ภาพแห่งความโศกเศร้าในวันที่ 13 ต.ค.2559 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่ 9 เสด็จสวรรคต สร้างความเสียใจครั้งยิ่งใหญ่แก่คนไทยทั้งประเทศ เพราะพระองค์คือศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติความเสียใจครั้งนั้นกลายเป็นแรงผลักดัน...เปลี่ยนจาก “คำพูด” ออกมาเป็น “แรงบันดาลใจ” ของ “การลงมือทำ” เริ่มจากสิ่งเล็กน้อยใกล้ตัว ที่ต้องการถ่ายทอด “คำสอนของพ่อ” ออกมาเป็นผลงานด้านศิลปะ...ในภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ในด้านต่างๆ บำบัดทุกข์ บำรุงสุข นำความร่มเย็นมาสู่อาณาประชาราษฎร์ ด้วยการวาดภาพเทคนิคพิเศษ ใช้ปากกา Sakura Micron.003 และ .005 มีขนาดเล็กที่สุด...และ “ลงจุด”...เป็นองค์ประกอบหลักของการวาดภาพครั้งนี้ที่เรียกกันว่า stippling หรือเทคนิคการแรเงาด้วยจุดปากกา ตามความเข้มของการแรเงา และจำนวนจุดเพิ่มเข้าไปให้เกิดเป็นภาพเหมือนจริง จุดประสงค์ให้บุคคล...เกิดพลังแรงบันดาลใจ...ระลึกถึงพระราชดำรัสของพระองค์ ที่แฝงด้วยคติสอนใจ...นำมาประพฤติปฏิบัติให้มีความสุข ความสำเร็จ...เทคนิคการแรเงานี้เกิดจาก แสง จันทร์ฉาย ศิลปินวาดภาพจุด เจ้าของผลงาน เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยท่องเที่ยวตามจังหวัดต่างๆ มีโอกาสเห็นศิลปินต่างชาติท่านหนึ่ง ใช้ปากกาเพียงด้ามเดียววาดภาพขาวดำ ด้วยวิธีลงจุดมากกว่า 3 ล้านจุด ในภาพวาดออกมานี้บ่งบอกถึงความตั้งใจและอุตสาหะ ของผู้วาดอย่างมากทว่า...ด้วยความที่เรียนจบนิเทศศาสตร์ ทำให้ไม่มีพื้นฐานด้านศิลปะ แต่ความจงรักภักดีที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 ผลักให้เกิดแรงบันดาลใจ...ในความตั้งใจของการวาดภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ส่งต่อคำสอนพ่อหลวง...ให้ประชาชนคนรุ่นใหม่ มีกำลังใจ น้อมรำลึกถึงที่พระองค์ทรงงาน มีพระอัจฉริยภาพหลายด้าน...ที่ล้วนมีประโยชน์แก่ปวงชนชาวไทยจนหาที่สุดมิได้นับตั้งแต่ปี 2550 ย้ายมาอาศัยกับน้องสาว ใน อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เริ่มฝึกฝนวาดภาพแบบง่ายๆ เช่น ภาพการ์ตูน ธรรมชาติ ทะเล และภาพเหมือน ในระหว่างฝึกฝนวาดภาพอยู่นั้น...บ่อยครั้งขบวนรถยนต์พระที่นั่ง ในหลวงรัชกาลที่ 9 วิ่งผ่านหน้าบ้าน เสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวลทุกครั้งรีบวางดินสอวาดภาพ หรือพู่กันระบายสี และวิ่งมารอรับเสด็จ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้รู้สึกตื่นเต้น ปลาบปลื้มใจและมีความประทับใจอย่างยิ่งกระทั่งวันที่ 13 ต.ค.2559 ถือว่าเป็นวันหนึ่ง...มีความเสียใจที่สุดในชีวิต กลายเป็นจุดประกายความตั้งใจจากแรงบันดาลใจ...ในการวาดภาพลงจุดแรเงาด้วยปากกา พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีความตั้งใจวาด 9 ภาพ จากที่พระองค์ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆในการน้อมนำแนวพระราชดำริ หลักการทรงงานและทรงประกอบพระราชกรณียกิจ พระราชวิริยอุตสาหะ พระราชหฤทัยเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงอาทรห่วงใยในอาณาประชาราษฎร์ และพระอัจฉริยภาพด้านต่างๆ ที่เป็นแบบอย่างของแนวทาง และเป็นแรงบันดาลใจในการประกอบชีวิต ผ่านการสร้างสรรค์งานศิลปะนี้จากนั้นวันที่ 30 ต.ค.2559 เริ่มลงมือวาดภาพจุดด้วยปากกา ภาพแรก ...พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ขณะทรงแย้มพระสรวล ภาพมีขนาด เอ 3 หรือ 297×420 มม. ได้ลงมือวาดภาพวันละ 8-9 ชั่วโมง สามารถวาดเสร็จภายใน 10 วัน ส่งผลให้กล้ามเนื้อข้อมืออักเสบรุนแรงต้องพักฟื้นอาการบาดเจ็บ 2 เดือนเมื่ออาการกล้ามเนื้อข้อมืออักเสบบรรเทาดีขึ้น เริ่มลงมือวาดภาพจุด ภาพที่สอง...พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดนตรีแซกโซโฟน ขนาดภาพ เอ 2 หรือ 420×594 มม. ที่ลงมือวาดจุดวันละ 4 ชั่วโมง ใช้เวลา 5 เดือน เพราะมีอาการเจ็บกล้ามเนื้อข้อมือตลอด ทำให้ต้องพักฟื้นบ่อยขึ้นถัดมาเป็น...ภาพที่สาม...พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงถ่ายภาพ ขนาด เอ 2 หรือ 420×594 มม. ใช้เวลา 4 เดือน ภาพที่สี่... พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 พระเสโท (เหงื่อ) หยดเล็กๆ ตรงปลายพระนาสิก (จมูก) ที่ทรงทุ่มเทพระวรกายมาตลอด เพื่อประโยชน์ผาสุกของพสกนิกร มีขนาด เอ 2 หรือ 420×594 มม. ใช้เวลา 2 เดือนต่อด้วย...ภาพที่ห้า...พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเรือใบ “ไมโครมด” ภาพมีขนาด เอ 1 หรือ 841×1189 มม. ซึ่งเป็นภาพขนาดใหญ่ ใช้เวลา 1 ปี และภาพที่หก...ที่กำลังลงวางจุดนั้น คือ พระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ฉลองพระองค์จอมทัพไทย มีขนาด เอ 2 หรือ 420×594 มม.ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนถึงพระอัจฉริยภาพ พระวิริยอุตสาหะ ที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกรของพระองค์ตลอดมา...ทำให้ทุกขั้นตอนของการวาดภาพต้องทำอย่างตั้งใจประณีตที่สุด เพราะแต่ละภาพมีการลงจุดไม่ต่ำกว่า 1 ล้านจุด ที่ขึ้นอยู่กับความละเอียดของภาพด้วย ใช้ความเร็วในการลงจุด 150-180 ครั้งต่อนาทีการวาดภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 จำนวน 5 ภาพ มีการลงจุดด้วยปากกาประมาณ 9 ล้านจุด หมายความว่า...ต้องสะบัดข้อมือ 9 ล้านครั้ง ที่ใช้ความเพียรพยายามอย่างมาก ในการค่อยๆ ลงจุดไปเรื่อยๆ จะเร่งรีบไม่ได้ เพราะหากผิดพลาด ไม่สามารถลบหรือแก้ไขใหม่ได้ ต้องเริ่มต้นทำใหม่เท่านั้นในการวาดภาพ stippling เกิดขึ้นมานาน...แต่ศิลปินไม่มีใครนิยมทำกัน สาเหตุต้องใช้เวลาสร้างสรรค์นานหลายเดือนและเสี่ยงต่อการได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อจากการเกร็งข้อมือลงจุด ในประเทศไทยมีการเรียนการสอนในห้องเรียน แต่ยังไม่เห็นศิลปินคนใด ยึดทำเป็นอาชีพเท่าที่ควรทำให้มีความตั้งใจอยากสร้างสรรค์ผลงานนี้ แม้รู้ว่าเป็นเรื่องยาก ที่ต้องทนกับความเจ็บปวดกล้ามเนื้อข้อมืออักเสบ แต่เพื่อส่งต่อ “คำสอนของพ่อหลวง” ให้กับประชาชนและคนรุ่นใหม่ มีกำลังใจ น้อมนำหลักความเพียรและความอดทน มาเป็นแนวทางหลักคิด เป็นที่ตั้ง เมื่อมีความเพียร ความอดทน จะไม่มีคำว่า...“ย่อท้อโดยง่าย” ส่งผลให้ชีวิตประสบความสำเร็จเจริญรุ่งเรือง“ตั้งใจวาดพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วยวิธีภาพ stippling จำนวน 9 แบบ และดำเนินการเสร็จแล้ว 5 แบบ ใช้เวลา 3 ปี เพราะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดของอาการข้อมืออักเสบรุนแรง ในบางครั้งวาดภาพจุดไปด้วย...ก็ร้องไห้ไปด้วยความเจ็บปวดทรมาน...แต่ต้องทำสำเร็จให้ได้” แสง ว่าซึ่งการลงมือวาดภาพจุดด้วยปากกา ต้องทำจิตใจ...สมอง...ว่างเปล่า ในทุกเช้าจะนั่งสมาธิประมาณ 30 นาที ต่อด้วยออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง ว่ายน้ำ หากอารมณ์หงุดหงิด มีความโกรธ จะไม่จับปากกา...แต่จะใช้วิธีการนั่งสมาธิระงับอารมณ์ให้เกิดเป็นความสุข เพื่อให้ภาพออกมาอย่างงดงามที่สุดกลายเป็นผลดีตามมา...เกิดความคิดสร้างสรรค์เข้าถึงวิจารณญาณแห่งความสงบของจิตใจ นำไปสู่การขัดเกลาจิตใจ ไม่ใช้อารมณ์ตัดสิน ในการใช้ชีวิตประจำวัน ทำให้เกิดเป็นความสุขสงบของชีวิตแบบเรียบง่าย ที่ได้มาจากความละเมียดละไมกลมกลืนของการวาดภาพครั้งนี้ที่ผ่านมาหากมีหน่วยงานใด...จัดนิทรรศการก็นำภาพออกโชว์ พร้อมสาธิตวาดภาพจุดด้วยปากกาให้กับประชาชนชมกัน ซึ่งมีบุคคลสนใจและขอซื้อมากมาย มีราคาสูงสุดอยู่ที่ 6 หลัก แต่ไม่ขาย...มีความตั้งใจวาดภาพให้ครบ 9 แบบก่อน หากใครสนใจอาจเปิดประมูล เพื่อนำรายได้ทั้งหมดมอบให้กับ รพ.ศิริราชหรือโรงพยาบาลอื่น แต่ก็ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่ เพราะการประมูลแบบนี้ต้องเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง แต่เรามีความตั้งใจและแรงบันดาลใจ...ในงานศิลปะเท่านั้นสิ่งเล็กๆ เกิดจากแรงบันดาลใจ กลายเป็นสิ่งสูงค่าทางจิตใจแห่งความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้.