เสือ 2 ตัวอยู่กันไม่ได้ บิ๊กตู่-ธรรมนัส “สมชัย” ฟันธง

ข่าว

    เสือ 2 ตัวอยู่กันไม่ได้ บิ๊กตู่-ธรรมนัส “สมชัย” ฟันธง

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    17 ก.ย. 2564 05:25 น.

    ฝ่ายค้านอ่านเกมเสี้ยมพี่น้อง 2 ป. ฟันธง “บิ๊กป้อม” แสดงตัวเจ้าของ พปชร.ตัวจริง ไม่ยอมปรับโครงสร้างเขี่ย “ธรรมนัส-นฤมล” พ้นผู้บริหารพรรค เชื่อเกิดอาฟเตอร์ช็อกอีกหลายระลอก ตั้งข้อสังเกตคำสั่งศาล ปค.จี้ ป.ป.ช.เปิดผลสอบนาฬิกาเพื่อนพุ่งเป้าใส่พี่ใหญ่ “สมชัย” วิเคราะห์ “บิ๊กตู่-ผู้กองขาใหญ่” เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ขณะที่ ป.ป.ช.ชักแม่น้ำตั้งท่ากั๊กข้อมูลคดีนาฬิกาหรู ขอดูคำพิพากษาเป็นทางการก่อนวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่ง “อันวาร์”ได้กลิ่นปฏิวัติร่อน จ.ม.ดักทาง ผบ.เหล่าทัพ วอนทหารให้โอกาสประชาธิปไตยทำงานบ้าง เพื่อไทยออมชอมเคลียร์ใจ 5 งูเห่า

    อาฟเตอร์ช็อกจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจโหวตล้มนายกรัฐมนตรี แม้ระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ จะโชว์ภาพรักกันดี แต่หลายฝ่ายยังเชื่อปมขัดแย้งต้องกลายเป็นหนังม้วนยาว

    “อนุสรณ์” ฟันธงศึก พปชร.ไม่จบ

    เมื่อวันที่ 16 ก.ย. นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงภาพการประชุมพรรคพลังประชารัฐเมื่อวันที่ 15 ก.ย.ที่ผ่านมาว่า จากการติดตามข่าวภาพที่ออกมาแสดงให้เห็นว่ามีความพยายามของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของพรรคที่แท้จริงเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ่ายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม เข้ามาก้าวก่ายแทรกแซง หรือยึดครองพรรค เหมือนดังคำกล่าวที่ว่า สงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร พล.อ.ประยุทธ์ อาจคิดว่าปลดเลขาธิการพรรค ปลดเหรัญญิกพรรคออกจากรัฐมนตรีแล้วทุกอย่างจะจบ ซึ่งคดีพลิกเมื่อหัวหน้าและเจ้าของพรรคตัวจริงไม่ยอมปรับโครงสร้างกรรมการบริหารพรรคใหม่ แต่งตั้ง พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา มาเป็นประธานยุทธศาสตร์พรรค ทั้งที่ก่อนหน้าตำแหน่งดังกล่าวถูกวางให้นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม ควันหลงจากศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจจึงยังไม่จบ และจะเกิดอาฟเตอร์ช็อกตามมาอีกหลายครั้ง ซึ่งจะส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองในอนาคตได้ง่ายขึ้น และมองว่ารัฐบาลนี้ไม่มีทางอยู่จนครบเทอมได้แน่นอน

    โยงศาล ปค.สั่งไขคดีนาฬิกา “ป้อม”

