การเลือกตั้ง 2566 นอกจากจะสร้างประวัติศาสตร์มีประชาชนออกมาใช้สิทธิมากกว่า 75% แล้ว ยังสร้างประวัติศาสตร์ พรรคการเมือง พรรคก้าวไกลที่เพิ่งก่อตั้งและลงแข่งขันเลือกตั้งเป็นครั้งที่ 2 ประสบชัยชนะเหนือความคาดหมาย กลายเป็นพรรคที่ได้ ส.ส.มากที่สุด และอาจเป็นแกนนำรัฐบาลชัยชนะของพรรคก้าวไกลอาจทำให้ทฤษฎี “สองนคราประชาธิปไตย” ของ ศ.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ นักรัฐศาสตร์ชื่อดัง ไม่เป็นความจริงอีกต่อไป ศ.เอนก ระบุว่า การเมืองของไทย คนต่างจังหวัดเป็นผู้ตั้งรัฐบาล เนื่องจากมีประชากรมาก แต่คนกรุงเทพฯเป็นผู้ล้มรัฐบาล ทั้งที่เป็นกลุ่มน้อยเนื่องจาก กทม.เป็นศูนย์รวมของทุกอย่างที่ถือว่าเจริญหรือพัฒนาจนมีคำกล่าวว่า “กรุงเทพฯคือประเทศไทย ประเทศไทยคือกรุงเทพฯ เพราะกรุงเทพฯ เป็นศูนย์รวมด้านการศึกษา ด้านเศรษฐกิจ และด้านการเมือง หรือการปกครองประเทศ ทั้งเป็นที่ตั้งของสื่อมวลชนสาขาต่างๆ ที่เผยแพร่ข่าวสารสู่ประชาชน”เมื่อเกิดความผิดพลาด ความล้มเหลว หรือการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นในการทำงานของรัฐบาล คน กทม.ในฐานะ “ผู้อยู่ใกล้ปืนเที่ยง” และเป็นกลุ่มที่ตื่นตัวทางการเมืองมากที่สุด จะออกมาโวยวาย ชุมนุมประท้วง หลายครั้งนำไปสู่การลุกฮือทางการเมือง เช่น เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516หรือการลุกฮือต่อต้านการสืบทอด อำนาจของคณะรัฐประหาร รสช. ที่กลายเป็นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 หรือการชุมนุมปิด กทม.ของกลุ่ม กปปส. ที่นำไปสู่รัฐประหาร 2557 แต่ชัยชนะของพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นพรรคแกนนำประชาธิปไตย คือการที่คน กทม.และคนต่างจังหวัดลุกฮือล้มรัฐบาลอำนาจนิยมนั่นก็คือการลุกฮือใช้บัตรเลือกตั้ง โค่นรัฐบาลทหารที่สืบทอดอำนาจจาก รัฐประหาร ทั้งสองพรรคได้ ส.ส.รวมกัน 293 คน เป็นเสียงข้างมากในสภา ขณะที่พรรคฝ่ายอนุรักษ์ของฝ่ายรัฐบาล คือพรรคพลังประชารัฐได้ 40 ส.ส. พรรครวมไทยสร้างชาติ 36 คน รวมเป็น 76 คน ถือว่าแพ้ยับเยินส่วนชัยชนะของพรรคฝ่ายเสรีนิยมเป็นชัยชนะที่ท่วมท้น พรรคก้าวไกลกวาดไปถึง 32 ที่นั่ง จาก 33 ที่นั่งใน กทม. ทั้งยังทะลุทะลวงลงไปถึงภาคใต้ชนะท่วมท้นในภาคกลาง และจังหวัดปริมณฑลของ กทม. พิชิตไปถึงเชียงใหม่และ ภาคอีสาน ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของกลุ่มคนเสื้อแดง และโค่นรัฐบาลอำนาจนิยม.