พาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน ทุกฉบับต่างถือว่า กรณีหุ้นสื่อของนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นข่าวใหญ่ แต่อาจมองต่างมุม บางฉบับพาดหัวว่า “ตีตก 3 คำร้องพิธา อ้างเหตุยื่นเกินเส้นตาย” อีกฉบับหนึ่งพาดหัวว่า “มติ กกต.ไต่สวนพิธาหุ้นสื่อ-ม.151 โทษหนักคุก 10 ปี” เป็นพาดหัวข่าวใหญ่ข่าวเดียวกันนั่นก็คือมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่กล่าวหานายพิธา เรื่องขาดคุณสมบัติการสมัคร ส.ส. และการเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะยื่นคำร้องเลยกำหนดเวลา แต่ให้รับคำร้องไว้ เพราะเป็นเรื่องที่มีข้อเท็จ จริง เพื่อไต่สวนต่อไปว่านายพิธาเป็นผู้ต้องห้ามหรือไม่นั่นก็คือ เป็นผู้ต้องห้ามไม่ให้สมัคร ส.ส. ตามมาตรา 42(3) และมาตรา 151 ของ พ.ร.ป. การเลือกตั้ง ที่ห้ามเจ้าของหุ้นสื่อมวลชนสมัคร ส.ส. และรู้ว่าตนขาดคุณสมบัติก็ยังลงสมัคร เป็นความผิดทางอาญา ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ถือเป็นโทษที่แรงจากข่าวข้างต้น แสดงว่า กกต. ตัดสินใจ ไม่ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย แต่จะฟ้องเป็นคดีต่อศาลยุติธรรม นักกฎหมายและคอการเมืองหลายคน เชื่อว่าแบบนี้นายพิธาหลุดคดีหุ้นสื่อแน่ เพราะอาจต้องต่อสู้คดีกันถึง 3 ศาล และอาจใช้เวลาถึง 5-6 ปี ถึงตอนนั้นก็จะต้องเลือกตั้งใหม่ หลังจากที่ครบวาระสภา 4 ปีแต่บางคนอาจฟันธงนายพิธาไม่รอดแน่ เพราะตีความกฎหมายแบบ “เถรตรง” ตีความแบบซื่อบื้อ ไม่มีปฏิภาณไหวพริบ ไม่ยืดหยุ่น ใครมีหุ้นสื่อถือว่าผิดหมด ไม่ว่าจะถือแค่หุ้นเดียว หรือถือหุ้นไอทีวี 42,000 หุ้น จากทั้งหมดกว่า 3 ล้านหุ้น ก็มีอำนาจครอบงำสื่อถึงขั้นที่จะบิดเบือน เพื่อประโยชน์การเมืองได้นายพิธาอาจถูกฟ้องว่ารู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ แต่ยังสมัคร ส.ส. แต่นายพิธาเล่าว่าสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บอกเลิกสัญญากับไอทีวี ตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคม 2550 ทำให้ไอทีวีไม่มีคลื่นความถี่ที่จะเป็นสื่อทีวีอีกต่อไป และนายพิธาถูกศาลสั่งให้เป็นผู้ถือหุ้นในเดือนเดียวกัน ขณะที่ไอทีวียุติการเป็นสื่อยาวนาน 16 ปีการกล่าวหานายพิธา “รู้อยู่แล้ว” ว่าตนไม่มีสิทธิสมัคร ส.ส.อาจไม่สมเหตุ สมผล เพราะนายพิธาเชื่อว่าไอทีวีไม่ใช่สื่อมวลชน เขาเคยสมัคร ส.ส.มาแล้ว เมื่อปี 2562 และได้แจ้งเรื่องการเป็นผู้จัดการมรดกต่อ ป.ป.ช. ไม่เห็นมีปัญหา หลักการสำคัญของคดีอาญา คือ “บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำโดยเจตนา”.