    นายอนุสรณ์ให้สัมภาษณ์กรณีศาลปกครองกลางสั่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับคดีนาฬิกาหรูของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯว่า ต่อไปจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในคดี หรือประเด็นร้องเรียนที่เกี่ยวเนื่องกับผู้ถืออำนาจรัฐ ที่ประชาชนต้องการทราบรายละเอียดจะไปร้องศาลปกครอง ประเด็นเรื่องนาฬิกาเป็นมหากาพย์ คำให้การที่ต้องเปิดเผยมาจะไขรหัสความลับที่เกี่ยวข้องในคดีนี้ทั้งหมด เชื่อมโยงกับทรัพย์สินอื่นที่สังคมตั้งคำถามว่า เรียกรับผลประโยชน์หรือการทุจริตคอร์รัปชันหรือไม่ ต้องติดตามว่า ป.ป.ช.จะเปิดได้แค่ไหนเมื่อใด แม้บางส่วนจะสงสัยว่าเป็นอาฟเตอร์ช็อกหรือผลกระทบจากวิกฤติความขัดแย้งผู้นำรัฐบาลกับผู้นำ พปชร.หรือไม่ เชื่อว่าถ้าทำตรงไปตรงมาประชาชนจะได้ประโยชน์เพราะหลายคดีที่ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันมีมาตรฐานแตกต่าง คดีของบางกลุ่มถูกตั้งคำถามว่าช้า แต่ของคนบางกลุ่มกลับเร็ว

    “สมชัย” เสี้ยมเสืออยู่ถ้ำเดียวกันยาก

    นายสมชัย ศรีสุทธิยากร ผอ.ศูนย์วิจัยการเมืองและการพัฒนา ม.รังสิต และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โพสต์เฟซบุ๊กว่า “การปรากฏตัวในที่ประชุม ส.ส.พรรค พปชร.ของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการพรรค พปชร.เป็นอาฟเตอร์ช็อกของฝั่งประยุทธ์ ดาบสังหารธรรมนัสและนฤมล ไม่สามารถขับพ้นตำแหน่งใน พปชร.ได้ อาจเพราะฝ่ายของธรรมนัสยึดกุมพื้นที่ข้างมากในกรรมการบริหาร และวันนี้ตัดสินใจแล้วว่าอยู่กับใครแล้วมีอนาคตกว่า พล.อ.ประวิตรเลิกเล่นบทเป็นพี่ใหญ่อุ้มชูน้องที่ไม่เคยเคารพพี่ มองเห็นพี่แค่ตัวตลกนั่งร้าน การปรากฏตัวของธรรมนัส นฤมล และประธานยุทธศาสตร์พรรคที่เป็นคู่แข่งชิง ผบ.ทบ.กับ พล.อ.ประยุทธ์ อาจตีความได้ว่า 1)เสือบาดเจ็บอย่างธรรมนัส ยังยึดถ้ำของตนอยู่ต่อไม่คิดเปลี่ยนถ้ำใหม่ให้วุ่นวาย 2)เจ้าของถ้ำเลือกเสือตัวนี้ที่ได้อาศัยเสือคุมสิงสาราสัตว์อื่นๆได้ผลดี แถมยังหาอาหารมาแบ่งปันกันได้ 3)เชื่อว่าถ้ำนี้จะใหญ่โตขึ้นหากยังมีเสือตัวนี้อยู่ 4)เมื่อมีเสือธรรมนัส ก็ย่อมไม่มีเสือประยุทธ์ ภาษิตโบราณกล่าวชัดเจน “เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้” เดินหมากผิดตาเดียวพ่ายทั้งกระดาน”

    “บิ๊กน้อย” ปัดตีกัน “ประยุทธ์”

    พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ว่า ไม่มีอะไรเลยจริงๆ ที่มารับตำแหน่งต้องการมาช่วย พล.อ.ประวิตรเป็นพี่ที่รักและทำงานด้วยมาตลอด ขาดคนทำงานที่เป็นคนที่มองตารู้ใจ ไม่ได้หวังตำแหน่งอะไรในอนาคต ไม่มี เมื่อถามถึงข่าวว่ามาเพื่อตีกัน พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.วิชญ์ตอบว่า ไม่เป็นความจริง ตรงกันข้าม มาช่วยทั้ง พล.อ.ประวิตร และ พล.อ.ประยุทธ์ ทำงาน ประสานกับส.ส.ฝ่ายการเมือง ยืนยัน พล.อ.ประวิตรกับ พล.อ.ประยุทธ์ ยังรักใคร่กันดีเป็นพี่น้อง มีอะไรคุยกันได้ ร่วมมือทำงานทั้งในรัฐบาลและการเมืองกันต่อไป

    มาด้วยใจสานรอยร้าว พปชร.

