มีรอยแยกเล็กๆในใจทุกครั้ง เมื่อได้ไปไหว้พระในโบสถ์พระแก้วที่เวียงจันทน์ เรารู้เรื่องดีก็พอจะแก้ต่าง พระแก้วมรกตนั้น พระเจ้าไชยเชษฐา ทรงอัญเชิญมาจากเชียงใหม่ นั่น! ขอบขัณฑสีมาไทยแต่หากได้ไปไหว้พระแสน...ที่หลวงพระบาง...คนที่พกหนังสือ พระพุทธรูปสำคัญของไทย...ที่ ส.พลายน้อย เขียน ไปอ่าน ก็ต้องเปิดหนังสืออ่านใหม่ อ่านย้ำ เพื่อความแน่ใจพระแสนองค์นี้ เป็นองค์ไหน...ในกรุงเทพฯของไทยสมัย ร.4 มีพระแสนที่ได้จากลาวไปแล้วถึงสององค์พระแสนองค์แรกเรียก พระแสนเมืองเชียงแตง อยู่ในโบสถ์วัดหงส์รัตนาราม ปากคลองบางกอกใหญ่ อ่านจากหนังสือ ส.พลายน้อย ได้เรื่องมา “เล่าลาว” ให้รู้จัก “เรื่องลาว” ได้ลึกกว่าประวัติพระแสนเมืองเชียงแตง สำนวนแรกนายกุหลาบ (ก.ศ.ร.) แต่งถวายพระรัตนมุนี อดีตเจ้าอาวาสวัดหงส์ เนื้อหามีว่าพระครูโพนเสม็ด อาจารย์สอนกรรมฐานในเวียงจันทน์ พาลูกศิษย์ลูกหาอพยพไปถึงตำบลจำปะ ริมแม่น้ำโขง มีผู้คนนับถือชักชวนกันมาอยู่ด้วยมากขึ้นๆ ละแวกนั้นก็เจริญเติบโตจนยกฐานะเป็นเมืองจำปาศักดิ์ราชธานีพระครูโพนเสม็ดเชิญเจ้าสร้อยศรีสมุทร ราชวงศ์เวียงจันทน์ ขึ้นเป็นกษัตริย์เมื่อ พ.ศ.1783ช่วงเวลานั้นพระครูโพนเสม็ดได้เรี่ยไรโลหะ ทองคำ เงิน ทองแดง ดีบุก สังกะสี หล่อพระสะดุ้งมารองค์หนึ่ง ถวายนามว่าพระแสนฉบับพระยามหาอำมาตย์ธิบดีแตกต่างไปบ้างว่า กว่าจะเป็นพระแสน พระครูโพนเสม็ดต้องหล่อถึงสองครั้ง ครั้งแรกหล่อตอนอยู่เมืองเขมร ได้พระเศียรถึงพระกรขวา พวกเขมรมาเก็บภาษีครัวละ 8 บาท จึงอพยพหนียึดแนวสองฝั่งแม่น้ำโขงหาที่อยู่ใหม่ถึงเกาะมีหาดทรายก็หล่อพระต่อ ได้ส่วนบ่าซ้ายถึงหน้าตัก ถึงพระหัตถ์ตลอดฐาน แล้วนำมาต่อกับส่วนที่หล่อไว้ก่อนมาประสานต่อ ขัดแต่งจนได้องค์พระเรียบร้อยสวยงามประวัติพระแสนสำนวนที่ 3 เจ้าพรหมเทวานุเคราะห์ และเจ้าราชวงศ์เมืองนครจำปาศักดิ์เรียบเรียงมีว่า เมื่อพระครูโพนเสม็ดอพยพมาถึงเมืองเชียงแตงนั้น ได้เรี่ยไรได้ทองแดง ทองเหลือง หนัก 160 ชั่งเศษ หล่อขึ้นเป็นพระพุทธรูปพระองค์หนึ่งเนื้อหนาดี ขัดสีเกลี้ยงเกลางาม คิดจากน้ำหนักโลหะที่ได้กว่าแสนเฟื้อง ถวายพระนาม พระแสนเรื่องพระแสนที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯทรงมีพระราชหัตถเลขา ถึงพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเมื่อ 20 มิ.ย.2401 มีความว่าฉันขึ้นไปถึงกรุงเก่าได้นมัสการพระแสนเมืองเชียงแตงแล้ว รูปพรรณเป็นของเก่าโบราณหนักหนา แต่เห็นชัดว่าอย่างเดียวกับพระแสนเมืองมหาชัยแน่แล้ว ของคนโบราณจะนับถือว่าพระแสนสององค์นี้ องค์ใดองค์หนึ่งจะเป็นของเทวดาสร้างแต่เมื่อดูสีทองแลชั้นเชิงละเอียดไปดูที่เห็นว่า พระแสนเมืองเชียงแตงจะเป็นของเก่ากว่าสีทองที่พระเศียรและพระพักตร์เป็นสีนาคเนาวโลหะ จมูกฤพระนาสิกก็ดูบวมมาก ที่พระองค์ พระหัตถ์ พระบาทนั้น สีทองเป็นอย่างหนึ่ง ติดจะเจือทองเหลืองมากไป ที่ผ้าพาดนั้นเป็นแผ่นเงินทาบทับลง แต่ดูแน่นหนาอยู่พระแสนเมืองเชียงแตงนั้น ตามแต่จะโปรดเถิด ถ้าจะเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดหงส์ก็ดีอยู่ จะได้เป็นคู่กับพระอรุณที่วัดอรุณเรื่องพระแสนแม้มีหลายสำนวน แต่เนื้อหาก็พอจะชัดเจน...ไม่สับสนลางเลือนเหมือนพระแสน เมืองมหาชัย ซึ่ง ร.4 โปรดให้ประดิษฐานไว้ที่วัดปทุมวนาราม...รวมกับพระลาวอีกสององค์คือ พระใส และพระเสิมพอจะรู้เรื่องพระพุทธรูปจากลาวมาบ้าง...ถึงเวลาที่ถูกพาไปกราบ พระแสน อีกองค์ที่หลวงพระบาง...คนอื่นไหว้ได้อย่างสบายใจ มีผมเหนื่อยใจอยู่คนเดียว...เพราะเกิดวิจิกิจฉา หรือ?ว่าพระแสนองค์ที่อยู่ไทยจะไม่ใช่องค์จริงเรื่องของพระแสนสามองค์ ก็คงคล้าย เรื่องพระใส...ในไทยเรามีที่วัดโพธิ์ชัย หนองคาย องค์หนึ่ง มีพระใส ที่วัดปทุมวนาราม องค์หนึ่ง... ผมไปกราบมาแล้ว ก็ศรัทธา พระใส ท่านงามพอกันอยากรู้องค์ไหน เป็นพระแสนพระใสองค์จริง ผมก็คงต้องหาหนังสืออ่านต่อไปอีกหลายเล่ม.กิเลน ประลองเชิง