พระศากยวงศ์วิสุทธิ์(พระ ดร.อนิลมาน ธมฺมสากิโย) วัดบวรนิเวศวิหาร ในนามองค์การพุทธศาสนิกสัมพันธ์แห่งโลก (พสล.) และอธิการบดีมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งโลก เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าประชุมระหว่างองค์กรศาสนาและการเมืองระดับโลกนั่นคือ การประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น ครั้งที่ 16 เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2560 จัดขึ้น ณ พระราชวังแห่งสันติภาพและการปรองดอง (Palace of Peace and Reconciliation) หรือ “พีระมิดแห่งสันติภาพและความสามัคคี” เมืองอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถานจุดประสงค์ของการจัดงานคือ ต้องการหาความร่วมมือระหว่างศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น กับฝ่ายการเมืองของประเทศต่างๆ โดยมี ฯพณฯ Kassym-Jomart Tokayev ประธานวุฒิสภาแห่งสาธารณรัฐคาซัคสถาน และประธานคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่นเป็นประธานในการประชุมผู้นำทางศาสนาเข้าร่วม 40 คน อาทิ ผู้แทนศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาฮินดู ศาสนาชินโต และผู้แทนศาสนาพุทธนิกายอื่นๆฝ่ายการเมืองนั้นประกอบไปด้วย ผู้แทนรัฐบาลสาธารณรัฐคาซัคสถาน และนักการทูต ข้าราชการ นักการเมือง พลเรือน และนักบวชของศาสนาต่างๆ ที่เชิญมาจากประเทศต่างๆทั่วโลก บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างมิตรภาพ เสมือนหนึ่งแสงแห่งสันติภาพสาดทอไปทั่วงาน มีคณะกรรมาธิการเลขาธิการเสนอความคิดเห็นกันหลากหลาย เพื่อนำไปสู่เป้าหมายของสภาฯ ที่ต้องการให้การพบปะ เสวนา ระหว่างศาสนาและวัฒนธรรม เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจและความเคารพระหว่างชุมชนของทุกศาสนิกอย่างลึกซึ้งและมั่นคงเอกอัครราชทูต Abdel Rahman Moussa ที่ปรึกษาด้านต่างประเทศของคณะกรรมการโต๊ะอิหม่ามประเทศอียิปต์ นำเสนอเพื่อรับทราบต่อสภาฯเรื่อง ปัญหาการอพยพของชาวโรฮีนจา อันสืบเนื่องมาจากความขัดแย้งทางด้านศาสนาในประเทศเมียนมา สร้างความสนใจกับผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนทั้งทางศาสนาและการเมืองหลังแสดงความคิดเห็นกันอย่างกว้างขวาง พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ ตัวแทนจากประเทศไทย ได้แสดงธรรมทัศนะว่า เวทีนี้น่าสนใจ เพราะมีผู้นำทางการเมืองกับผู้นำทางศาสนามาเจอกัน ปกติแล้วการประชุมแต่ละครั้ง ถ้าเป็นการประชุมทางศาสนา ศาสนาก็ประชุมกันไป การประชุมทางการเมือง การเมืองก็ประชุมกันไป ไม่มีการเกี่ยวข้องกันดังนั้น จึงถือว่าเป็นเวทีพิเศษ ที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายมาพบกัน และที่สำคัญรัฐบาลของคาซัคสถานเป็นผู้กำหนดนโยบาย และเป็นตัวตั้งตัวตีเองการประชุมโดยปกติ “มักจะพูดวนไปวนมา แม้ทางฝ่ายศาสนาตกลงกันได้ แต่ก็ไม่มีอำนาจใดๆในการทำ และฝ่ายนักการเมืองก็โทษฝ่ายศาสนาอีก แต่คราวนี้รัฐบาลจัดให้ทั้งสองฝ่ายคุยกันในหลายๆเรื่อง อย่างเรื่องบางเรื่องไม่ชัดเจนว่าสาเหตุเกิดขึ้นมาจากศาสนาหรือการเมืองกันแน่ หรือบางครั้งก็แยกกันไม่ออก ดังนั้น เราจะมีวิธีการแก้ไขอย่างไร เมื่อได้ผลจากการประชุมแล้ว ว่ามีเป็นข้อๆอย่างไรออกมา จนเป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้ นักการเมืองก็จะแนะนำได้ว่า อันไหนทำได้ อันไหนทำไม่ได้ ติดกฎหมายตรงไหน จะหาวิธีการแก้ไขกันอย่างไร ส่วนเรื่องของนักการเมือง ทางฝ่ายศาสนาก็สามารถท้วงติงได้”เท่ากับเปิดโอกาสให้ทุกศาสนา “มีอะไรก็มาคุยกัน ตัดสินใจร่วมกัน เพื่อเอาไปเป็นนโยบายของแต่ละประเทศ”สำหรับจุดยืนของ พสล.ในการประชุมครั้งนี้ “โดยภาพรวมแล้ว เขาถือเอา พสล.