    เมื่อถามว่า มีการมองว่าไม่สันทัดทางการเมือง พล.อ.วิชญ์ตอบว่าใช่ แต่มาด้วยใจที่อยากจะช่วยงาน พล.อ.ประวิตร อยากช่วยพรรคให้เกิดความรักใคร่กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียว มุ่งสู่ชัยชนะเลือกตั้งครั้งหน้า กำลังร่างยุทธศาสตร์พรรค ตั้งคณะทำงาน มีเป้าหมายให้ ส.ส.พลังประชารัฐรักกัน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่แบ่งเป็นพวก กลุ่ม ก๊วน เชื่อว่าความที่ทุกคนให้ความเคารพรัก พล.อ.ประวิตรจะสามารถเดินหน้าสู้ศึกชนะเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้อีกครั้ง กับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เลขาธิการ พปชร.รู้จักกันมานานแล้วตั้งแต่สมัย ร.อ.ธรรมนัส อยู่กับ พล.อ.ไตรรงค์ อินทรทัต หรือ “เสธ.ไอซ์” เพราะเป็นเพื่อนกัน ทำงานด้วยกันได้

    ป.ป.ช.ตั้งการ์ดกั๊กเปิดข้อมูล

    นายนิวัติไชย เกษมมงคล รองเลขาธิการ ป.ป.ช.และโฆษก ป.ป.ช.กล่าวถึงกรณีศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ ป.ป.ช.เปิดเผยข้อมูลคดีนาฬิกาของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯว่า ขณะนี้ ป.ป.ช. กำลังรอคำพิพากษาจากศาลปกครองกลางเพื่อขอดูคำพิพากษาอย่างเป็นทางการว่าให้เปิดเผยข้อมูลทางคดีในส่วนใด จากนั้นคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่จะพิจารณาว่า สามารถเปิดเผยข้อมูลได้หรือไม่หรือเปิดเผยได้เพียงแค่ไหน ถ้าเป็นข้อมูลในส่วนที่เกี่ยวกับสำนวนในคดีโดยตรง คงเปิดไม่ได้ เพราะถ้าเปิดเผยไปแล้วจะรู้ว่า มีพยานคนใดบ้าง ให้การอย่างไร อาจเกิดการไปฟ้องร้องตามมา ถ้าเป็นข้อมูลที่เกิดผลกระทบให้กระบวนการยุติธรรมเสื่อมประสิทธิภาพคงให้ดูไม่ได้ หรือถ้าเป็นข้อมูลที่เปิดไปแล้วไปกระทบต่อสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล กฎหมาย ป.ป.ช.ไม่ให้เปิดเผย รวมถึงถ้าเป็นข้อมูลที่ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่า ป.ป.ช.จะปกปิดไม่เปิดเผย แต่ต้องรอเหตุผลและรายละเอียดคำพิพากษาก่อน ส่วน ป.ป.ช.จะยื่นอุทธรณ์คัดค้านการเปิดเผยสำนวนคดีต่อศาลปกครองสูงสุดหรือไม่ ยังตอบไม่ได้ ขอให้ที่ประชุม ป.ป.ช.วินิจฉัยก่อน

    “ระวี” พึ่ง ส.ว.ล่าชื่อตีความ รธน.

