เปิดเวทีสภา การเมืองก็คือการเมือง การประชุมรัฐสภาสมัยสามัญในวันที่ 22 พ.ค.64 ซึ่งในวาระนี้อยู่ในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสกำลังหนัก บรรดาท่านผู้ทรงเกียรติพึงระมัดระวังเอาไว้ด้วยทั้งนี้ สมัยประชุมนี้โควิด-19 ยังคงเป็นประเด็นใหญ่ที่ฝ่ายค้านจะต้องเปิดฉากโจมตีในสภาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวงบประมาณประจำปี 2565 น่าจะเป็นสาระสำคัญสูงสุดและยังมีกฎหมายประชามติที่ยังค้างอยู่ ที่แน่นอนการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็จะถูกนำมาเป็นประเด็นทางการเมืองอย่างมีได้มีเสียแน่นอนว่าเรื่องงบประมาณจะถูกโยงไปสู่ทุกเรื่องทุกประเด็นได้ไม่ต่างไปจากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเท่าใดนักถึงขนาดว่าหากยังไม่ถึงใจก็จะขอเปิดอภิปรายทั่วไปอีกด้วยถือเป็นสิทธิที่จะทำได้...แต่ต้องไม่ลืมว่าในประเด็นทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นนั้น หากฝ่ายค้านไปแยกแยะโจมตีมันทุกเรื่องทุกประเด็นตามวาระต่างๆนี้หากไม่มีอะไร “พิเศษ” จริงๆคงเอารัฐบาลอยู่ยากยิ่งถ้าจัดการปัญหาโควิดได้เร็วและมุ่งจัดการปัญหาเศรษฐกิจเพื่อขับเคลื่อนไปข้างหน้าให้ได้ก็ยิ่งจะสร้างเสถียรภาพให้มั่นคงยิ่งขึ้นระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยมีปัญหาต่อกันจนมาถึงวันนี้คงเป็นเรื่องยากที่จะถอนตัวเพราะมันมีเหตุและผลของมันอยู่การแก้ไขปัญหาเรื่อง “วัคซีน” ที่มีภาพว่านายกฯแตกคอกับอนุทินนั้นก็มีการ “ซื้อใจ” กันไปแล้ว เพราะนายกฯได้เข้ามาจัดการเองทั้งหมดและ “อุ้ม” นายอนุทินให้ขึ้นมาจากหลุมที่กำลังจะฝังกันอยู่แล้วหรือประชาธิปัตย์นั้นมีข้อจำกัดในตัวเองอยู่แล้ว ฟังเสียงหัวหน้าพรรคพูดถึงการที่ลูกพรรคสร้างกระแสให้ “ถอนตัว” จากรัฐบาล“ต้องมีความรับผิดชอบ” ต่อสถานการณ์ก็ชัดอีกเช่นกันว่ายังยินดีที่จะกอดคอร่วมบริหารประเทศกันต่อไปจนกว่าจะถึงที่สุดและประเมินแล้วว่าฝ่ายค้านไม่มีทางโค่น “ประยุทธ์” ได้ในสถานการณ์อย่างนี้หากมองในทางเป็นจริง ทางการเมืองกลุ่มที่เคลื่อนไหว “นอกสภา” แม้จะมีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่ยอมหยุดนิ่งแต่ก็คงจุดไม่ติดบานปลายออกไปมากกว่านี้เอาเป็นว่าหาก “3 ป.” ต้องหลุดจากวงโคจรอำนาจไปได้คงไม่ใช่เพราะการถอนตัวของพรรคร่วมรัฐบาลหรือการถูกต่อต้านจนไปไม่รอดเว้นแต่ “โควิด-19” นี่แหละที่จะทำให้รัฐบาลจะรอดหรือจะไป เพราะเป็นเรื่องใหญ่ของคนไทยทั้งประเทศหากรัฐบาลสามารถที่จะนำพาประเทศไปได้ก็จะยังคงรักษาอำนาจเอาไว้ได้เนื่องจากประชาชนจะให้การสนับสนุนเพราะเป็นเรื่องของ “ชีวิต” ที่ผ่านพ้นความตายมาได้.“สายล่อฟ้า”