(ภาพ : รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล)เมื่อครั้งวันวานอุณหภูมิ “การเมืองนอกสภา” ยกระดับความร้อนรายวันต่างมีนักศึกษาหลายสถาบันนัดรวมตัวกันจัด “กิจกรรมแฟลชม็อบ” ทั้งในกรุงเทพฯ...ต่างจังหวัด ชุมนุมเคลื่อนไหวแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เปิดแฟลชโทรศัพท์มือถือ ชูสัญลักษณ์ 3 นิ้ว ที่ร่วมกันติดแฮชแท็กในโซเชียลฯตามสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย ที่ไม่กระทบอันตรายต่อความ มั่นคง ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือการละเมิดกฎหมายจุดประกายปรากฏการณ์ “แฟลชม็อบ” ขยายออกความเข้มข้น ในสถาบันการศึกษาต่างออกมาเคลื่อนไหว ทั้งในโลกโซเชียลฯ และนัดชุมนุมแสดงพลังทำกิจกรรมในที่สาธารณะนับตั้งแต่หลังการยุบพรรคอนาคตใหม่ ในคดีกู้เงิน 191 ล้านบาท ส่งสัญญาณสะท้อนถึงอาจเกิดการขยายวงกว้างของความขัดแย้งมากขึ้น มีลักษณะ “แฟลชม็อบฮ่องกง” ของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา จนเหตุการณ์บานปลายกลายเป็น “ม็อบปักหลัก” ในที่สุดก็นำไปสู่การใช้ความ รุนแรงขึ้น อีกทั้ง 10 กว่าปีมานี้...“คนไทย” เผชิญวิกฤติทางการเมืองหลายครั้ง โดยเฉพาะในปี 2553 มีความรุนแรง ถึงขั้นเผาบ้าน เผาเมือง และทรัพย์สินทางราชการมากมายหลายพื้นที่ไม่ว่าวันวาน...วันนี้ ประชาชนคนธรรมดาทั่วไปจำเป็นต้องมีความรู้ ...ในเรื่องการเอาตัวรอด หากต้องเผชิญ “เหตุการณ์ชุมนุม” หรือ “เหตุจลาจล” ที่บังเอิญต้องตกอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม กำลังสุ่มเสี่ยงเหตุใช้ความรุนแรงการเอาตัวรอดเหตุฉุกเฉินและการจลาจลนี้ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล ผู้ช่วยอธิการบดี และประธานกรรมการคณะอาชญาวิทยาและการบริหารงานยุติธรรม ม.รังสิต บอกว่า สำหรับคนเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมือง ต้องประเมินความเสี่ยงการชุมนุมนั้นว่า เป็นตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 หรือไม่โดยเฉพาะ “แกนนำการชุมนุม”...มีประวัตินำมวลชนไปใช้ความรุนแรงในการปะทะให้เป็นความขัดแย้งจนเกิดความสูญเสีย และบุคคลเข้าร่วม ชุมนุมคนอื่น มีการปิดบังใบหน้า และพกพาอาวุธมาด้วย สะท้อนถึงการชุมนุมแบบผิดกฎหมาย ก็มีโอกาสทำให้เจ้าหน้าที่รัฐอาจตอบโต้ด้วยความรุนแรงขึ้นได้ ถ้าการชุมนุมไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ เจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาแจ้งเตือนให้ยุติการชุมนุมโดยเด็ดขาด ซึ่งผู้ชุมนุมอาจไม่ยอมสลายการชุมนุมนั้น อ้างว่าใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญที่ไม่กระทบอันตรายต่อความมั่นคง หรือไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น หรือละเมิดกฎหมายบ้านเมืองหนำซ้ำ...“เจ้าหน้าที่รัฐ” ต่างยืนยันว่า...การชุมนุมผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ แสดงสัญญาณของความรุนแรงในการสลายการชุมนุม ขึ้น เริ่มประกาศ...เตือนอย่างชัดเจนให้ผู้ชุมนุมทราบเข้าใจทั่วถึง หากกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้ความร่วมมือ เจ้าหน้าที่ก็ประกาศเตือนอีกครั้ง ในการใช้น้ำฉีดสลายการชุมนุมสถานการณ์มีความตึงเครียด มีการตะโกนด่าทอขว้างปาสิ่งของ ลักษณะใช้กำลังเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ ในการปฏิบัติเจ้าหน้าที่จะใช้รถน้ำฉีดน้ำเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม หากสถานการณ์เลวร้ายไปกว่านั้น ก็จะใช้แก๊สน้ำตา เพื่อสลายการชุมนุมหากไม่ได้ผลต้องประกาศเตือนการใช้กระบองเข้าควบคุมฝูงชน ที่ไม่ใช้กระบองตีอวัยวะสำคัญอันตราย หากเหตุยังรุนแรง ก็ต้องใช้อาวุธปืนกระสุนตาข่าย และกระสุนยาง ตามลำดับอย่างชัดเจน และยิ่งเหตุการณ์ทวีความรุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้มาตรการเด็ดขาดต่อไป...