    นพ.ระวี มาศฉมาดล หัวหน้าพรรคพลังธรรมใหม่ กล่าวถึงความคืบหน้าการล่าชื่อ ส.ส.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อ ส.ส.เท่านั้น ทำให้ใช้เพียงเสียง ส.ส. 1 ใน 10 หรือแค่ 48 คนเท่านั้น รวบรวมชื่อได้มากกว่าครึ่งแล้วแต่ยังไม่ครบ 48 คน เสียงที่ได้เป็นของพรรคเศรษฐกิจใหม่ พรรครวมพลังประชาชาติไทย แต่ยังไม่มีเสียงของพรรคภูมิใจไทยและพรรคก้าวไกล อยู่ระหว่างทาบทาม หากไม่มีเสียง ส.ส.ภูมิใจไทยและก้าวไกลเข้าชื่อด้วยเสียงจะไม่ถึง 48 เสียง ถ้าสัปดาห์นี้ยังได้เสียงไม่ครบคงต้องหันไปพึ่ง ส.ว.รวบรวมชื่อเพราะเสียง ส.ว.1 ใน 10 จะใช้แค่ 26 เสียงพูดคุยประสานงานกันอยู่แต่ ส.ว.ยังไม่รับปาก หากไม่สามารถรวบรวมเสียงได้ครบจริงๆ คงต้องหาช่องทางอื่นๆ ทราบว่า นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ไปยื่นเรื่องให้นายกฯ ส่งตีความโดยไม่ต้องใช้เสียง ส.ส.หรือ ส.ว.

    “อันวาร์” ปูดกลิ่นปฏิวัติเตะจมูก

    นายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ทำจดหมายเปิดผนึกฉบับที่ 2 ถึง ผบ.เหล่าทัพตอนหนึ่งว่า จำเป็นต้องทำจดหมายเปิดผนึกถึง ผบ.เหล่าทัพอีกครั้งเพราะเริ่มมีกระแสข่าวลือว่า ทหารอาจต้องออกมาปฏิวัติอีกเพราะสถานการณ์บ้านเมืองกำลังอยู่ในวิกฤติวุ่นวาย สังคมมีความรู้สึกไม่ยอมรับในตัวผู้นำ รวมถึงการบริหารงานที่ไม่โปร่งใส มีผู้ออกมาประท้วงรายวันส่วนใหญ่เป็นเยาวชน รัฐบาลไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน ตอบแค่เพียงว่า อนาคตของชาติอยู่ในแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตนยิ่งกังวลเมื่อฟังตำรวจใหญ่ให้สัมภาษณ์ว่า ความวุ่นวายต้องจบภายในเดือน ต.ค.หมายความว่า การปราบปรามด้วยวิธีการที่รุนแรง จะทวีความรุนแรงขึ้น จึงนึกย้อนหลังถึงเหตุการณ์ก่อนปฏิวัติ 22 พ.ค.57 ที่คล้ายกัน

    วอนทหารให้โอกาสกลไก ปชต.

    นายอันวาร์กล่าวว่า ปัจจุบันความขัดแย้งทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยเป็นเรื่องปกติ ปกครองกันด้วยเสียงข้างมากตัดสินออกมาเช่นไรฝืนความรู้สึกของสังคมหรือไม่ประชาธิปไตย มีกลไกแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง รวมกลุ่มออกมาชุมนุมต่อต้านหากรัฐบาลไม่รับฟังก็จะยกระดับขึ้นเรื่อยๆ เช่นกรณีการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากสังคมไม่เห็นด้วยกับการลงมติประชาชนจะจัดการกันเองกองทัพไม่จำเป็นต้องออกมาปฏิวัติโดยใช้ข้ออ้างต้องการทำให้บ้านเมืองสงบ ถามว่า แล้วสงบจริงหรือไม่ก็เห็นๆ ทุกครั้งที่ปฏิวัติบ้านเมืองเลวร้ายลงกว่าเดิม เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และยังไม่มีท่าทีว่าจะยุติลงได้ด้วยวิธีใด ดังนั้น แค่ทหารต้องให้โอกาสกลไกของประชาธิปไตยทำงานให้จนถึงที่สุด หนทางสุดท้ายคือ การคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน และขอเสนอนายกฯ บรรจุหลักสูตรความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยให้ทหารเรียนได้ไม่ต้องออกมาทำการปฏิวัติอีก

