วันเดียว “พิธา” โดน 2 เด้ง ศาลรธน.รับคำร้องปมถือหุ้นไอทีวี พ่วงมติ 7 ต่อ 2 สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. ชี้เป็นอุปสรรคต่องานสำคัญของรัฐสภา ที่ประชุมรัฐสภาถกหน้าดำ คร่ำเครียด 8 ชั่วโมงครึ่งสุดท้าย สส.ขั้วรัฐบาลเดิมผนึก สว.ลากตั้ง ปิดสวิตช์ “พิธา” หมดสิทธิชิงนายกฯรอบสอง หลังรู้คำสั่งศาล รธน. “โรม” ฉะเผาบ้านไล่หนูสกัด “ทิม” คนเดียว ยอมทำลายทุกหลักการ เจ้าตัวโชว์หล่อปิดสวิตช์ตัวเอง “จนกว่าจะพบกันใหม่” วอนยึดเจตนารมณ์ประชาชน “สมชาย” ผวาคลิปแฉกลับคำพูด “ปิยบุตร” ชี้เพิ่มอำนาจต่อรองให้ ภท.-พปชร.-รทสช. “สุริยะ” ดึ๋งดั๋งเดินเกมถก 8 พรรคตั้งรัฐบาลต่อ “เสรีพิศุทธ์” หวั่น ก.ก.ทำ “เศรษฐา” ตกสวรรค์ “กัณวีร์” ไปไหนไปกันเป็นฝ่ายค้านก็จะไป “เสี่ยหนู” บีบ พท.เขี่ยทิ้งก้าวไกล “อิทธิพร” ไม่หวั่นศาลฯรับคำร้องคดีกลั่นแกล้ง “พิธา” สื่อนอกจับตาช็อตต่อไปเพื่อไทยในที่สุด สส.ขั้วรัฐบาลเดิม ผนึกกำลัง สว.ลงมติ สกัดนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล ไม่ให้เสนอชื่อชิงตำแหน่งนายกฯรอบสองได้อีก ขณะที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ รับคำร้องกรณีการถือหุ้นสื่อไอทีวีฯไว้วินิจฉัย พร้อมมีมติ 7 ต่อ 2 สั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมา รัฐสภาถกโหวตนายกฯรอบ 2เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 ก.ค. ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 เป็นครั้งที่ 2 หลังจากก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ประชุมรัฐสภาลงมติไม่เห็นชอบนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรี บรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างคึกคัก ทั้ง สส. สว. 749 คน ทยอย เข้าประชุมตั้งแต่ช่วงเช้า ท่ามกลางกองทัพสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศมาปักหลักทำข่าวแน่นขนัด ภายใต้การรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทันทีที่นายวันมูหะมัดนอร์สั่งเปิดการประชุม นายสุทิน คลังแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกฯ มีสมาชิกแสดงตน 299 คน ถือว่ารับรองครบถ้วน รวมไทยสร้างชาติ ต้านเสนอชื่อ “พิธา” ซ้ำขณะที่นายอัครเดช วงศ์พิทักษ์โรจน์ สส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ลุกขึ้นคัดค้านว่าเป็นการทำผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 คือ ญัตติใดตกไปแล้วห้ามนำญัตติที่มีลักษณะเดียวกันกลับมาเสนอซ้ำ หากไม่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงและขณะนี้ยังไม่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป เพราะ 8 พรรคร่วมยังเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯ ถือว่าญัตติตกไปไม่สามารถเสนอชื่อนายพิธาได้ สถานะข้อบังคับการประชุมรัฐสภามีสถานะเทียบเท่า พ.ร.บ.ต้องยึดถือปฏิบัติตาม พร้อมกับเสนอญัตติขอให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณาว่า การเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯรอบ 2 ขัดข้อบังคับการประชุมข้อ 41 หรือไม่ มีนายเสรี สุวรรณภานนท์ สว. กล่าวเสริมว่า ขอเสนออีกญัตติว่า การเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯขัดต่อรัฐธรรมนูญ แต่ไม่ได้ขัดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา แต่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล โต้แย้งให้เดินหน้าประชุมตามวาระในการโหวตเลือก นายกฯ เพราะวาระประชุมขณะนี้ไม่ใช่เรื่องข้อบังคับข้อ 41 แต่เป็นการโหวตเลือกนายกฯ เถียงกัน 3 ชั่วโมงไม่ได้ข้อยุติจากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายแสดงความเห็น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามข้อบังคับการประชุม เมื่อพิจารณาญัตติใดอยู่ห้ามเสนอญัตติอื่นซ้อนเข้ามา เพราะผิดข้อบังคับการประชุม นายอัครเดชจึงโต้กลับทันทีว่า สิ่งที่นายจุลพันธ์พูดเท่ากับยอมรับการเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. เป็นญัตติใช่หรือไม่ แต่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ช่วยโต้แย้งว่า การเสนอชื่อนายพิธาไม่ใช่ญัตติ เป็นข้อพิจารณาให้โหวตเลือกนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญ มาตรา 5 ระบุว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด บทบัญญัติใดหรือการกระทำใดที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญจะมาใช้บังคับไม่ได้ ทั้งนี้ ทั้ง 2 ฝ่ายอภิปรายถกเถียงกันนานกว่า 3 ชั่วโมงยังหาข้อสรุปไม่ได้ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้มีปัญหาเรื่องการใช้ข้อบังคับการประชุม ประธานต้องวินิจฉัย ถ้าประธานไม่วินิจฉัยก็ต้องให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติ โดยยึดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 151 ที่ระบุว่าถ้ามีปัญหาต้องตีความให้ที่ประชุมรัฐสภาลงมติวินิจฉัย โดยใช้เสียงไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา หรือ 375 คนให้ความเห็นชอบ“วันนอร์” ขอให้ที่ประชุมวินิจฉัยในที่สุดนายวันมูหะมัดนอร์จึงสรุปว่า อภิปรายมาเกือบ 3 ชั่วโมงยังไม่ได้ข้อยุติ หลังจากฟังทุกฝ่ายแล้ว ขอให้ที่ประชุมลงมติชี้ขาด ตามข้อบังคับการประชุมข้อ 151 ให้เป็นอำนาจของที่ประชุมรัฐสภาวินิจฉัยด้วยคะแนนไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิก ทั้ง 2 สภา จึงขอให้ที่ประชุมวินิจฉัยว่าญัตติของนายอัครเดชถูกต้องตามข้อบังคับหรือไม่ แต่บรรยากาศที่ประชุมยังวุ่นวายไม่จบ เพราะสมาชิกยังมีข้อถกเถียงกันต่อไปว่าการลงมติโหวตต้องยึดตามหลักเสียงข้างมาก หรือยึดข้อบังคับประชุมรัฐสภาข้อ 151 ที่ ต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ คือ 375 เสียงขึ้นไป โดยฝั่งพรรคก้าวไกลระบุว่า ต้องใช้เสียงกึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้ง 2 สภา แต่ฝ่าย สว.และ สส.พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ต้องการให้ใช้เสียงข้างมาก“กิตติศักดิ์-วิโรจน์” ปะทะคารมระหว่างนั้น นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สว. กล่าวแทรกว่า ก่อนจะดำเนินการอะไรต่อไป ขอแจ้งให้ประธานทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ยุติการปฏิบัติหน้าที่ด้วยคะแนน 7 ต่อ 2 เมื่อศาลมีมติเช่นนี้ขอได้โปรดพิจารณาเรื่องนี้ ทำให้นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประท้วงแทรกเข้ามาทันที แต่นายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ไม่ให้นายวิโรจน์ประท้วง ให้รอนายกิตติศักดิ์พูดจบก่อน โดยนายกิตติศักดิ์ตอบโต้สวนไปว่า “ผมมีศักดิ์และสิทธิจะอภิปรายได้ อย่าใจร้อน” แต่นายวิโรจน์โต้กลับทันทีว่า “ตามระเบียบราชการให้รอหนังสือทางการ ไม่ต้องกระเหี้ยนกระหือรีบเข้าวัดมากขนาดนั้น ต่อให้อยากเข้าวัดก็เข้าไม่ได้” ศาล รธน.รับคำร้องปมหุ้นไอทีวีช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 ปี อาคารราชบุรีดิเรก ฤทธิ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีการประชุมปรึกษาคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ สส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคก้าวไกล สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ ต่อมาเวลา 11.48 น. สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญเผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาคำร้องกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นผู้ถือหุ้นในบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) ซึ่งประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ หรือสื่อสารมวลชนใดๆ อยู่ในวันที่สมัครรับเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อ ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว มีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสี่ ประกอบวรรคหนึ่งและ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 7 (5) จึงสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย และให้ผู้ถูกร้องยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำร้อง7 ต่อ 2 สั่ง “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่สำหรับคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 วรรคสอง ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก (7 ต่อ 2) เห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้อง ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ามีกรณีตามที่ถูกร้อง ประกอบกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกร้องอาจก่อให้เกิดปัญหาข้อกฎหมาย และการคัดค้านโต้แย้ง เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงานสำคัญของที่ประชุมรัฐสภา และที่ประชุมสภาฯได้ จึงมีคำสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิก สส. ตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค.2566 จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยต่อมาเวลา 13.28 น. สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้รับหนังสือแจ้งจากสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ โดยเจ้าหน้าที่สภาฯได้ลงเลขที่รับ 8329/2566 วันที่ 19 ก.ค.2566 แจ้งถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อทราบว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งรับคำร้องเรื่องสมาชิกภาพ สส.ของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไว้วินิจฉัยแล้ว และมีคำสั่งให้นายพิธาหยุดการปฏิบัติหน้าที่ สส. นับตั้งแต่วันที่ 19 ก.ค. จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ ด้วยเหตุนี้ทำให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ลดจำนวนสมาชิกรัฐสภาจาก 749 คน เป็น 748 คน สส.ก้าวไกลร่ำไห้รู้ผลศาล รธน.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่นั่งอยู่ในห้องประชุม ทราบข่าวว่าศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ได้เดินออกจากห้องประชุมพร้อมกับโบกมือและชูบัตร สส.โชว์ไปยังทางด้านหน้าห้องประชุม แต่เดินออกจากห้องประชุมไปไม่นาน หลังนายวิโรจน์และนายกิตติศักดิ์ปะทะคารมกันเสร็จ นายพิธาเดินกลับมานั่งประชุมเหมือนเดิม มีการเข้าไปพูดคุยกับ สส.พรรคก้าวไกล และ สส.พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล รวมถึง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายสุทิน คลังแสง ที่เข้ามาจับมือให้กำลังใจด้วย โดยนายพิธายังมีสีหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล ถึงกับหลั่งน้ำตา พาให้ สส.คนอื่นหลั่งน้ำตาตามด้วย อาทิ นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สส.ระยอง น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ สส.กทม. ทำให้นายพิธาและ สส.คนอื่นของพรรคก้าวไกลเข้ามาปลอบให้กำลังใจ “โรม” ฉะเผาบ้านไล่หนูสกัด “ทิม”ขณะที่ประชุมยังคงถกเถียงกันต่อเนื่อง นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อพรรคก้าวไกล อภิปรายว่า ไม่เห็นด้วยกับการห้ามเสนอชื่อนายพิธากลับมาชิงตำแหน่งนายกฯครั้งที่ 2 โดยอ้างข้อบังคับข้อ 41 การตีความลักษณะนี้จะกระทบสาระสำคัญรัฐธรรมนูญเรื่องการโหวตนายกฯ เพียงแค่ต้องการไม่ให้นายพิธาเป็นนายกฯ จนทำลายทุกหลักการในรัฐธรรมนูญ เผาบ้านไล่หนู การเสนอชื่อบุคคลกับญัตติมีความหมายคนละอย่าง ไม่อาจนำมาปนกันได้ หลักรัฐธรรมนูญขอให้สำนึกกันบ้าง ไม่มีกฎหมายใด ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ ไม่มีการกำหนดห้ามเสนอซ้ำอีก การเอาข้อบังคับการประชุมมาใช้ขัดรัฐธรรมนูญ เพื่อต้องการเตะตัดขานายพิธา การลงมติเลือกนายกฯไม่ใช่แค่มิติกระบวนการกฎหมาย แต่คือกระบวนการประชาธิปไตย เพราะ สส.คือกลไก ที่เอาเสียงประชาชนผ่านการเลือกตั้งไปจัดตั้งรัฐบาลที่สอดคล้องเจตจำนงของประชาชน“พิธา” โชว์หล่อปิดสวิตช์ตัวเองจากนั้นเวลา 14.45 น. นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ลุกขึ้นกล่าวว่า มีเอกสารจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ตนหยุดปฎิบัติหน้าที่ จึงขออนุญาตแจ้งต่อประธานในที่ประชุมว่ารับทราบคำสั่ง และจะปฏิบัติตามคำสั่งจนกว่าจะมีคำวินิจฉัยเป็นอื่น ขอใช้โอกาสนี้อำลาประธานจนกว่าจะพบกันใหม่ ขอฝากเพื่อนๆ สมาชิกใช้รัฐสภาดูแลประชาชน ประเทศไทยเปลี่ยนไป ไม่เหมือนเดิมตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.2566 ถ้าประชาชนชนะมาแล้วครึ่งทาง เหลืออีกครึ่งทาง ถึงแม้ตนจะไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ แต่ขอให้เพื่อนสมาชิกทุกคนช่วยกันดูแลประชาชนต่อไป จากนั้น สส.ก้าวไกลพากันลุกขึ้นยืนปรบมือให้นายพิธาดังลั่นห้องประชุม นายพิธาได้ชูบัตรประจำตัว สส.