พรรคฝ่ายค้านและองค์กรภาคประชาชน พยายามจะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่อง แต่ถูกฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว.ร่วมกันคว่ำทุกครั้ง เมื่อเร็วๆนี้ฝ่ายค้านขอแก้ไขใน 2 ประเด็นคือ นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. และยกเลิกอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีของ ส.ว. แต่ไปไม่รอดขณะนี้จวนจะสิ้นอายุของสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 23 มีนาคม จึงไม่มีเวลาพอที่จะยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฝ่ายค้านบางพรรค เช่น พรรคไทยสร้างไทย จึงประกาศให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นนโยบายหาเสียงเลือกตั้ง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค ทสท. ประกาศว่าจะใช้ปากกาประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญประเด็นสำคัญได้แก่ ผู้ทำรัฐประหาร จะต้องโทษถึงประหาร แต่โทษประหารนักรัฐประหาร บัญญัติไว้ในกฎหมายไทยมานานอาจนับร้อยปี เพียงไม่ได้เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เขียนไว้ใน ป.อาญา มาตรา 113 ระบุว่า การใช้กำลังล้มล้างรัฐธรรมนูญ หรือล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ “เป็นกบฏ”ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต ความผิดฐานเป็นกบฏถือเป็นโทษอุกฉกรรจ์ สมัยโบราณต้องประหารถึง 7 ชั่วโคตร แต่ในยุคประชาธิปไตยไทย มีรัฐประหารที่ทำสำเร็จถึง 13 ครั้ง แต่ไม่เคยมีใครถูกประหาร ตรงกันข้าม ผู้ทำรัฐประหารกลายเป็นอัศวินม้าขาวที่มาปราบยุคเข็ญของบ้านเมืองกระบวนการยุติธรรมไทย ถือว่าผู้ยึดอำนาจได้กลายเป็น “รัฏฐาธิปัตย์” เป็นผู้มีอำนาจออกคำสั่งเป็นกฎหมายใช้บังคับคนทั้งประเทศ เคยมี ส.ส.บางคนยื่นฟ้อง ให้ลงโทษคณะรัฐประหารในข้อหากบฏ แต่ผู้ฟ้องถูกจับเข้าคุกเสียเอง พิสูจน์ชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญแก้ปัญหารัฐประหารไม่ได้ถ้ารัฐธรรมนูญใหม่เขียนไว้ชัด ผู้ทำรัฐประหารต้องโทษประการรัฐธรรม นูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด จะตกอยู่ในอันตราย จะโดนคณะรัฐประหารฉีกทิ้ง แล้วนิรโทษกรรมให้ตนเอง ฉะนั้นทางที่ดีท่ีสุด นอกจากรัฐธรรมนูญจะมีบท ลงโทษเด็ดขาดแล้ว ต้องปฏิรูปวัฒนธรรมการเมือง ปลูกฝังประชาธิปไตยให้มั่นคงยังมีคนไทยอีกไม่ใช่น้อยที่ไม่ได้เลื่อมใสและเชื่อมั่นในประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แม้แต่นักการเมืองบางส่วนที่อ้างตนเป็นนักประชาธิปไตย แต่กลับชื่นชมระบอบอำนาจนิยม ยอมเกาะแข้งเกาะขานักรัฐประหาร เพื่อเข้าสู่อำนาจและความมั่งคั่ง แต่น่าดีใจที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่มากมายที่พร้อมยืนหยัดปกป้องประชาธิปไตย.