    ซัดผู้นำ รปห.ถือว่าผิดตลอดชีวิต

    น.ส.ตรีชฎา ศรีธาดา คณะทำงานเศรษฐกิจพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หากประเทศไทยและคนไทยมีผู้นำดีและเก่ง จะไม่ตกอยู่ในสภาพไร้ทางเลือกและไร้โอกาส ทุกวันนี้ประชาชนตกงานไม่มีกินเพราะผู้นำอ่อนด้อยต้องทยอยตายกันหมด ผ่านมา 15 ปี ของการถูกยึดอำนาจ 19 ก.ย.49 ประเทศขาดโอกาสปิดอนาคตลูกหลานนานถึง 15 ปี พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเลิกอ้างว่าตัวเองสวดมนต์ทุกวันแล้วจะไม่ทำเรื่องผิด มันทำให้คนที่สวดมนต์ทุกวันมัวหมอง เพราะสิ่งที่ท่านทำคือความผิดตลอดชีวิตนั่นคือการปฏิวัติแล้วขึ้นไปนั่งเป็นนายกฯ มันเป็นความผิดมหันต์ ที่ท่านได้สร้างตราบาปไว้กับประเทศ และประชาชน แล้วยังดันทุรังทำทุกวิถีทางแลกกับการให้ตัวเองอยู่ในอำนาจต่อด้วยผลประโยชน์อย่างเลือดเย็น มหาภัยพิบัติอาจไม่สามารถทำให้คนตายได้ แต่ “ผนงรจตกม”

    เพื่อไทยจ่อเคลียร์ใจ 5 ส.ส.งูเห่า

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการดำเนินการกับ ส.ส.ที่ไม่ปฏิบัติตามมติพรรคในการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า หลังจากคณะกรรมการจริยธรรมพรรค มีมติขับนายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ ส.ส.อุตรดิตถ์ และ น.ส.พรพิมล ธรรมสาร ส.ส.ปทุมธานี พ้นจากสมาชิกพรรค ขณะนี้กำลังเตรียมหาวันที่เหมาะสมนัดประชุมเพื่อโหวตในกลางเดือน ต.ค. ส่วน ส.ส.อีก 5 คนที่เหลือนั้นจะต้องเคลียร์ใจในการทำงานร่วมกัน ส่วนกรณีนายชัยยันต์ ผลสุวรรณ์ ส.ส.ปทุมธานี แค่ถูกภาคทัณฑ์และใช้เป็นเงื่อนไขการพิจารณาส่งลงสมัครเท่านั้น การอ้างห้ามป่วย ห้ามลาในวันลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี ขัดกับหลักสิทธิมนุษยชนและจริยธรรมทางการเมืองนั้น ต้องบอกว่า ส.ส.ทุกคนมีเอกสิทธิ์ของตัวเองอยู่แล้วแต่เอกสิทธิ์ดังกล่าวใช้ต่อเรื่องนี้ไม่ได้

    ว่าที่ ผบ.เหล่าทัพตบเท้าพบ “บิ๊กตู่”

    ด้านความเคลื่อนไหวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้าวันที่ 16 ก.ย.นายกฯ ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล มีนายทหารระดับสูงที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ประกอบด้วย พล.อ.วรเกียรติ รัตนานนท์ ว่าที่ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.สมประสงค์ นิลสมัย ว่าที่ ผบ.ทร. พล.อ.อ.นภาเดช ธูปะเตมีย์ ว่าที่ ผบ.ทอ. และ พล.ท.สันติพงศ์ ธรรมปิยะ ว่าที่เสนาธิการทหารบก พากันเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อแสดงความขอบคุณนายกฯ ตามธรรมเนียม และรับนโยบายการทำงานจากนายกฯ และ รมว.กลาโหม ก่อนเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติครั้งที่ 2/2564 ผ่านระบบ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยมีนายชวน หลีกภัย ประธานรัฐสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม

    โควิดพ่นพิษงดสื่อเข้าทำเนียบ

    ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้ออกประกาศสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีขอให้สื่อมวลชนงดปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนภายในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาล เนื่องจากกรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ตั้งแต่วันที่ 16-30 ก.ย.

