ นายแสงชัยกล่าวว่า ต้องขออนุญาตใคร ก็ขออนุญาตญาติเขาแล้ว เราไม่กังวลว่ามันเป็นการวิจัยในมนุษย์นอกจากนี้ นายแสงชัยได้ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมอีกว่า ผู้ที่จะมารักษากินสมุนไพรไทยก็มาได้ ถ้าไม่สมัครใจจะไปรักษาเคมีก่อนถ้าเคมีไม่ไหวก็มาหาเราดีกว่า ถ้าของเราไม่ดี อันตราย หนังสือมาวันไหนก็หยุดวันนั้นเลย เราก็ให้ต่างชาติไป ประเทศไทยเราไม่ว่าจะทำอะไร เคยได้เปรียบต่างชาติมั้ยอยากเห็นใครได้ดี อยากเห็นคนเก่งมั้ย อยากเห็นคนช่วยเหลือคน ตอนนี้มีหมอเยอรมัน แพทย์จากอเมริกามาดู ถ้าไม่ดีเขาคงไม่ส่งคนป่วยมารักษาที่ตนหรอก ต่างประเทศเริ่มยอมรับ แต่คนไทยไม่ได้ ต่อไปจะผลิตน้อยลงไปนิดหนึ่ง บอกแล้วทุกคนถ้าไม่ดีก็ไม่ต้องมากิน ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราที่มากินยา ยังหน้าด้านไม่กล้าเปิดตัวว่ากินยาหมอแสง คนไหนกินแล้วยังหลบๆ กินแล้วไม่กล้าออกข่าว ถ้าหน้าด้านอย่างนี้หน้าด้านต่อไป อย่ากินเลยเปลือง สงสารคนจนที่เขาไม่มีทางเลือกกินกันดีกว่า