ขึ้นมาก่อนจะวางลงบนโต๊ะแล้วลุกออกจากที่นั่ง เดินไปจับมือกับนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ นายสุชาติ ตันเจริญ สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ขณะที่ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ สส.แพร่ พรรคเพื่อไทย มอบภาพวาดให้แก่นายพิธาก่อนที่นายพิธาจะยกมือไหว้ สส.ทุกคนแล้วเดินออกจากห้องประชุมไปแขวะ “สมชาย” ผวาคลิปแฉกลับคำพูดต่อมาในช่วงบ่ายบรรยากาศการอภิปรายเริ่มตึงเครียด มีการโต้เถียงปะทะคารมกันเป็นระยะๆ ระหว่างที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล อภิปรายโดยนำคลิปการอภิปรายของนายสมชาย แสวงการ สว.ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์รัฐสภา ที่เคยพูดว่า “สว.ไม่ขวางการโหวตนายกฯของเสียงข้างมากจากสภาฯ หากมีเสียง สส. 250-280 เสียง” มาเปิดให้ที่ประชุมฟังพร้อมระบุว่าพฤติกรรม สว.ที่ไม่ตรงความเป็นจริง ขัดขวางแคนดิเดตนายกฯเสียงข้างมาก ทำให้นายสมชายประท้วงให้ถอนคลิปดังกล่าว แต่นายวิโรจน์ไม่ถอน เกิดการโต้เถียงไปมา นายสมชายแขวะไปว่า “ขอให้รู้จักโตเสียที” นายวิโรจน์ก็โต้กลับว่า “ถ้าให้ผมโตสักที ขอให้ท่านแก่ให้เป็น อย่าแก่กะโหลกกะลา” แม้ประธานฯจะพยายามไกล่เกลี่ยให้นายวิโรจน์ถอนคลิป แต่นายวิโรจน์ไม่ถอนอ้างขออนุญาตประธานแล้ว นายวันมูหะมัดนอร์ยอมรับว่าได้อนุญาตจริง แต่ไม่ได้เปิดคลิปดูเนื้อหาด้านใน นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า นี่คืออาการกลัวความจริง หลอนสิ่งที่ตัวเองพูดไว้ ทำให้นายวันมูหะมัดนอร์ตัดบทดำเนินการอภิปรายต่อไปเสียงขาดห้ามเสนอชื่อ “พิธา” ซ้ำกระทั่งเวลา 17.00 น. หลังจากที่ สส.-สว.อภิปรายกันนานกว่า 8 ชั่วโมงครึ่ง นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ประธานที่ประชุม กดสัญญาณให้สมาชิกแสดงตนก่อนลงมติ มีผู้แสดงตน 721 คน จากนั้นอ่านคำถามก่อนลงมติว่า การเสนอชื่อนายพิธาให้รัฐสภาโหวตเป็นนายกฯในรอบ 2 ขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 หรือไม่ ผลการลงมติปรากฏว่ามีเสียงเห็นชอบว่าขัดข้อบังคับ ข้อ 41 จำนวน 395 เสียง ไม่เห็นด้วย 317 เสียง งดออกเสียง 8 ไม่ลงคะแนน 1 ดังนั้น ที่ประชุมมีมติไม่ให้เสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯซ้ำในสมัยประชุมนี้ จากนั้นสั่งปิดประชุมในเวลา 17.10 น.สส.ขั้วเก่าผนึก สว.ลากตั้งแน่นผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากผลโหวตสกัดไม่ให้นำชื่อของนายพิธากลับมาโหวตรอบสองได้ เป็นเสียงอดีตพรรคร่วมรัฐบาลเดิมที่ลงมติไปในทางเดียวกัน ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พลังประชารัฐรวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ชาติไทยพัฒนา รวมถึงพรรคเล็ก ยกเว้นนายชวน หลีกภัย และนายบัญญัติ บรรทัดฐาน สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ที่งดออกเสียง รวมกับเสียง สว.อีก 211 เสียง โดยมี สว. 2 เสียงจากเดิมที่ลงมติสนับสนุนนายพิธาเป็นนายกฯในรอบแรก กลับมติไม่สนับสนุนนายพิธาในรอบนี้ ได้แก่ พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา กับนายวันชัย สอนศิริ ส่วนนายพีระศักดิ์ พอจิต กับนายอำพล จินดาวัฒนะ จากเดิมที่เคยโหวตให้นายพิธา เที่ยวนี้งดออกเสียง ขณะที่ผู้นำเหล่าทัพ ได้แก่ พล.อ.อ.อลงกรณ์ วัณณรถ ผบ.ทอ. พล.ร.อ.เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผบ.ทร. พล.อ.สนิธชนก สังขจันทร์ ปลัดกลาโหม ก็ลงมติไม่สนับสนุนนายพิธาเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมี สว. อีก 23 คน ที่ไม่ปรากฏการลงคะแนนใดๆ อาทิ พล.อ.ฉัตรชัย สาลิกัลยะ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบ.ตร. พล.อ.เฉลิมพล ศรีสวัสดิ์ ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผบ.ทบ. นายอุปกิต ปางจรียางกูร นายอนุศักดิ์ คงมาลัย นายประพันธ์ คูณมี ส่วนคะแนนของ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล ยังคงเป็นไปในทางเดียวกัน ยกเว้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ที่ไม่ปรากฏการลงมติใดๆทั้งสิ้น “พิธา” วอน สว.ยึดมติประชาชนทั้งนี้ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ โพสต์เฟซบุ๊กส่งสารถึง สว.