มายาการเมืองมันต้องมีเล่ห์เพทุบายที่เขาเรียกขานด้วยคำพูดให้ไพเราะว่า “กุศโลบาย” ซึ่งจะพาไปสู่ ความสำเร็จได้“เพื่อไทย” กว่าจะฝ่าอุปสรรคมาถึงจุดนี้ได้ก็เหนื่อยไม่น้อย อีกไม่กี่วันคงได้นายกรัฐมนตรีสมใจปรารถนาเมื่อลานบินเปิดโล่ง...1.“เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี2.“ทักษิณ ชินวัตร” เจ้าของพรรคได้กลับบ้านความสัมพันธ์ระหว่างข้อ 1 และข้อ 2 นั้นคู่ขนานกันมาตั้งแต่ต้นจนได้คำตอบว่าถ้าจะกลับบ้านต้องได้นายกรัฐมนตรี “เพื่อไทย”เริ่มจากเขี่ย “ก้าวไกล” ให้ตกถนนในเส้นทางสายอำนาจทางการเมืองจะไปเป็นฝ่ายค้านหรืออะไรก็เลือกเอาตามใจชอบจากนั้นก็ตั้งรัฐบาล “พิเศษ” รวบรวมพรรคการเมืองต่างๆ ให้มีความมั่นคงด้วยเสถียรภาพซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งด้วยหลักคิดอันนี้ทำให้การเมืองไม่ต่างไปจากละครโรงใหญ่ เกิดนักแสดงหน้าเก่า-หน้าใหม่ด้วยบทที่แตกต่างกันไปอยู่ที่ใครจะสมบทบาทมากกว่าเท่านั้น...ด้วยอุปสรรคที่ไปผูกจับกับ “ก้าวไกล” ด้วยคำว่าประชาธิปไตยจึงเป็นประเด็นที่ทำให้มีเงื่อนไขร้อยรัดเกี่ยวพันไปหมดการแกะออกจากกันจึงมีห่วงโซ่ร้อยรัดตามมาด้วยด้วยข้อหาต่างๆนานาที่พ่วงต่อไปการเลือกตั้งครั้งต่อไปทำนองว่าอาจจะสูญพันธุ์ด้วยซํ้าไปแต่ด้วยความเขี้ยวและเจนสนามกว่าพันธกรณีเหล่านี้จึงถูกปลดไปทีละเปลาะด้วยคำว่าสลายขั้วการเมือง ไม่ใช่ข้ามขั้วการเมืองอันหมายความว่าจากนี้ไปไม่มีแล้วสีนั้นสีนี้ มีแต่ชาติและประชาชนเท่านั้นด้วยตัวเลขทางการเมืองที่เป็นกรอบกำหนด และมีความจำเป็นอย่างยิ่งจึงต้องวางแผนหลายชั้น มิฉะนั้นตั้งรัฐบาลไม่ได้ความจำเป็นอย่างหนึ่งคือต้องมี “พรรคลุง” เข้ามาร่วมด้วย มิฉะนั้นเสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งและเสถียรภาพไม่มั่นคงพออีกทั้งคำว่า “มีลุงไม่มีเรา” ที่ออกจากปากระดับแกนนำของพรรคไล่ตั้งแต่ “ชลน่าน”-“อุ๊งอิ๊ง”-“เศรษฐา”นี่คือปัญหาข้อใหญ่การจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้จึงต้องประดิษฐ์วาทกรรมที่แยบยลด้วยการอ้างถึงปัญหาของชาติ 3 หัวข้อใหญ่จึงต้องมีรัฐบาลพิเศษสลายขั้วการเมืองจึงตอบโจทย์ทุกอย่างได้หมด!แน่นอนว่าลีลาตื้นๆอย่างนี้ใครก็อ่านออก แต่มันก็ดูสมจริงสมจังที่มิอาจจะเกิดแรงต้านจนไปต่อไม่ได้วันนี้ “เพื่อไทย” ภาวนาในใจขอให้ถึงวันโหวตนายกรัฐมนตรีเร็วที่สุด จากนั้นรีบตั้งรัฐบาลเพื่อเดินหน้าบริหารราชการแผ่นดินปิดเกมที่ยืดเยื้อเสียทีหากปล่อยเนิ่นนานไปจะเกิดอะไรขึ้นใหม่ก็ได้ใครจะไปรู้ขนาด “พิธา” ยังมีความหวังแล้วไฉนเล่า!“สายล่อฟ้า”คลิกอ่านคอลัมน์ "กล้าได้กล้าเสีย" เพิ่มเติม