“ไม่เลือกเราเขามาแน่” ไม่ถึงขั้นดำ แต่ออกเทาๆ ยุทธศาสตร์รวมเสียง บีบให้เลือกคนคนเดียวในฝ่ายเดียวกัน ถูกงัดมาใช้ตามคาดตามฉากสถานการณ์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่คราวนี้แบ่งฝ่ายชัดเจนระหว่าง “ก้าวหน้า-อนุรักษนิยม”แต่ละฝั่งส่งผู้สมัครกันแบบไม่มีใครยอมลงให้ใคร ประชาชนคน กทม.มีตัวเลือกมากมายเป็นประวัติการณ์ในเชิงการเมืองพอมองเห็นเค้าลางกันออกตั้งแต่ต้น คะแนนตัดกันไปมา ทายว่าใครได้ถึง 8 แสนคะแนนก็เข้าวินผ่านโค้งแรกมาจนโค้งสุดท้าย ปรากฏว่าเต็งหนึ่ง “เสี่ยทริป” ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครอิสระ นำม้วนเดียวจ่อเข้าวินแบบไม่ต้องลุ้น แม้โดนวิชามารสารพัด แต่ประคองตัวหลบหลีกมาได้ไม่ช้ำใน ฝ่ายอนุรักษนิยมออกอาการร้อนรนทนไม่ไหว งัดไม้ตาย “ไม่เลือกเราเขามาแน่” โมเดลที่พรรคประชาธิปัตย์เคยทำสำเร็จ เอามาใช้ซ้ำ ยกวาทกรรมสร้างความเกลียดกลัว ชี้เป้าตัวเต็งคือ “ระบอบทักษิณ”ฟังเสียง “อินฟลูเอนเซอร์” อย่าง “วรงค์ เดชกิจวิกรม” หัวหน้าพรรคไทยภักดี “เสรี วงษ์มณฑา” นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน ถ้าไม่เลือกเราเขาจะกลับมาหลอกหลอน บ้านเมืองล่มจมติดหล่มขัดแย้ง หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ห้ามแพ้ในเชิงยุทธศาสตร์ คณิตศาสตร์ ถือเป็นแผนที่ถูกต้องชาญฉลาด ควรทำและต้องทำเพื่อชัยชนะ แต่แม้จะรวมเสียงกันได้จริง นั่นก็เฉพาะฝ่ายอนุรักษนิยมสุดโต่ง ที่มีความเชื่อไปในทิศทางเดียวกันและความจริงคือไม่สามารถรวมเสียงได้ทั้งหมด ถ้าคุยกันได้ตั้งแต่แรกคงไม่ส่งผู้สมัครกระจุยกระจายแบบนี้เหตุผลว่าส่งมาหลายตัวเลือกเพื่อหยั่งกระแส โค้งสุดท้ายใครดีจึงเทให้ เป็นข้ออ้างที่ไร้มโนธรรม หมายความว่าที่หาเสียงเอ่ยอ้างอุดมการณ์ล้วนเป็นสิ่งจอมปลอมผู้สมัครคนหนึ่งคะแนนมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะประชาชนชื่นชอบแนวทางอุดมการณ์ แต่สุดท้ายถูกสั่งให้ไปเลือกอีกคน เพราะความ “ไม่อยากแพ้” ของเครือข่ายมันแฟร์ต่อความรู้สึกประชาชนไหม แฟร์ต่อตัวผู้สมัครแค่ไหน ไม่ต้องอื่นไกลคนเครือข่ายเดียวกัน ผู้สมัคร ส.ก.พลังประชารัฐออกมาโวยยุทธศาสตร์รวมเสียง บีบให้สนับสนุนผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ที่มีทีมผู้สมัคร ส.ก.