เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผมไปนอนโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต มา 3 คืนครับผมไม่ได้ล้มป่วยเองหรอกครับ ไปนอนเฝ้าแม่บ้านผมที่จู่ๆก็ปวดท้องกะทันหัน และสงสัยว่าจะเป็นโรค “ไส้ติ่งอักเสบ” ซึ่งก็ปรากฏว่าเป็นจริง จึงไปนอนให้น้องๆชาวหมอธรรมศาสตร์ช่วยเจี๋ยนให้แม้จะเป็นการผ่าตัดเล็กแต่ก็ต้องนอนพักฟื้นอยู่ถึง 3 คืน ผมก็เลยอาสาไปนอนค้างเป็นเพื่อนเธอ เพื่อชดเชยที่เธอไปนอนค้างเป็นเพื่อนผม เมื่อตอนผมผ่าตัด “บายพาส” หัวใจที่โรงพยาบาลรามาธิบดีหลายปีก่อนโน้นด้วยเหตุที่ผมเป็นคนตื่นเช้าและชอบเดินออกกำลังตอนเช้าๆ จึงลุกขึ้นมาเดินรอบๆโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ตลอดทั้ง 3 เช้าที่ผมเฝ้าไข้แม่บ้านผมอยู่ (โดยสวมแมสก์อย่างมิดชิด และพกขวดแอลกอฮอล์จิ๋ว พร้อมฉีดเป็นอาวุธคู่กายอยู่ตลอดเวลา)เห็นคนไข้ที่เนืองแน่น เห็นความเจริญงอกงามของโรงพยาบาล ที่กำลังก่อสร้างและขยายโน่นขยายนี่เป็นการใหญ่แล้วก็อดภูมิใจเสียมิได้ ในฐานะศิษย์เก่าคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยเก่าแก่อันดับ 2 ของประเทศแห่งนี้ภูมิใจตั้งแต่เห็นชื่อเต็มๆของโรงพยาบาลที่มีอักษรตัวเบ้อเริ่มบนหลังคาชั้นสูงสุดของตัวอาคารโรงพยาบาลที่ว่า “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” แล้วละครับในคอลัมน์ซอกแซกของผมเมื่อปี 2535 ได้เขียนถึงโรงพยาบาลแห่งนี้ว่า ในหลวง ร.9 โปรดเกล้าฯ พระราชทานนามว่า “โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ” และเสด็จพระราชดำเนินทรงประกอบพิธีวาง ศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ.2529โรงพยาบาลเปิดให้บริการประชาชนครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ.2530 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในมหามงคลสมัยที่พระองค์ท่าน เจริญพระชนมพรรษาครบ 5 รอบ ใน พ.ศ.ดังกล่าวเมื่อตอนที่ผมเขียนซอกแซกแนะนำโรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติครั้งแรกนั้น มีอาคารหลักๆเพียง 2 อาคารเท่านั้น...ต่างกับในช่วง 3 เช้าที่ผมเดินออกกำลังไปรอบๆ ซึ่งน่าจะมีเพิ่มขึ้นอีกหลายต่อหลาย อาคารจนนับไม่หวาดไม่ไหวเห็นแล้วก็ปลื้มใจดังได้พรรณนาไว้หลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่เริ่มเขียนคอลัมน์วันนี้ทั้งปลื้มใจในความสามารถของพี่ๆเพื่อนๆและน้องๆชาวธรรมศาสตร์ที่ช่วยกันพัฒนาโรงพยาบาลแห่งนี้จนเจริญรุ่งเรือง และเป็นที่ยอมรับของพี่น้องประชาชนในเขต กทม.ด้านเหนือไปจนถึงชาวปทุมธานี ชาวนนทบุรี ชาวอยุธยา และชาวอ่างทอง ฯลฯและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่โปรดเกล้าฯ พระราชทานนาม ทรงวางศิลาฤกษ์ และโปรดเกล้าฯ ให้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี (พระยศในขณะนั้น) เสด็จฯ เป็นประธานในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อ 29 มีนาคม 2531นอกจากนี้ ช่วงที่เดินผ่านตึก “ฉุกเฉิน” ผมอ่านพบข้อความอันเป็น “อมตะ” ที่พวกเราชาวธรรมศาสตร์ยึดมั่นอยู่เสมอ...และทางโรงพยาบาลได้นำมาประดับไว้อย่างเด่นชัดได้แก่ข้อความที่ว่า “ฉันรักธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน” นั่นเองสำหรับรุ่นที่ผมเข้าเรียน ซึ่งเป็นการสอบเข้ารุ่นแรก พ.ศ.2503 นั้น นอกจากธรรมศาสตร์จะสอนให้พวกเรารักประชาชนแล้ว ยังสอนให้รัก ชาติ–ศาสนา–พระมหากษัตริย์ อีกด้วยขยายความถึงสิ่งที่พวกเราชาวธรรมศาสตร์ควรรักควรหวงแหนเพิ่มขึ้นอีกให้ครบถ้วนว่าอย่างนั้นเถิดผมจำได้ว่ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในอดีตมีความสัมพันธ์กับสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างลึกซึ้ง และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากในหลวงรัชกาลที่ 9 มาโดยตลอดพระองค์ท่านเสด็จฯไปพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ติดต่อกันถึงกว่า 40 ปี นับแต่ พ.ศ.2493 จนถึง พ.ศ.2537ที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตผมก็คือ ก่อนผมเรียนจบ 1 ปี ในหลวง ร.9 ได้เสด็จมาทรงดนตรีที่หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทรงนำทำนองเพลงพระราชนิพนธ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (หรือยูงทอง) มาบรรเลงเป็นครั้งแรก พร้อมกับทรงปลูกต้น “หางนกยูง” พระราชทาน แก่มหาวิทยาลัย 5 ต้น เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2506ผมอยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วยและไม่เคยลืมเลยตราบทุกวันนี้.(อ่านต่อพรุ่งนี้)“ซูม”