    “ณัฏฐพล” ยังอู้ฟู่รวย 2,000 ล้าน

    ที่สำนักงาน ป.ป.ช.มีการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ กรณีพ้นจากตำแหน่ง เมื่อวันที่ 29 พ.ค.2564 โดยนายณัฏฐพลมีบัญชีทรัพย์สินทั้งหมดรวม 2,016,755,733 บาท แบ่งเป็นทรัพย์สินนายณัฏฐพล 360,029,336 บาท ทรัพย์สินของนางทยา ทีปสุวรรณ คู่สมรส 1,447,025,634 บาท และทรัพย์สินบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ 209,700,762 บาท ส่วนหนี้สินนายณัฏฐพลและคู่สมรสมีทั้งสิ้น 122,569,157 บาท เมื่อเทียบกับตอนนายณัฏฐพลเข้ารับตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ วันที่ 22 ส.ค.2562 ที่มีทรัพย์สิน 2,115,587,449 บาท พบว่ามีทรัพย์สินลดลง 98,831,716 บาท

    สภาฯเร่งเครื่อง ก.ม.อุ้มหาย

    อีกเรื่อง ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ ทำหน้าที่ประธานเพื่อพิจารณาลงมติร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหายวาระ 1 รวม 4 ร่าง ได้แก่ ร่างของ ครม. ร่างของนายสิระ เจนจาคะ ส.ส.กทม.พรรค พปชร. ร่างของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ และร่างของนายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โดยที่ประชุมลงมติเห็นชอบทั้ง 4 ร่างด้วยคะแนน 368 ต่อ 0 งดออกสียง 1 เสียง ไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ 25 คน แปรญัตติภายใน 7 วันโดยใช้ร่าง ครม.เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยได้เสนอชื่อ นพ.ทศพร เสรีรักษ์ อดีต ส.ส.พรรคไทยรักไทย สมาชิกพรรคเพื่อไทย นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง พรรคประชาธิปัตย์ เสนอชื่อนายสมชาย หอมลออ ประธานมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา และพรรคเสรีรวมไทย เสนอนางอังคนา นีละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมเป็น กมธ.

    “โรม” จ้องบังคับใช้หลายคดี

    นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล กล่าวว่า หลายพรรคการเมือง และภาคประชาชน ร่วมกันผลักดันร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหายจนผ่านมาวาระ 1 ถือว่าประสบความสำเร็จในขั้นต้น เชื่อว่าจะผ่านวาระ 3 ได้ในปีนี้ ต้นปีหน้า ส.ว.น่าจะผ่านร่างเพื่อประกาศใช้ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อกฎหมายผ่านแล้วอยากให้มีการเปิดพื้นที่เปิดการสอบสวนในหลายๆคดี สร้างความมั่นใจต่อการบังคับใช้กฎหมายให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย เท่าที่ดูรายชื่อ กมธ.ที่มาจากหลายๆพรรคแล้วมีความหวังทำให้ร่างกฎหมายมีคุณภาพ และบังคับใช้ได้จริง

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    อภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคพลังประชารัฐประวิตร วงษ์สุวรรณประยุทธ์ จันทร์โอชาอภิปรายไม่ไว้วางใจ 64อภิปรายไม่ไว้วางใจ 2564ข่าวหน้า1

    คุณอาจสนใจข่าวนี้

    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันอาทิตย์ที่ 17 ตุลาคม 2564 เวลา 14:24 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์