มีใจความสำคัญว่า “ขอวิงวอนหากท่านยึดถือหลักการ ไม่ได้กระทำไปด้วยเหตุอื่น โปรดโหวตให้กับนายกฯที่เป็นตัวแทนของเสียงข้างมาก ส่วนท่านที่โหวตไม่เห็นชอบ โดยให้เหตุผลว่าพรรค ก.ก.ไม่จงรักภักดี มุ่งทำลายสถาบัน มีร้อยแปดเหตุผลที่ทำให้ท่านไม่อยากให้ ก.ก.เป็นรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นการกระทบผลประโยชน์ของท่าน กลุ่มทุนที่ท่านสนับสนุนอยู่ แต่ท่านรู้ดีว่าไม่สามารถอ้างเหตุผลเหล่านี้ได้ จึงเลือกใช้เหตุผลว่าเราไม่จงรักภักดี ขอถามว่าการกระทำแบบนี้ส่งผลดีต่อสถาบันหลักของชาติอย่างไร นี่ไม่ใช่การดึงสถาบันเข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกับประชาชนอย่างนั้นหรือ และสถานการณ์บ้านเมืองวันนี้ อาจเรียกว่า“ฝุ่นตลบ-มืดมน-ไม่รู้ว่าเหตุการณ์จะไปในทิศทางไหน” ภายใต้สถานการณ์แบบนี้ ท่านจะตัดสินใจอย่างไรให้ถูกต้องและพาชาติพ้นจากวิกฤติ? ผมยืนยันว่าในยามที่มืดมน ไม่รู้จะยึดอะไร มี 2 สิ่งที่ยึดไว้แล้วปลอดภัยเสมอนั่นคือยึดหลักการ และยึดมติประชาชน โหวตตามหลักการและโหวตตามเสียงประชาชน รับใช้ประชาชน”นอกจากนี้ นายพิธายังโพสต์ลงอินสตาแกรม “pita.ig” อีกว่า “เป็นที่ชัดเจนแล้วในระบบปัจจุบันชนะความไว้วางใจจากประชาชน ไม่เพียงพอที่จะบริหารประเทศชาติ ต้องขออนุมัติจากวุฒิสภาก่อน เผลอๆไม่พอที่จะเสนอชื่อเป็นครั้งที่ 2 ด้วยซ้ำ”ย้ำแคนดิเดตนายกฯยังคงอยู่ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องกรณีหุ้นสื่อฯ และสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. พรรค ก.ก.ต่างเคลื่อนไหวผ่านโซเชียลมีเดีย พยายามยืนยันว่าแม้มีคำสั่งให้นายพิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. แต่ยังมีสถานะเป็นแคนดิเดต นายกฯได้อยู่ อาทิ นายกรุณพล เทียนสุวรรณ น.ส.เบญจา แสงจันทร์ สส.บัญชีรายชื่อ ในส่วนของพรรคก้าวไกลมีการโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ ยืนยันว่าศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้พิธาหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส.ชั่วคราว แต่ตามกฎหมายนายพิธายังสามารถเป็นแคนดิเดตนายกฯได้อยู่ แต่สถานการณ์ในที่ประชุมรัฐสภาไม่สู้ดี เนื่องจากมีการถกเถียงกันในเรื่องข้อบังคับการประชุมว่าจะสามารถเสนอชื่อนายพิธาให้รัฐสภาพิจารณาอีกครั้งได้หรือไม่เพิ่มอำนาจต่อรอง 3 พรรคขั้วเดิมนายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “ผลการลงมติวันนี้ยิ่งแสดงถึงความสำคัญของตำแหน่งประธานรัฐสภาในช่วงเวลาที่มาตรา 272 ยังคงอยู่กันแล้ว ไม่เพียงกระทบต่อการเลือกนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ รอบที่ 2 แต่กระทบการลงมติครั้งหน้าในการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทยด้วย ต่อไปนี้ สว.และพันธมิตร 3 พรรค คือ ภท. พปชร. และ รทสช. มีอำนาจต่อรองกับ พท. ว่าหากครั้งหน้าเสนอชื่อแคนดิเดตจาก พท.มา โดยยังยึด 8 พรรค และมี ก.ก.อยู่ พวกเขาจะไม่ลงคะแนนให้ ทำให้ พท.และพันธมิตร 8 พรรค อาจไม่กล้าเสี่ยงแบก ก.ก.ไว้อีกต่อไป หากเสนอคนของ พท.แล้วไม่ผ่าน อาจเป็นญัตติซ้ำ หรือจะเปลี่ยนเป็นคนอื่นหากพวกเขารวมหัวกันคว่ำอีก จะกลายเป็นญัตติซ้ำไปเรื่อยๆ จนแคนดิเดตหมดสต๊อก หากเป็นเช่นนั้นประตูของ ภท.-พปชร.-รทสช.ก็เปิดกว้างขึ้น หากนายปดิพัทธ์ สันติภาดา เป็นประธานรัฐสภา วันนี้ผมมั่นใจว่าเขาจะกล้าใช้อำนาจประธานยืนยันว่าการเสนอชื่อนายกฯไม่ใช่ญัตติ หรือต่อให้ลากไปเป็นญัตติซ้ำ แต่ก็มีข้อยกเว้นในข้อ 41 ตอนท้ายว่าเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปทำให้เสนอซ้ำได้”“บวรศักดิ์” แนะช่องยื่นผู้ตรวจฯเมื่อเวลา 17.50 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า “เอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้งที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกฯไว้เป็นการเฉพาะแล้วน่าสงสารประเทศไทยผิดหวัง สส. คนที่ไปร่วมลงมติห้ามเสนอชื่อซ้ำ แม้คุณจะอยู่ฝ่ายค้านคุณควรรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องทิ้งความเป็นฝ่ายค้าน ทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่การตีความของรัฐสภาไม่เป็นที่สุด คนที่คิดว่าสิทธิของตนถูกกระทบไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ ว่ามติรัฐสภาซึ่งเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญได้ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าผู้ตรวจการไม่ส่งศาล ผู้นั้นยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ผมจะรอดูคำร้องว่าการกระทำของรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญครับและจะดูว่าศาลรัฐธรรมนูญว่ายังไง สอนรัฐธรรมนูญมาสามสิบกว่าปี ต้องทบทวนแล้วว่าจะสอนต่อไหม?”