ใน “สี่ยอดหญิงงาม ผู้พลิกประวัติศาสตร์จีน” ไซซี หวางเจาจิน เตียวเสียน หยางกุ้ยเฟย (สร้างสรรค์บุ๊คส์ พิมพ์ครั้งที่ 5 พ.ศ.2551) อาจารย์ถาวร สิกขโกศล บอกว่า สามคนมีตัวตนจริงๆส่วนเตียวเสียน ขวัญใจลิโป้นั้น เป็น“อรไทผู้ไร้บุคคลจริง”แม้ตัวจริง เตียวเสียน จะไม่มีในจดหมายเหตุสามก๊ก แต่คนแต่งนิยายสามก๊กก็ได้ “เงา” จากหญิงงามนางหนึ่ง เป็นเงื่อนไขให้ลิโป้บาดหมางกับเต็งหงวน จนถึงขั้นลูก (บุญธรรม) ต้องฆ่าพ่อแต่เมื่อนำยอดหญิงงามจีน มาเปรียบเทียบกับยอดหญิงงามไทย หญิงงามไทย มีแต่ในวรรณคดีที่มีตัวตนจริง งามชนิดเลื่องลือในประวัติศาสตร์ไทย สมัยเมื่อเกือบ 400 ปีที่แล้ว พระนางสามผิว แห่งเมืองฝางอาจารย์ถาวรบอกว่า เดิมทีหัวเมืองล้านนาเป็นปึกแผ่นอยู่ใต้การปกครองของกษัตริย์ราชวงศ์มังราย จน พ.ศ.2101 จึงตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า สมัยพระเจ้าบุเรงนองเป็นเมืองขึ้นกรุงศรีอยุธยาช่วงเวลาหนึ่ง หลังรัชกาลพระเอกาทศรถก็แตกเป็นบ้านเล็กเมืองน้อยมีประวัติศาสตร์ชัดเจน เมื่อ พ.ศ.2170 นั้น เมืองฝาง ยังตั้งเป็นอิสระ กษัตริย์พระนาม พระเจ้าฝางอุดมสินเหตุหนึ่ง ที่พระเจ้าฝาง เป็นเจ้านครที่น่าสนใจ เพราะมีพระชายางามอาจารย์ถาวร พรรณนาว่า นอกจากทรงพระสิริโฉมอย่างยิ่งแล้ว ฉวีวรรณของพระเทวียังเปลี่ยนสีไปตามเวลา ยามเช้าขาวผ่องนวลใย กลางวันเป็นสีชมพูระเรื่อพอตกเย็น ฉวีวรรณก็เปลี่ยนเป็นสีชมพูเข้มเพราะมีความงามฉะนี้ จึงมีพระนาม พระนางสามผิวข่าวความงามของพระนางเลื่องลือไปเข้าหูพระเจ้าสุทโธธรรมราชาของพม่า ซึ่งยกทัพมาตั้งกองบัญชาการตีหัวเมืองล้านนา อยู่ที่เมืองเชียงแสนโดยจุดหมาย เมืองเล็กๆอย่างเมืองฝางไม่อยู่ในความสนใจของพระเจ้าสุทโธธรรมราชา...แต่เมื่อได้ยินข่าว ก็อยากรู้ว่า “งามจริงสักเพียงไหน” ลงทุนปลอมตัวเป็นพ่อค้า นำเครื่องบรรณาการมาถวายพระเจ้าฝางอุดมสินแน่นอน ก็มีเครื่องบรรณาการ ถวายพระนางสามผิวด้วยทันทีที่เห็นพระนางสามผิว พระเจ้าสุทโธธรรมราชา ไม่ลังเลพระทัย กลับไปยกกองทัพมาตีเมืองฝาง พระเจ้าฝางก็ต่อสู้แข็งขัน รบติดกันอยู่สามปี พ.ศ.2175 เมืองฝางก็แตกพระเจ้าฝางอุดมสิน พาพระนางสามผิวหนี พระเจ้าสุทโธธรรมราชา ยกทัพตาม จนในที่สุด พระเจ้าฝางอุดมสิน และพระนางสามผิว จวนตัวตัดสินใจกระโดดลงบ่อซาววา (บ่อลึก 20 วา) ฆ่าตัวตายแต่ความจริงนั้น ภาพที่กษัตริย์พม่าเห็น เป็นมหาดเล็กและนางข้าหลวงผู้จงรักภักดีพระเจ้าฝาง แต่งกายคล้ายสองเจ้านายชายหญิง สละชีวิตฆ่าตัวตาย เพื่อลวงให้พระเจ้าสุทโธธรรมราชา ถอดใจยกทัพกลับมีบันทึกว่าพระเจ้าฝางอุดมสินและพระนางสามผิวหนีไปขอลี้ภัยอยู่ในเมืองกุฉินารายณ์ในเขตอินเดียการศึกสงคราม ไม่ว่าของจีนหรือของไทย ผู้หญิงรับบทหนักอยู่แนวหลัง...พลานุภาพของหญิงงาม ถูกใช้เป็นเส้นใยผูกสันถวไมตรี ระหว่างบ้านเมือง “หย่าสงครามใหญ่” ได้นับครั้งไม่ถ้วนกลยุทธ์ในตำราพิชัยสงครามแบบไทย...จะเลือกสู้แบบไหน เขียนไว้เป็นกลอน“ถ้าจะอ่อนอ่อนให้เห็นเป็นเส้นไหม ผูกพยัคฆ์เอาไว้โขยกเฆี่ยน ถ้าจะแข็งแข็งให้เป็นเช่นวิเชียรจะได้เจียนแก้วกระจกดูเพลินตา”การเมืองแบบไทยๆบางฝ่ายเลือกสู้แบบ“เส้นไหม” ใช้ไปแล้ว จนขาดไปเส้นหนึ่ง แต่ก็จะเตรียมสู้ด้วยกลยุทธ์แบบเดิม เปลี่ยนไหมเส้นใหม่แต่ละเส้นไหมที่อยู่ในคิว ก็งามขนาดพระนางสามผิวจะใช้ผูกพยัคฆ์ใหญ่ได้แค่ไหน ติดตามดูกันต่อไป.กิเลน ประลองเชิง