อยู่ไปนานๆก็รู้สึกเฉยๆกับ การตั้งรัฐบาลปรับ ครม. หรือใครจะเข้า ใครจะออก ใครจะมีตำแหน่งแห่งหนประการใด พฤติกรรมการเมืองเปลี่ยนแปลงไป ในอดีต คนที่จะมาเป็นผู้แทนราษฎร มาเป็นนายกรัฐมนตรี มาเป็นรัฐมนตรี ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและรอบคอบพอสมควร ไม่ใช่เอาใครก็ได้ แต่ต้องเอาใครที่ทำงานได้ ไม่จำเป็นว่า รมว.กลาโหมจะต้องมาจากกองทัพเสมอไป แต่ต้องเข้าใจงานของกองทัพและได้รับการยอมรับจากกองทัพ คนที่จะเป็นรัฐมนตรีกระทรวงหลักได้ เช่น มหาดไทย กลาโหม คมนาคม เกษตรฯ พาณิชย์ พลังงาน คลัง ต้องไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน โดยเฉพาะกระทรวงการคลังและกระทรวงคมนาคม จะต้องคัดสรรมาเป็นพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับตัวเลขทางเศรษฐกิจจำนวนมหาศาลและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ต่างตอบแทน นำไปสู่การทุจริตเชิงนโยบายในอดีต สมัยทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้นำ เคยแยกบัญชีผู้บริหารในพรรคเป็นสองประเภท คือ บัญชี สส.ฝ่ายนิติบัญญัติที่จะทำหน้าที่ในสภาและบัญชี รมต.ที่จะมาทำหน้าที่ฝ่ายบริหาร ไม่ก้าวก่ายกัน แต่มาระยะหลังๆบรรดา สส.ไม่ยอมเพราะลงทุนไปเยอะ การเลือกตั้ง สส.มีการแข่งขันมากขึ้น ต้องใช้กระสุนมากเป็นพิเศษมาจนถึงยุคปัจจุบัน นอกจากจะใช้กระสุนแล้ว ยังจะต้องมีกระแสอีกด้วย การจะสร้างกระแสได้ก็ต้องอาศัยสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ทำให้เกิดอาชีพรับจ้างสร้างกระแสขึ้นมา ใครไม่มีสื่อไม่มีกระแส ทำงานเก่งแค่ไหน ก็เป็น รมต.ที่โลกลืมอยู่ดี ส่วนคนที่ทำงานพอไปวัดไปวาได้ก็จะต้องพึ่งกระแสบ้างพอสมควร คนที่ไม่เอาถ่านทำงานไม่เป็นก็ต้องพึ่งกระแสมากหน่อย ทุกอย่างมีค่าใช้จ่ายเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าจะจ่ายมากจ่ายน้อยก็เลยเกิดอาชีพล็อบบี้ยีสต์ขึ้นมาสมัยก่อน พวกที่หากินกับการเมืองประเภทนี้ ถูกมองว่าเป็นเหลือบ สร้างผลงานโดยการเชลียร์อย่างเดียวเมื่อมีผู้รับและผู้จ่ายก็เลยกลายเป็นระบบอุปถัมภ์อย่างเป็นล่ำเป็นสัน ในที่สุด ระบบอุปถัมภ์ ที่เคยกระมิดกระเมี้ยน ก็ทำกันเป็นมืออาชีพ หนักเข้าแทรกซึมกันไปทุกสาขาอาชีพ จนเป็นที่มาของผู้มีอิทธิพล การทุจริตคอร์รัปชัน โกงกิน โดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ในเมื่อกฎหมายก็อยู่ภายใต้ระบบอุปถัมภ์ไปเสียแล้วระบบอุปถัมภ์ ไม่ต่างจาก อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ และอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญก็คือ ระบบอุปถัมภ์ เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ประเทศไทยไม่พัฒนาและยังเป็นประเทศที่จัดอยู่ในกลุ่มที่กำลังพัฒนา ที่เล่ามาทั้งหมดนี้เพื่อจะชี้ให้เห็นถึงต้นตอของความไม่พัฒนาทั้งเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทยการเลือก สว.ก็ดี การเลือกตั้ง สส.ก็ดี กกต.ให้คำนิยามของการเลือกตั้งว่า ให้เลือกคนดีเข้าสภา เรื่องนี้คงไม่ต้องอธิบายอะไรให้เมื่อยตุ้ม กฎหมายทำให้มีช่องโหว่ ก็เลยเกิดช่องว่าง ที่ไม่สามารถจะแยกอะไรดีอะไรเลวได้ไม่ว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร ไม่ว่าจะแก้กฎกติกากันอย่างไร เช่นสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องการให้ผู้นำประเทศต้องสัมผัสกับชาวบ้าน ตาดูดาวเท้าติดดิน ไปแก้รัฐธรรมนูญให้นายกฯจะต้องมาจาก สส. พอยึดอำนาจเสร็จแก้กลับนายกฯไม่ต้องมาจาก สส.ก็ได้ รัฐธรรมนูญปี 60 ให้นายกฯมาจากบัญชีนายกฯของพรรคการเมือง จะเป็น สส.หรือไม่เป็น สส.เป็นใครก็ได้ สว.ให้สมัครกันเข้ามาแล้วมาเลือกกันเองอีนุงตุงนัง เสียท่าระบบอุปถัมภ์จนได้.หมัดเหล็กmudlek@thairath.co.thคลิกอ่านคอลัมน์ "คาบลูกคาบดอก" เพิ่มเติม