“สุริยะ” ดึ๋งดั๋งเริ่มเดินเกมตั้ง รบ.ด้านนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมเสนอชื่อผู้ชิงตำแหน่งนายกฯ แทนนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ว่า หลังจากนี้ 8 พรรคร่วมฯจะนัดหมายปรึกษาหารือว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ในส่วนของพรรคเพื่อไทย หัวหน้าพรรคและเลขาธิการพรรคจะเป็นผู้ประสานงานพูดคุย ส่วนกรณีที่ประชุมร่วมรัฐสภาเห็นชอบว่าจะเสนอชื่อนายพิธาในรอบสองไม่ได้ เนื่องจากเป็นญัตติตามข้อบังคับข้อที่ 41 พรรคเพื่อไทยกังวลว่าจะกลายเป็นบรรทัดฐานต่อไป เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าในการเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย จะโหวตไม่ผ่านอีก นายสุริยะตอบว่า คณะผู้บริหารพรรคเพื่อไทยต้องไปพูดคุยกับ สว. เช่นกัน รวมถึงกรณีที่ สว.จะไม่โหวตให้หากยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ร่วมรัฐบาล ผู้บริหารพรรคเพื่อไทยต้องกำหนดท่าทีของพรรค ยังไม่แน่ใจว่าจะนัดประชุมกันเมื่อไหร่ จากนั้นจึงไปพูดคุยกับแกนนำของพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือ พท.ยังไม่เปิดแผนชงชื่อ “เศรษฐา”นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงการเสนอชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย หากไม่สามารถโหวตนายพิธาได้ว่าไม่มีแผนการนี้ เมื่อถามว่า สว.ระบุว่าหากพรรคเพื่อไทยพลิกมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ถ้าพรรคก้าวไกลยังร่วมด้วยจะไม่ให้ความเห็นชอบ นพ.ชลน่านตอบว่า ไม่อยากคิดล่วงหน้าเป็นเพียงความเห็นของ สว.บางคน ทำได้เพียงแต่รับฟัง เป็นกระบวนการที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ต้องรอข้อเท็จจริงที่จะเกิดขึ้นในวันนี้และความเห็นพ้องของ 8 พรรคร่วมฯ โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลมีความเห็นอย่างไร ถ้าทำตามที่นายพิธาแถลงไว้มันถึงจะไปตรงนั้นได้ และจะตอบได้ว่าเพื่อไทยพร้อมไม่พร้อมในการหาเสียง สว. เมื่อถามว่าจะเกิดรัฐบาลข้ามขั้วหรือไม่ นพ.ชลน่านตอบว่า ไม่ขอตอบประเด็นนี้ ส่วนจะมีโอกาสหรือไม่ ขอให้ประเด็นวันนี้เป็นที่ปรากฏก่อน และคำแถลงของ 8 พรรคร่วมฯปรากฏก่อน ไม่ทราบอะไรทั้งนั้น“เสรีฯ” ห่วง “เศรษฐา” ตกสวรรค์พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ให้สัมภาษณ์ถึงโอกาสที่พรรคเพื่อไทยจะขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ก้าวไกลจะถอยเรื่องมาตรา 112 หรือไม่ว่า ข้อตกลงของ 8 พรรคร่วมฯหากพรรคเพื่อไทยเสนอแคนดิเดตนายกฯ เสียงของ 8 พรรคจะไม่แตกกัน หมายความว่าเพื่อไทยต้องรวมเสียงของก้าวไกลไปด้วย แต่ สว.ไม่เอาก้าวไกล เสนอไปเช่นนี้ก็ตก แต่ถ้าเพื่อไทยไม่เสนอก็จะผิดข้อตกลง หากเสนอไปแล้วตกก็จะกลายเป็นญัตติที่ตกไปแล้ว ถ้าเสนอนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ ชื่อนี้จะตกไปด้วย เพื่อไทยก็จะเสนอคนใหม่ สว.อาจไม่ขัดเมื่อไม่มีก้าวไกล ส่วนจะผ่าน 376 เสียงหรือไม่ ไปว่ากันอีกเรื่อง“เป็นธรรม” ไปไหนไปกันกับ ก.ก.นายกัณวีร์ สืบแสง สส.บัญชีรายชื่อ เลขาธิการพรรคเป็นธรรม กล่าวว่า พรรคยังยืนยันในจุดยืนเดิมคือสนับสนุนชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ส่วนที่ยังมีความเห็นต่างว่าไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำตามข้อบังคับการประชุมที่ 41 มองว่าเป็นเรื่องผิดฝาผิดตัว เพราะไม่มีข้อบังคับใดที่บัญญัติว่าไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำได้โดยเฉพาะในรัฐธรรมนูญ จึงเห็นว่ายังเดินหน้าเสนอชื่อนายพิธาเป็นนายกฯต่อไป เชื่อว่าไม่สามารถนำข้อบังคับมาอยู่เหนือรัฐธรรมนูญได้ ส่วนสมการที่ สว.