หลังจากมีประกาศยุบสภาเพื่อให้เลือกตั้งใหม่ ดูเหมือนว่า 2 พรรคใหญ่ของพี่น้อง 3 ป. จะไม่ขยันเดินทาง “ตรวจราชการ” เหมือนก่อน เนื่องจากมีสถานะเป็น “รัฐบาลรักษาการ” ถูกห้ามกระทำการหลายอย่าง ห้ามอนุมัติงานหรือโครงการใหม่ๆ ห้ามอนุมัติให้ใช้จ่ายงบฉุกเฉิน ห้ามใช้ทรัพยากรรัฐหาเสียงยิ่งกว่านั้น ผู้สมัคร ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรี ยังได้รับคำตอบจากเนติบริกร ต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เมื่อเดินทางลงพื้นที่แฝงการหาเสียง เมื่อไปในงานและถูกเชิญขึ้นพูดบนเวที ถ้าพิธีกรระบุตำแหน่ง และบอกว่าเป็นผู้สมัคร ส.ส.ด้วย อย่าขึ้นเวทีโดยเด็ดขาด ให้เสร็จจาก “ราชการ” ก่อน จึงพูดคุยกับประชาชนต้องถือว่าเป็นกฎกติกาที่หยุมหยิม ไร้สาระ เป็นพิธีกรรมมากกว่า ไม่ทราบว่าประเทศประชาธิปไตยทั่วโลกจะต้องปฏิบัติแบบนี้หรือไม่ ข้อห้ามที่เป็นสาระจริงๆ คือข้อห้ามตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 169 ห้ามใช้งบประมาณรัฐซื้อเสียง ซึ่งไม่จำเป็น เพราะรัฐบาลได้อนุมัติงบทิ้งทวนมาแล้วหลายรอบแต่เรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างหนึ่ง ก็คือ การทำโพลและเผยแพร่ผลโพลในช่วงที่มีการณรงค์หาเสียงอย่างเข้มข้น กกต.จะต้องกำกับดูแลอย่างเข้มงวด ไม่ให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองกระทำความผิด พ.ร.ป.การเลือกตั้ง เช่นมาตรา 72 ห้ามทำการสำรวจความเห็นประชาชน โดยเจตนาไม่สุจริต หรือมีลักษณะชี้นำมาตราสำคัญได้แก่มาตรา 73 (5) ห้ามจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้ลงคะแนนให้ตนหรือผู้สมัครอื่น ด้วยการ “จูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง” ถือเป็นความผิดร้ายแรง กฎหมายกำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี ถึง 10 ปี และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี ฐานจูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมการจูงใจให้ผู้เลือกตั้งเข้าใจผิด ในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคอาจทำได้ด้วยการทำ “โพลปลอม” และการเผยแพร่โพลปลอม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญระบุว่าโพลมีทั้งโพลแท้ โพลเทียม โพลปลอม โพลรับจ้าง โพลชเลียร์ ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองอาจจะจ้างให้ทำโพลปลอมขึ้นมาเผยแพร่ เพื่อจูงใจให้เข้าใจผิดได้คนส่วนใหญ่อาจไม่มีเวลาที่จะมาติดตามข่าวสารการเมือง หรือติดตามการหาเสียงของผู้สมัคร หรือพรรคการเมือง จึงต้องรับฟังข้อมูลจากสื่อหรือสำนักโพล โพลปลอมอาจจูงใจให้คนบางส่วนตัดสินใจเลือกตั้งตามพลโพลที่อ้างว่าผู้สมัครหรือพรรคใดมีคะแนนนิยมดีมีสิทธิชนะ คนส่วนใหญ่อยากอยู่ข้างผู้ชนะ ไม่ต้องการอยู่ข้างผู้แพ้.