ถ้าคิดจะปฏิรูป ไม่ต้องปฏิโลมลูบไล้การปฏิรูปนัยแห่งความหมายก็คือการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดปัญหาตามมาอย่างหนึ่งคือการไม่ยอมรับยิ่งพวกที่รู้สึกว่าได้รับความสูญเสียหรือเสียประโยชน์การแสดงออกจะชัดเจนด้วยการหาเหตุผลต่างๆนำมาโต้แย้งวันนี้เห็นชัดๆอยู่ 2 กรณีอย่างการเซ็ตซีโร่ 5 อรหันต์ กกต. ซึ่งแม้จะมีการตั้ง กมธ.ร่วม 3 ฝ่าย เพื่อพิจารณาข้อโต้แย้ง 6 ข้อ ปรากฏว่าผลออกมาไม่ขัดรัฐธรรมนูญแต่งอย่างใดแต่ กกต.บางคนยังมีความพยายามที่เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความด้วยการเพิ่มประเด็นเพื่อให้น้ำหนักในการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับตีความหากจะว่ากันให้เข้าเป้าแล้วล่ะก็...เป็นการต่อสู้ในเรื่อง “บุคคล” มากกว่ามุ่งไปที่เนื้อหาสาระนี่เป็นตัวอย่างที่ตอกย้ำว่าการปฏิรูปเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจะมีปัญหาในลักษณะนี้เกิดขึ้นทุกครั้งทุกเรื่องก็ว่าได้แม้แต่การปฏิรูปตำรวจที่กำลังเดินหน้าอย่างเป็นรูปธรรมมีการแต่งตั้ง 36 อรหันต์เข้ามาทำหน้าที่และดูไปแล้วน่าจะพอเห็นรูปเห็นร่างเป็นรูปธรรมแต่ยังเพียงขั้นตอนแรกจึงยังไม่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม เพราะยังไม่ได้ลงไปถึงเนื้อหาสาระที่จะต้องส่งผลกระทบต่อแนวคิดและผลกระทบต่อองค์กร บุคลากรอย่างไม่แน่นอนยิ่งองค์กรตำรวจนั้นเป็นองค์กรใหญ่ที่ยากนักในการเปลี่ยนแปลง แม้มีความพยายามแค่เพียงต้องการให้มีการกระจายอำนาจแต่ไม่เกิดผลในทางปฏิบัติแม้แต่ครั้งเดียวเพราะ “ตำรวจ” เป็นองค์กรแห่งอำนาจไม่ว่าตัวตำรวจเอง ทหาร นักการเมือง ต่างมองไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นองค์กรใหญ่ที่มีอำนาจ มีศักดิ์ศรี ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังที่จะขอเข้าไปใช้อำนาจร่วมจึงเป็นปัญหาต่อการแก้ไขและเปลี่ยนแปลงหรือที่กำลังร้อนๆอยู่ในขณะนี้ก็เช่นกันคือ กฎหมายลูกว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ สนช.มีมติผ่านไปเรียบร้อยแล้ว มี 2 ประเด็นสำคัญ1. พิจารณาคดีลับหลังได้2. ไม่นับอายุความหากไม่มาพิจารณาคดีฝ่ายที่เห็นด้วยบอกว่าเป็นเรื่องที่ดีเพื่อปิดช่องโหว่ของกฎหมายแก้ปัญหาผู้ถูกกล่าวหาหนีคดีทำให้ไม่สามารถพิจารณาคดีได้ อีกทั้งปิดโอกาสที่คดีจะหมดอายุความหากกฎหมายออกมาอย่างนี้จะทำให้การพิจารณาคดีสามารถดำเนินการได้จนถึงที่สุด และผู้ถูกกล่าวหาคงไม่คิดที่จะหนีเพราะหนีไปนานแค่ไหนก็ยังไม่พ้นผิดได้ฝ่ายที่คัดค้านไม่ได้มองที่หลักการของกฎหมายแต่ไปมองในแง่ที่ว่าการออกกฎหมายนี้เพราะต้องการจัดการกับนักการเมืองบางคนและขัดกับหลักการด้านมนุษยธรรมพรรคเพื่อไทยเพ่งเล็งไปที่เรื่องนี้เป็นหลักและออกมาคัดค้านถ้าจะว่ากันไปแล้วหากไม่คิดจะกระทำความผิดก็ไม่ต้องไปพะวงต่อเรื่องนี้ หรือหากต้องการสร้างระบบความยุติธรรมก็ต้องเห็นดีด้วยเว้นแต่อะไรล่ะ...ก็เพราะไปกระทำความผิดความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นการต่อสู้กันด้วยข้อมูลหลักฐานและยังไม่รู้ว่ากระทำผิดจริงหรือเปล่า เพราะต้องอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลยุติธรรมก็ไม่เห็นต้องไปกลัวอะไรที่สำคัญ กฎหมายนี้เป็นหลักที่บังคับใช้กับคนการเมืองทุกคนรัฐบาลชุดนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาเดียวกันไม่เห็นว่าจะเป็นปัญหาอะไรเลยอุปสรรคของการปฏิรูปมันจึงออกมาอย่างนี้แหละ...“สายล่อฟ้า”