ย้ำว่าจัดตั้งรัฐบาลต้องไม่มีพรรคก้าวไกล เห็นว่าเป็นสมการที่ไม่ถูกต้อง เพราะสมการนี้เป็นสมการเดียวในการจัดตั้งรัฐบาลที่ยึดจากฉันทามติของประชาชน โดยพรรคก้าวไกลได้ 14 ล้านเสียง คือความชัดเจน และเมื่อรวมเป็น 8 พรรคร่วมรัฐบาล เป็น 72% ถือเป็นฉันทามติของประชาชนที่อยากเห็น 8 พรรคร่วมฯตั้งรัฐบาล ดังนั้น จึงมีความชอบธรรมค่อนข้างสูงพอสมควร พร้อมย้ำว่าต้องไปให้สุดทาง หากสุดทางแล้วพรรคก้าวไกลต้องเป็นฝ่ายค้านจริงๆ ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด พรรคเป็นธรรมก็พร้อมไปเป็นฝ่ายค้านเช่นเดียวกัน“หนู” บีบ พท.เขี่ยทิ้งก้าวไกลนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าและแคนดิเดตนายกฯ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) กล่าวถึงกรณีหากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลว่า พรรคภูมิใจไทยมีแนวทางอยู่ 2 ข้อหลัก คือ เรื่องมาตรา 112 และไม่เอารัฐบาลเสียงข้างน้อย เป็นสิ่งที่เราจะไม่ทำ เมื่อถามว่ามีการมองว่าหากพรรคลำดับที่ 2 จัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ ต้องเป็นพรรคลำดับที่ 3 นายอนุทินตอบว่า รอให้เกิดขึ้นก่อน ตอนนี้ยังไม่เกิด ยังอยู่ในกระบวนการที่พรรคอันดับ 1 ยังจัดตั้งรัฐบาลอยู่ ยังมาไม่ถึงพรรคลำดับที่ 2 เลย เมื่อถามว่าหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ยังจับมือกับพรรคก้าวไกลอยู่ พรรคภูมิใจไทยจะร่วมด้วยได้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า พูดไปแล้ว คือไม่เอา ยังอยู่ในแนวทางไม่แตะมาตรา 112 และไม่เอาเสียงข้างน้อย อุบไต๋ร่วมวงชิงเก้าอี้นายกฯเมื่อถามว่ามีชื่อนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ขึ้นมาแทนนายพิธารับได้หรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เป็นเรื่องของแต่ละพรรคที่มีแคนดิเดตนายกฯ ทุกคนที่แต่ละพรรคเสนอมีความเหมาะสมตามเหตุผลของพรรคนั้น ถ้าเราไปบอกคนนู้นไม่เหมาะคนนี้ไม่เหมาะไม่มีสิทธิที่จะไปพูด ถ้าเราไปบอกไม่เหมาะเดี๋ยวเขาจะบอกว่าฝั่งเราไม่เหมาะก็ยุ่งตาย เมื่อถามว่าส่วนตัวพร้อมชิงตำแหน่งนายกฯหรือไม่ นายอนุทินตอบว่า เอาไว้ให้มีความชัดเจนก่อน ตอนนี้ยังเหมือนเดิมสนับสนุนให้พรรคที่กำลังจัดตั้งรัฐบาลทำได้สำเร็จรทสช.ลั่นพร้อมเป็นฝ่ายค้านนายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กล่าวว่า ไม่มีกฎหมายฉบับไหนระบุว่าพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดจะได้เป็นนายกฯ แต่เป็นกติการะบบประชาธิปไตยที่เรายึดถือปฏิบัติว่าพรรคที่ได้คะแนนมากที่สุดควรเป็นผู้รวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล แต่หากรวบรวมไม่สำเร็จก็เป็นหน้าที่ของพรรคอันดับรองลงมารับไม้ต่อ อยู่ที่ว่าพรรคก้าวไกลจะสละให้พรรคเพื่อไทยเมื่อไหร่เท่านั้นเอง และพรรคเพื่อไทยยังมีโอกาสเสนอได้ 3 รอบ อาจเวียนไปเรื่อยๆจนกว่าเพื่อไทยจะได้เสียงในสภา แต่เราก็พร้อมเป็นฝ่ายค้านนายธนกร วังบุญคงชนะ รองหัวหน้าพรรครทสช. กล่าวว่า พรรค รทสช.มีจุดยืนเฉพาะ ไม่ร่วมกับพรรคที่แก้มาตรา 112 ส่วนพรรคอื่นสามารถพูดคุยกันได้ แต่ต้องมาพูดคุยกันภายในก่อน ขณะเดียวกันเราก็พร้อมจะเป็นฝ่ายค้าน และเชื่อว่าพรรคก้าวไกลจะไม่ยอมลดเพดานการแก้ไขมาตรา 112 เพราะเดินมาไกลมากแล้วนัดโหวตนายกฯรอบสาม 27 ก.ค.ต่อมาเวลา 19.40 น. นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์ว่านัดประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตนายกฯ รอบที่สาม ในวันที่ 27 ก.ค. เวลา 09.30 น. ไม่วางแผนอะไรมาก ดำเนินการไปตามกฎหมาย จะเปิดอภิปรายถึงคุณสมบัติของผู้ถูกเสนอชื่อ หากไม่มีปัญหาก็จะเดินหน้าโหวตตามรัฐธรรมนูญมาตรา 272 ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าจะมีการเสนอรายชื่อกี่คน ต้องยึดตัวเลขคนที่ได้เกิน 374 เสียงก็จะได้เป็นนายกฯ ส่วนกรอบเวลาการอภิปรายยังไม่กำหนด อาจต้องพูดคุยกับวิปทั้ง 3 ฝ่ายอีกครั้ง แต่เบื้องต้นจะให้อภิปรายเสร็จก่อนเวลา 17.00 น. จากนั้นจะเดินหน้าโหวตโดยใช้วิธีเดิมแบบเปิดเผยแล้วก็ขานชื่อ เมื่อถามว่าวันที่ 27 ก.ค.