อยู่แล้ว ทนอลเวงไม่ไหวต้องออกมาประกาศให้โลกรู้เวทีนี้หลายคนไม่ได้มาเพื่อชนะ และส่วนใหญ่ รู้แพ้ รู้ชนะ ไม่ได้สักแต่สะกดคำว่า “แพ้ไม่เป็น”“ไม่เลือกเราเขามาแน่” คงไม่ทำให้คนกลางๆ คนที่ยังไม่ตัดสินใจ หลับหูหลับตามาร่วมด้วยช่วยแห่ยุทธศาสตร์จนตรอก เลือดเข้าตา ไม่มีเรื่องนโยบายอยู่ในหัว มัดมือชกให้เลือกแค่ซ้าย ขวา มันดูถูกสติปัญญากันเกินไป เลือกไปแล้วแต่ได้แย่ยิ่งกว่า โทษใครไม่ได้เจ็บใจตัวเอง มีบทเรียน สำนึกกันไปแล้วก็หลายรายยิ่งนับวันคนกลางๆ ยิ่งเพิ่มมากขึ้น คนรู้เท่าทันถอยห่างการเมืองเลือกข้างที่เห็นประชาชนเป็นแค่ผัก ปลา หมากเบี้ย จ้องแต่จะมาใช้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ไม่น่าแปลกใจ ไม่ว่าโพลไหนถ้าไม่โกหกจกตา พรรคก้าวไกลจะโผล่พรวดพราดมาหายใจรดต้นคอ ไม่ว่าผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. หรือผู้สมัคร ส.ก. แทบทุกเขตคะแนนมาแรงเหลือเชื่อ ไม่อันดับ 1 ก็อันดับ 2คะแนนไหลมาเทมา จากคนรุ่นใหม่ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ และที่คนเบื่อการเมืองเดิมๆ ไม่ซ้าย ก็ขวา ไม่เหลือง ก็แดง รู้เช่นเห็นชาติหาประโยชน์ให้ใคร และใครต้องรับกรรม ซวยซ้ำซากถึงวันนี้ก็ยังมาโชว์ห่วย โชว์ความคิดอ่านด้อยค่าประชาชนชนชั้นอีลิทต้นทุนต้องสูงกว่าใคร ฝ่ายตรงข้ามติดลบ คนตรงกลางศูนย์ ส่วนตัวเองไม่ต้องทำอะไรก็มีต้นทุนแต้มบวก ปัญหาความเหลื่อมล้ำรอจนชาติหน้าก็แก้ไม่หายกฎ กติกา มารยาท ประเทศไทย ถึงได้มีแต่คนนินทา ประชาธิปไตยจอมปลอม ส่วนฝั่งที่อ้างตัวเป็นประชาธิปไตย นับวันศรัทธายิ่งเสื่อมทรุด เผด็จการครอบงำจิตใจ ที่มาที่ไปไม่ต่างกัน ลาภ ยศ ผลประโยชน์พรรคใหญ่ฝ่ายค้าน ผลักดันตัวเองให้ก้าวทันโลกที่หมุนไว มุ่งหวังช่วงชิงฐานคะแนนใหม่ๆ แต่คุณภาพจิตใจถดถอยตกต่ำ ไม่เปิดรับความเห็นต่าง มองเป็นตัวถ่วงต้องกำจัด คัดไว้แค่พวก “ได้ครับพี่ ดีครับผม เหมาะสมครับท่าน”พรรคการเมืองไม่ต่างจากบริษัท ส.ส.เป็นแค่พนักงาน มุ่งแต่แสวงหากำไรการเมือง 2 ฝั่งก้าวไม่ข้ามยุคมืด ติดกับดักผลประโยชน์พอเห็นทางเลือกใหม่ที่มีเค้าลางความหวัง จึงตัดสินใจไม่ยากไม่แน่ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.–ส.ก.คราวนี้ ที่ประเมินว่าจะเป็นตัวบ่งชี้ทิศทางการเลือกตั้งใหญ่ส้มอาจหล่นทั่วเมืองหลวง ลามปามสนามใหญ่ส้มครองเมือง.ทีมข่าวการเมืองผลเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565เกาะติด ลุ้นผลนับคะแนนสด เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. 2565 ไทยรัฐออนไลน์