ตรงกับพาดหัวตัวเล็ก ของหนังสือพิมพ์ “ไทยรัฐ” ที่ว่า “รัฐบาลพายเรือในอ่างแก้รัฐธรรมนูญ” หลายฝ่ายมองว่าเป็นการเตะถ่วง ซื้อเวลา ตั้งคณะกรรมาธิการมาแล้วอย่างน้อย 3 คณะ เริ่มด้วยคณะกรรมาธิการศึกษาแนวทางการแก้ไขตามด้วยคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างก่อนรับหลักการ และคณะอนุกรรมาธิการข้อกฎหมายพายเรืออยู่ในอ่างมาแล้วเกือบปี ขณะนี้ เรื่องอยู่ที่คณะอนุกรรมาธิการ มี ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ เช่นเดียวกับประธาน กมธ.พิจารณาร่างก่อนรับหลักการอนุ กมธ.ยังไม่มีคำตอบ ถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 และเลือกตั้ง ส.ส.ร.จะต้องทำประชามติก่อน หรือหลังการแก้ไข และจะต้องทำประชามติกี่ครั้งมีบางคนตั้งตัวคล้ายกับเป็น “ศาสดา” บัญญัติเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญใหม่ ว่าการแก้ ม.256 เป็นการรื้อรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ต้องกลับไปถามประชาชนก่อน ด้วยการทำประชามติก่อนแก้ไข เพราะเป็นรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ บางคนที่คัดด้านการแก้ไข อ้างว่าจะต้องทำประชามติหลายครั้ง ใช้งบ 3.6 หมื่นล้านบาทแม้แต่นายอุดม รัฐอมฤต อาจารย์นิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการร่าง รธน. 2560 มากับมือ ก็ยังงงๆมีความเห็นส่วนตัวว่าควรทำประชามติ หลังจากที่รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้ว ม.56 ระบุว่าเมื่อรัฐสภาเห็นชอบในวาระ 3 แล้ว ให้ทำประชามติ ก่อนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าฯแสดงว่าประชาชนออกเสียงประชามติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หลังจากที่รัฐสภาแก้ไขแล้ว เป็นการทำประชามติเพียงครั้งเดียว ถ้าเสียงข้างมากประชาชนไม่เห็นด้วย ร่างก็ต้องตกไป ถ้าเสียงข้างมากเห็นด้วย ก็ต้องเดินหน้า ด้วยการเลือก ส.ส.ร.หรือการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง หรือกระบวนการอื่นๆ ที่จะตามมารัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติ บังคับให้ทำประชามติอีกครั้ง หลังจากที่ ส.ส.ร.จัดทำร่างรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้น แม้แต่รัฐธรรมนูญ 2540 ที่เรียกกันว่า “ฉบับประชาชน” หรือ “ฉบับปฏิรูปการเมือง” ก็ไม่ต้องทำประชามติ แต่ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เพราะประชาชนมีส่วนร่วมแล้ว ในการเลือก ส.ส.ร. และมีอำนาจเพิ่มขึ้นตามรัฐธรรมนูญใหม่ม.256 สมควรอย่างยิ่งที่ต้องแก้ไข เพราะขัดหลักประชาธิปไตยโจ่งแจ้ง ให้เสียงข้างน้อยของ ส.ว.ที่มาจากแต่งตั้ง เพียง 84 เสียง มีอำนาจเหนือ ส.ส.ที่มาจากเลือกตั้ง 500 คนทั้งสภา ทั้งยังเป็น “บทถาวร” ใช้บังคับตลอดกาล ตราบเท่าที่รัฐธรรมนูญ 2560 ยังอยู่ อาจ 20–30 ปี ไม่ใช่ “บทเฉพาะกาล” ส.ว. เลือกนายกฯ ได้แค่ 5 ปี.