พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) แตกดังโพละอีกครั้ง เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. มีมติขับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรคและ ส.ส.พะเยา พร้อมกับ ส.ส.อีก 20 คน พ้นจากสมาชิกพรรค ฐานก่อความเสียหายร้ายแรงต่อความมั่นคง เอกภาพ และเสถียรภาพของพรรคมติของพรรค พปชร. ไม่ทำให้ 21 ส.ส. พ้นจาก ส.ส.ทันที แต่ให้เวลาหาพรรคใหม่ได้ภายใน 30 วัน ต้องถือว่าเป็นมติที่เอื้ออาทร และเป็นไปตามข้อเรียกร้องของ ร.อ.ธรรมนัสด้วยซ้ำ เพราะถ้าลาออกจะสิ้นสภาพ ส.ส.ทันที ส่วนสาเหตุของความแตกแยก เป็นเรื่องที่สะสมมานาน แต่ฟางสุดท้ายคือการแพ้เลือกตั้งซ่อมในภาคใต้ความแตกแยกเป็นเรื่องปกติ เป็นธรรมชาติของพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้น เพื่อสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลคณะรัฐประหาร ที่ได้อำนาจมาด้วยการกระทำผิด ป.อาญา มาตรา 113 โทษฐานกบฏ จึงต้องสร้างความชอบธรรมให้แก่อำนาจ ด้วยการประกาศรัฐธรรมนูญใหม่ แทนฉบับเก่าที่ฉีกทิ้ง รวมทั้งตั้งพรรคและเลือกตั้งพรรคการเมืองของคณะรัฐ ประหาร มักจะตั้งขึ้นด้วยการดึงและดูดเอานักการเมืองกลุ่มต่างๆมาร่วมจัดตั้งพรรค เพื่อให้เป็นพรรคที่โดดเด่นทันที เพื่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ผู้ร่วมจัดตั้งพรรคไม่จำเป็นจะต้องมีอุดมการณ์ที่ตรงกัน แต่มีผลประโยชน์ตรงกันคือต้องเป็นรัฐบาล และมีรัฐธรรมนูญที่ “ดีไซน์เพื่อพวกเรา”พรรครัฐประหารส่วนใหญ่ ไม่ตรงกับหลักการที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ 2540 ที่ว่า “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง เพื่อสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของประชาชน” และเพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์นั้น แต่ส่วนใหญ่ตั้งขึ้นเพื่อสืบทอดอำนาจ โดยรวบรวมกลุ่มต่างๆ เข้ามา เพื่อแข่งขันเลือกตั้งจึงเป็น “พรรคเฉพาะกิจ” ไม่ใช่ “สถาบันการเมือง” อย่างที่กลายเป็นวิวาทะระหว่าง พปชร. กับ ปชป. ในการเลือกตั้งซ่อมที่ผ่านมา พรรคที่รีบร้อนจัดตั้งใหม่ ไม่ถือว่าเป็น “ระบบพรรคการเมือง” ที่แท้ แต่กลายเป็น “ระบบพรรคพวก” อุดมการณ์การเมืองไม่ตรงกัน มีแต่ผลประโยชน์ที่ขัดกันได้ง่าย และนำไปสู่ความแตกแยกแม้จะอยู่พรรคเดียวกัน แต่อุดม การณ์การเมืองไม่ตรงกัน หรือบางคนอาจไม่รู้จักอุดมการณ์ด้วยซ้ำ มีแต่ผลประโยชน์ที่ขัดกันได้ทุกเมื่อ เพียง 21 ส.ส.จากทั้งหมด 500 ส.ส. อาจทำให้สภาล่มได้ ทำให้ร่างกฎหมายสำคัญๆของรัฐบาลลูกคว่ำได้ ทำให้ต้องยุบสภาหรือลาออก และ 21 เสียง อาจโค่นนายกรัฐมนตรีได้.