การโหวตนายกฯจะเสร็จสิ้นเลยหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์ตอบว่า ไม่ทราบ แต่ประชาชนอยากให้เสร็จสิ้นและได้นายกฯโดยเร็ว เมื่อถามว่าหากญัตติเปลี่ยนมีการเสนอชื่อบุคคลอื่นและเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ด้วย นายวันมูหะมัดนอร์ตอบว่า ตามข้อบังคับที่ 41 ที่มีการลงมติไปแล้วในสมัยประชุมนี้ จะเสนอชื่อนายพิธาไม่ได้อีกแล้ว “ท็อป” ส่งทนายแจ้งเอาผิดเกรียนที่ สน.ดุสิต นายภิเศก สายชนะพัน ทนายความ ผู้รับมอบอำนาจจากนายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน เพื่อดำเนินคดีต่อนายจักรกฤษณ์ กุสุมาพรรณโญ และหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความผิดอื่นตามประมวลกฎหมายอาญา กฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง นายภิเศกกล่าวว่า นายจักรกฤษณ์มีพฤติการณ์นำภาพถ่ายของนายวราวุธขณะประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ไปเติมตัดต่อตัดตอน หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลง แล้วนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยใส่ข้อความอันเป็นเท็จ ผิดไปจากข้อความจริงที่ปรากฏในภาพถ่าย ทำให้ผู้พบเห็นเข้าใจผิดที่ปรากฏในภาพว่าเป็นคนหมกมุ่นมักมากในกาม เป็นคนลามก มีเจตนาทำให้นายวราวุธเกิดความเสียหาย ได้รับความอับอาย เสียชื่อเสียงเกียรติยศ“เรืองไกร” รีบเคลมผลงานโบแดงนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ผู้ร้องต่อ กกต.ให้ตรวจสอบประเด็นผู้ถือหุ้นไอทีวีของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กล่าวว่า กรณีนายพิธาขอยืนยันในคำร้องและข้อเท็จจริงมาโดยตลอด เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นายพิธายุติปฏิบัติหน้าที่ถือเป็นดุลพินิจที่เห็นข้อเท็จจริงเช่นเดียวกับ กกต. เมื่อถามว่าหากเปิดให้โหวตชื่อนาย พิธาเป็นนายกฯจะมีการนำชื่อคนที่โหวตไปยื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ใช่หรือไม่ นายเรืองไกรตอบว่า ก็เสี่ยง เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 เป็นอำนาจของป.ป.ชตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรรมการองค์กรอิสระว่าจงใจ ปฏิบัติหรือทุจริตต่อหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง เมื่อถามว่า ถึงอย่างไรในวันเดียวกันนี้ ชื่อของนายพิธาต้องตกไปใช่หรือไม่ นายเรืองไกรตอบว่าต้องตก เมื่อถามว่าในครั้งนี้ถือเป็นผลงานของนายเรืองไกรได้ใช่หรือไม่ นายเรืองไกร ตอบว่า คงไม่ใช่ผลงานของคนอื่น“อิทธิพร” ไม่หวั่นศาลฯรับคำร้องอีกเรื่อง นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงกรณีศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง มีคำสั่งรับตรวจคำร้อง กรณีนายยงยุทธ เสาแก้วสถิต ทนายความ ยื่นฟ้อง กกต.ทั้ง 7 คน ฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เกี่ยวกับการจัดการเลือกตั้งและการส่งเรื่องคุณสมบัติของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ให้ศาลรัฐธรรมนูวินิจฉัยว่า ไม่กังวล หากเรื่องถึงศาลแล้วต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของศาลในการพิจารณา เมื่อถามถึงกรณีพบนายจักรกฤษณ์ ทองศรี สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ถือหุ้นสื่อไอทีวี จำนวน 40,000 หุ้นเช่นกัน นายอิทธิพรตอบว่าเรื่องนี้ปกติไม่ต้องรอให้ผู้อื่นมาร้องเรียน กกต.มีอำนาจตรวจสอบได้โดยตรง หลังปรากฏเป็นข่าว โดยหลักแล้วสำนักงาน กกต.ที่เปรียบเสมือนฝ่ายเลขาฯของ กกต.จะพิจารณารวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน หากเห็นว่าสมควรจะให้ กกต.พิจารณาอย่างไร ต้องเป็นไปตามนั้น ยืนยันการพิจารณาคำร้องของ กกต.ทุกเรื่อง พิจารณาบนพื้นฐานเดียวกันหมด และพิจารณาตามระเบียบสื่อนอกจับตาช็อตต่อไปของไทยขณะที่สำนักข่าวต่างประเทศพากันจับตาการเมืองไทยช็อตต่อไป หลังนายพิธาโดนปิดสวิตช์ โดยรายงานว่าสื่อมวลชนในประเทศไทยอยู่ระหว่างการจับตาอย่างใกล้ชิดว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีที่จะได้รับการเสนอชื่อลำดับต่อไปคือใครมีความคาดหมายว่าอาจเป็นนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย แต่ก็เป็นเรื่องที่ไม่ชัดเจนด้วยว่าพรรคเพื่อไทยที่มีความเกี่ยวโยงกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินหมากต่อไปเช่นไร ยังจับขั้วกับพรรคก้าวไกลต่อไปหรือจะแยกตัวไปจับขั้วกับกลุ่มการเมืองเก่า