เรื่องท้าวประดู่ ผัวนางประแดะ ชู้รักของระเด่นลันไดมีคอกเลี้ยงวัวอยู่ใกล้พระบรมมหาราชวัง ผมอ่านจาก “คอคิดขอเขียน” “กาญจนาคพันธุ์” ทำงานริมถนน ราชดำเนิน บริษัทไทยโทรทัศน์ จินตนาการว่า ท้าวประดู่ น่าจะส่งนมวัวไปให้ฝรั่งที่มาอยู่เมืองไทยสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์กินเป็นอาหารเช้าจนเมื่อผมได้หนังสือเล่มใหม่ “เลาะวัง” พระอัครมเหสี พระภรรยาเจ้าในเจ้าจอม ในรัชกาลที่ 1-10 (จุลลดา ภักดีภูมินทร์ เขียน สำนักพิมพ์แสงดาว พ.ศ.2564) เปิดอ่าน เรื่องสมเด็จพระศรีสุลาไลย ได้ความรู้ต่อยอดท้าวประดู่ ไม่ใช่เรื่องเล่าเล่นๆ แต่มีตัวตนจริงๆจุลลดา ภักดีภูมินทร์ เล่าว่า พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย กับสมเด็จพระศรีสุลาไลยนั้น ทรงมีพระสุขภาพอนามัยแข็งแรง พระวรกายสูงใหญ่ อวบท้วมมาแต่ทรงพระเยาว์เล่ากันว่าสมเด็จพระชนนีท่านมีเชื้อสายแขก จึงโปรดให้พระราชโอรสเสวยนมวัวมาแต่ทรงพระเยาว์จนกระทั่งเสด็จขึ้นครองราชย์ เพราะปรากฏว่า ตรงที่เรียกกันว่าสี่แยกคอกวัวในสมัยรัชกาลที่ 3 เคยมีคอกวัวอยู่จริงๆแขกเลี้ยงวัวเป็นแขกฮินดู ชื่อแขกประดู่ ทุกเช้าต้องนำนมวัวเข้าไปส่งที่พระบรมมหาราชวังแขกประดู่ แกมีภรรยาเป็นหญิงมลายู และแถบนั้นมีแขกขอทานชื่อ แขกลันได เกิดทะเลาะวิวาทกันด้วยแย่งชิงผู้หญิง คือนางประแดะเป็นเหตุให้พระมหามนตรี (ทรัพย์) กวีมีชื่อในสมัยนั้น นำเรื่องมาแต่งเป็นกลอนสด เรื่องระเด่นลันไดอ่านถึงตอนนี้ จึงรู้ว่า นอกจากท้าวประดู่ มีตัวตนจริงๆ นางประแดะ หูกลวงดวงสมร และท้าวระเด่นลันได เจ้าของปราสาทเสาคอดยอดด้วน อยูที่เสาชิงช้า ก็มีตัวตนจริงเรื่องแขกประดู่ แขกลันได เป็นเพียงเกร็ดเล็กๆในเรื่อง ที่จุลลดา ภักดีภูมินทร์ เล่าแต่เรื่องหลัก ที่ควรอ่าน สมเด็จพระศรีสุลาไลย สมเด็จพระชนนีสมเด็จพระนั่งเกล้า ที่นอกจากทรงเลี้ยงพระโอรสด้วยการให้เสวยนมวัวแล้ว ยังทรงเลี้ยงพระโอรสให้อยู่ในพระโอวาทข้อสังเกตที่สนับสนุนว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงเชื่อฟังสมเด็จพระชนนี อีกข้อหนึ่งคือธรรมดาเจ้านายนั้น ส่วนมากอายุ 16-17 ปี ก็มีหม่อมแล้ว แต่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ทรงผนวชก่อน คือบวชให้แม่ก่อนเมื่อพระชันษา 20 ปี แต่กระนั้น ก็ยังมีหม่อมท่านแรก เอาเมื่อพระชันษาได้ 25 ปีเหตุที่ทรงมีหม่อมช้า...หลังทรงผนวช พ.ศ.2351 ปลายรัชกาลที่ 1 ทันได้ถวายพระราชกุศลสมเด็จพระบรมอัยกาธิราช ปีรุ่งขึ้น พ.ศ.2352 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็เสด็จสวรรคตเมื่อสมเด็จพระบรมราชชนก (รัชกาลที่ 2) เสด็จขึ้นครองราชย์ สมเด็จพระนั่งเกล้าฯในฐานะพระราชโอรสองค์ใหญ่ พระชันษา 21-22 ปีแล้ว ต้องทรงช่วยรับพระราชภาระสมเด็จพระราชบิดาขณะนั้นบ้านเมืองเพิ่งได้ 27 ปี อยู่ในภาวะผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน มีเรื่องวุ่นวายทั้งภายนอกและภายในภายนอก ประเทศราชต่างๆก็ใคร่จะแข็งเมือง ประเทศใกล้เคียงก็คอยหาโอกาสยุยงส่งเสริมส่วนภายในบ้านเมือง ก็แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า ที่สำคัญคือพวกประสงค์จะยกเชื้อสายสมเด็จพระเจ้าตากสินขึ้นครองราชย์ต่อไป กว่าจะสงบเรียบร้อยลงไปได้ ก็เป็นเวลาเกือบ 2 ปีด้วยเหตุนี้ สมเด็จพระนั่งเกล้าฯจึงไม่ทรงมีเวลาสำหรับเรื่องส่วนพระองค์ พูดง่ายๆไม่มีเวลาสำหรับมีลูกมีเมียจนพระทั่ง พ.ศ.2355 พระชันษา 25 ปี จึงทรงมีพระโอรสองค์แรก (พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้ากระวีวงศ์ ประสูติแต่พระเจ้าจอมมารดาหงิม) คือทรงมีหม่อมเมื่อพระชันษาถึง 24 ปีเรื่องที่สมเด็จพระศรีสุลาไลยทรงกวดขันพระโอรสอยู่ในโอวาท ผู้เฒ่าผู้แก่จดจำเล่าต่อๆมาว่า “สมเด็จพระศรีสุลาไลยท่านหวงลูกท่าน ท่านให้บวชก่อนเบียด”ผมตัดต่อย่อเรื่อง ยั่วให้ท่านผู้อ่านได้แค่นี้นะครับ อยากอ่านให้สะใจ ควรไปหาหนังสือ “เลาะวัง” อ่านกันเอง.กิเลน ประลองเชิง