อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นข่าวโด่งดังอีกครั้ง เมื่ออัยการสั่งฟ้องตาม ป. อาญา ม.112 ความผิดที่คนทั่วไปเรียกว่า “การหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” แม้จะส่งทนายความไปแจ้งต่ออัยการสูงสุด ว่านายทักษิณไม่สามารถมาฟังคำสั่งตามนัดได้ ในวันที่ 29 พฤษภาคม เพราะ “ติดโควิด” แต่อัยการสั่งให้ไปพบอีกครั้ง 18 มิถุนายนเพื่อนำตัวส่งฟ้องต่อศาล ถ้าผิดนัดอีก อาจจะต้องให้ตำรวจนำตัวมา มูลเหตุของคดีนี้มาจากนายทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อเกาหลีใต้ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2558 และอัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2559 แต่นายทักษิณไม่อยู่ในประเทศและเดินทางกลับไทยเมื่อ สิงหาคม 2566ทันทีที่กลับถึงไทย นายทักษิณได้ยื่น “ขอความเป็นธรรม” ต่ออัยการสูงสุดการขอความเป็นธรรม เป็นกระบวนการขอให้เลื่อนการฟังคดีออกไปก่อน เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีเวลาในการหาพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดี อัยการสูงสุดให้เวลานายทักษิณมาฟังคำสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ในวันที่ 29 พ.ค. 2567 แต่ให้ทนายขอเลื่อนนัด ก่อนถึงนัดแค่วันเดียวในวันที่สื่อมวลชนประโคมข่าวนายทักษิณ ขอเลื่อนเวลานัดเพราะ “ติดโควิด” กลายเป็นข่าวที่สร้างความฮือฮา เป็นหัวข้อการพูดคุยของชาวบ้านตามสภากาแฟและตลาดร้านค้า เป็นข่าวที่คนสนใจและต้องติดตามกันต่อไปเหมือนกับตอนที่นายทักษิณกลับบ้าน โดยไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว ที่มีเสียงวิพากษ์เป็น “นักโทษเทวดา”คราวนี้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่อง “ผู้ต้องหา หรือจำเลยเทวดา” หรือไม่ ความเห็นลักษณะนี้กระทบอย่างรุนแรงต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ มีอภิสิทธิ์ชนเหนือกฎหมายกลายเป็น “ระบบเทวาธิปไตย” รัฐบาลกลายเป็นเป้าการโจมตีทางการเมือง นอกจากแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนไม่ได้กระบวนการยุติธรรมก็ล่มสลายที่ผ่านๆมา คดีที่ถูกฟ้องตาม ป.อาญา ม.112 ผู้ต้องหามักจะไม่ได้ประกันตัว ทั้งๆที่เป็นสิทธิ์ของประชาชน ที่ระบุไว้ในกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่รัฐธรรมนูญอาจไม่ใช่กฎหมายสูงสุด พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่าควรยึดหลัก จำเลยที่ศาลยังไม่ได้ตัดสิน ควรได้ประกันทุกคน“ทุกคน” ก็คือ “ทุกคน” ไม่มียกเว้นให้ใครเป็นอภิสิทธิ์ชน ต้องไม่ยึดหลัก “คุกมีไว้ขังคนจน” คดีนี้ทำให้มวลชนหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหว เช่นกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปประเทศไทย มูลนิธิประชาชนป้องกันสถาบัน และกองทัพธรรม รัฐบาลที่อ้างว่าเป็นผู้นำประชาธิปไตยต้องไม่ยอมให้กระบวนการยุติธรรมล่มสลาย.คลิกอ่านคอลัมน์ “บทบรรณาธิการ” เพิ่มเติม