เป็นตัวแทนประเทศไทย เพราะเป็นประเทศที่ตั้งของพสล. เมื่อเขาพิจารณาเรื่องใดกระทบต่อพระพุทธศาสนา ทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เราก็จะค้านตรงนั้นได้ หรืออะไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาโดยตรง เราก็รับมาดำเนินการได้”เป้าหมายที่วางไว้สวยงามนั้น “ปัญหามันก็มีอยู่นิดหนึ่งว่า เราชาวพุทธ สิ่งที่คุยกันระดับนี้ บางครั้งอาจจะไม่เป็นปัญหา เพราะการที่ผู้ใหญ่มานั่งคุยกันตรงโต๊ะกลม ทุกคนมาด้วยใบหน้าที่ชื่นบาน มีความสามัคคี มีแต่ปัญญาชนทั้งนั้น แต่คนที่สร้างปัญหาอยู่ในท้องถิ่นต่างๆ ประเทศต่างๆ ไม่มานั่งอยู่ในโต๊ะกลมด้วย”แล้วจะไปแก้ปัญหาได้อย่างไร “พวกเรามานั่งคุยกันได้อย่างชื่นมื่น เพราะเราไม่มีปัญหากันแล้ว กลายเป็นภาพที่น่าคิดว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นในโลกนั้น การแก้เราไปแตะปัญหาที่แท้จริงหรือเปล่า อย่างนักการทูตจากอียิปต์บอกว่า ปัญหาพุทธกับอิสลามมีมากขึ้น แต่เราก็พยายามบอกว่าใช่ เราจะไปโบ้ยให้ตรงนั้นตรงนี้ แล้วโต๊ะกลมตรงนี้แก้ได้ไหม”ดังนั้น ทางออกของปัญหาคือ “ควรจะมีการประชุมที่มีผลบังคับไปใช้กันได้ในองค์กรของศาสนานั้นๆเอง คือคนในศาสนาเดียวกันคุยกันเอง แก้ไขปัญหากันเองได้”สรุปก็คือ แนวทางในการแก้ปัญหา ไม่ว่าศาสนาใด ให้ศาสนานั้นๆ พูดคุยหาทางแก้ไขกันเอง เพราะ “คนนอก” ไปพูดอย่างไร “คนใน” ก็คงไม่มีใครฟังในการประชุมผู้นำศาสนาโลกแต่ละคราว “ก็น่าจะมีอะไรออกมาจากการประชุม อย่างให้แต่ละศาสนาหาวิธีสร้างเวทีเล็กขึ้นมาพูดกัน แล้วหาวิธีประนีประนอมกันเองว่าได้หรือไม่ เพราะทุกศาสนาก็มีการเรียกร้อง”แต่ “เราจะเอานโยบายหลักไปพูดกับกลุ่มเล็กๆ อาจจะพูดกันไม่รู้เรื่อง การเอานโยบายหลักไปเป็นรูปธรรม โดยแต่ละศาสนาก็หาวิธี อาจจะเอากลุ่มรุนแรงและไม่รุนแรงมาพูดคุยกัน ทั้งกลุ่มที่มีปัญหาและไม่มีปัญหา กระบวนการอย่างนี้ก็จะแก้ปัญหาระดับท้องถิ่นนั้นได้”น่าเสียดายว่า “ตอนนี้เราคุยกันคนละเวที เวทีใหญ่เราคุยกันรูปออกมาสวย อย่างพระกอดกับบาทหลวง แต่ภาพเหล่านี้เป็นภาพจริงๆ หรือไม่ หรือว่าเป็นภาพสร้าง เพราะฉะนั้นปัญหาต่างๆต้องลงไปดูข้างล่าง ระดับแต่ละท้องถิ่น ให้แต่ละศาสนาไปหากันว่าจะแก้กันอย่างไร”กระบวนการแก้ปัญหาของแต่ละศาสนาไม่เหมือนกัน “อย่างศาสนาคริสต์ เขามีศูนย์กลางใหญ่ แต่ว่าของพุทธไม่มีศูนย์กลาง พระพุทธเจ้าปรินิพพานไป พระพุทธองค์ไม่ได้ทรงตั้งใครเป็นตัวแทนในเรื่องของการกำกับดูแลพระภิกษุสงฆ์ เราเองพระสังฆราชก็ไม่ใช่ว่าจะไปควบคุมอะไรใครได้ เราไม่ได้มีลักษณะแบบศูนย์กลาง แต่ของศาสนาคริสต์และอิสลามเขามี และเขามีอำนาจมากกว่ารัฐบาล”ในการประชุมครั้งที่ 16 นี้ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ศาสนาและประชาสังคม สาธารณรัฐคาซัคสถาน ฯพณฯ เบริก อาร์น (Berik ARYN) ได้นำเสนอข้อสรุปของสาธารณรัฐคาซัคสถาน ในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ เสนอต่อการประชุมคณะกรรมาธิการเลขาธิการสภาฯนอกจากนี้ ประธานในที่ประชุมฯ ได้แจ้งให้ทราบว่า ทางสภาฯ จะมีกระบวนการในการคัดเลือกผู้สมควรที่จะได้รับรางวัลอัสตานานานาชาติ เพื่อสานเสวนาศาสนสัมพันธ์ (Astana International Award for Interfaith Dialogue) และเหรียญเกียรติยศแห่งสภาผู้นำศาสนาโลกและศาสนาท้องถิ่น (Medal of Honor of the Congress of the Leaders of World and Traditional Religions) ในปีหน้าและปีต่อๆไปรัฐบาลคาซัคสถานได้มอบเหรียญที่ระลึกครบรอบ 25 ปี การประกาศอิสรภาพของสาธารณรัฐคาซัคสถาน โดยรัฐบาลได้คัดเลือก พระศากยวงศ์วิสุทธิ์ เป็นผู้ที่เหมาะสมขึ้นรับเหรียญดังกล่าว สำหรับการจัดการ ประชุมครั้งต่อไป จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคม พ.ศ.2561 ณ เมืองอัสตานา สาธารณรัฐคาซัคสถานพระ ดร.อนิลมานสรุปว่า การร่วมประชุมครั้งนี้ ได้พยายามสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างพระพุทธศาสนาและผู้นำศาสนา พร้อมกับชี้แจง อธิบายและปกป้องจุดยืนของพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาแห่งสันติภาพ.