เคยได้ยินโมเดล รัฐบาลแห่งชาติ ที่มีทั้ง ก่อนและหลังเลือกตั้ง มาหลายตลบ รัฐบาลแห่งชาติก่อนการเลือกตั้งในความหมายคือ ให้ตั้งรัฐบาลมาจากพรรคการเมืองต่างๆเข้ามาเป็นส่วนผสมกับรัฐบาลชุดปัจจุบัน ล้างไพ่กันใหม่ทั้งหมด เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปได้อย่างราบรื่น จะมีการ เปลี่ยนผู้นำรัฐบาลหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตราใดบ้าง เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่สมบูรณ์ ขึ้นอยู่กับข้อตกลงระหว่าง พรรคการเมืองกับ คสช. แต่สูตรนี้มีความเป็นไปได้น้อยมาก เพราะความคิดเห็นที่แตกต่างกันระหว่าง นักการเมืองกับรัฐบาลในปัจจุบัน และระหว่างพรรคการเมืองด้วยกันเอง ก็ยังแตกคอกันอยู่ เพราะฉะนั้น ถ้าต่างฝ่ายต่างยังมี ทิฐิ ก็ไม่ต้องไปพูดถึงรัฐบาลแห่งชาติก่อนการเลือกตั้งยกเว้นจะมีอุบัติเหตุทางการเมืองเกิดขึ้นเท่านั้นต่อมาก็เป็น รัฐบาลแห่งชาติ หลังจากการเลือกตั้ง ตามบท บัญญัติของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน การตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก เพราะมีพรรคการเมืองพรรคเล็กพรรคน้อยมากมาย การรวมกันตั้งรัฐบาลคงลำบาก พรรคการเมืองขนาดใหญ่ก็ไม่มีเสียงแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดที่จะตั้งรัฐบาลได้กระทั่งการเลือกนายกฯในสภาก็ไม่หมูความซับซ้อนของรัฐธรรมนูญคงได้ยุ่งเป็นฝอยขัดหม้อเพราะฉะนั้น ท้ายที่สุดแล้วพรรคการเมืองคงต้องมาตกลงกันอีกทีว่า จะตั้งรัฐบาลกันอย่างไรให้รอด ในรูปแบบของ รัฐบาลแห่งชาติ ไปจนกว่าจะบริหารจัดการได้ลงตัวแล้วค่อยมาเลือกตั้งกันในระบอบประชาธิปไตยอีกระลอกเพื่อให้ทุกอย่างสะเด็ดน้ำภาพที่ปรากฏ ภาษาสื่อให้คำว่า ดูด หรือถ้าจะพูดให้สุภาพคือการทาบทาม นักการเมือง กลุ่มการเมือง จากพรรคการเมืองต่างๆ ที่มี แนวคิดเดียวกับ คสช. กับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เข้ามาทำงานร่วมกัน เริ่มจาก สกลธี ภัททิยกุล อดีต ส.ส.ประชาธิปัตย์แกนนำ กปปส. มาเป็นรองผู้ว่าฯ กทม. พลังชล สนธยา คุณปลื้ม และ อิทธิพล คุณปลื้ม มารับตำแหน่งที่ปรึกษาและผู้ช่วยรัฐมนตรี หรือยังจะมีนักการเมืองจากพรรคการเมืองอื่นไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปัตย์ เพื่อไทย หรือ ภูมิใจไทย มาดำรงตำแหน่งทางการเมืองในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไปวินาทีนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้นรูปแบบของ รัฐบาลปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง เข้ามาทำงานร่วมกันระหว่าง ทหารและนักการเมือง ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้เอ่ยปากไปแล้วว่า ไม่เคยรังเกียจนักการเมือง อยากให้มาทำงานร่วมกันช่วยแก้ไขปัญหาประเทศ จึงเป็นรูปแบบใหม่ แต่ก็ไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่ เพราะสมัย รัฐบาลไทยรักไทย ก็ได้มีการเชิญแกนนำพรรคต่างๆมาทำงานร่วมกันจนกระทั่งยุบพรรคมาอยู่ด้วยกันกลายเป็นรัฐบาลที่รวมเอาหัวกะทิของประเทศมาอยู่ร่วมกันมากที่สุดการก้าวเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของ คสช. ย่อมไม่ธรรมดา บทเรียนที่ผ่านมาจากการยึดอำนาจแล้วล้มเหลว ถูกนำมาปรับเป็นโรดแม็ปที่สมบูรณ์แบบ เพราะเที่ยวนี้จะเสียของไม่ได้เด็ดขาด.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th