ในเรื่องขั้นตอนการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ “ผู้ชุมนุม” ต้องรู้และวิเคราะห์ให้ถูกต้อง ในการประเมินสู่ขั้นต้องเผชิญเหตุแบบรายชั่วโมง ด้วยการสังเกต สิ่งรอบข้างในพื้นที่ชุมนุม มีสิ่งใด...ส่อนำไปสู่ความรุนแรงถ้ามีสัญญาณการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐแล้ว ก็ต้องยอมถอยออกมาจากพื้นที่โดยเร็วเพราะเมื่อมีการตอบโต้กัน 2 ฝ่าย ทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ กลาย เป็น “เหตุจลาจล” ที่ยากต่อการควบคุม สาเหตุมีผู้ก่อความรุนแรงของเป้าหมายสร้างสถานการณ์วุ่นวาย ส่วนใหญ่ผู้ร่วมชุมนุม...ก็ต้องตกเป็นเหยื่อถูกลูกหลงได้รับอันตรายทั้งสิ้น ส่วน “แกนนำ” มักได้รับการดูแลเอาตัวรอดอยู่เสมอประการต่อมายอมรับว่า...แกนนำชุมนุม ส่วนหนึ่ง...คือ “นักการเมือง” และอีกส่วนเป็น...“แกนนำมีหลักจิตวิทยา” มีทักษะพูดหว่านล้อม ชักจูงโน้มน้าวมวลชน ให้ผู้เห็นด้วยและสนับสนุนตามข้อมูลนั้น เพื่อดึงเอามวลชนนี้มาเป็นโล่กำบัง ไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าปฏิบัติการจับกุมแกนนำ หรือการสลายการชุมนุมได้ง่าย หากผู้ชุมนุมเกิดมีอารมณ์ร่วมกับการชุมนุมถลำมากเกินไป อาจถูกชี้นำให้ “ท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐ” ที่มีโอกาสเสี่ยงถูกปฏิบัติการใช้ความรุนแรงตอบโต้ขึ้นเสมอ เพราะการก่อการจลาจลคือ การระบายอารมณ์โกรธจากความรู้สึกผิดหวังที่ไม่ได้รับการตอบสนองตามข้อเรียกร้อง ส่งผลให้มีความรุนแรงแบบไม่มีขีดจำกัดดังนั้น บุคคลเข้าร่วมชุมนุม “ต้องมีสติ” มีการประเมินความเสี่ยงที่อาจจะเกิดอันตราย ด้วยการพาตัวเองออกจากจุดเสี่ยงภัย หรือออกห่างจากกลุ่มผู้ชุมนุมให้ไกลมากที่สุดเพื่อให้สามารถหลบหนีได้อย่างปลอดภัย“เหตุปะทะของผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐในการก่อเหตุรุนแรงขึ้น มีความ เชื่อว่า...อาจเป็นเหตุผลชอบธรรม...เพื่อให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหารก็ได้ เสมือนที่เคยเกิดมาในอดีต และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการเมือง ที่ทำให้ “แกนนำชุมนุม” กลายเป็นบุคคลหลักการเปลี่ยนนี้ด้วย” รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ว่าทว่า...ในการเตรียมตัวของ “ประชาชนทั่วไป” อาจต้องหลีกเลี่ยงพื้นที่มีการชุมนุมผิดกฎหมาย หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ด้วยสาเหตุจุดชุมนุมนั้นใกล้สถานที่ทำงาน หรือที่พักอาศัย ต้องศึกษาช่วงเวลาผู้ชุมนุมมารวมกันจำนวนมาก ในการหลีกเลี่ยงช่วงเวลานั้น และติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด เพื่อลดโอกาสเสี่ยงอันตรายต่อตัวเองสิ่งสำคัญ...ถ้าการชุมนุมมีท่าทีทวีความรุนแรง กลายเป็นการเข้ายึดพื้นที่ตั้งหน่วยงาน หรือสถานที่ราชการ ในบริเวณใกล้เคียง ส่งผลต่อการ ปิดเส้นทางการจราจรโดยรอบ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้อาจเปรียบได้ว่าเป็นการเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การก่อจลาจล ที่มุ่งทำลายชีวิต และทรัพย์สินของส่วนราชการได้ยกตัวอย่าง...หน่วยราชการหนึ่งตกเป็นเป้าหมาย ต่างขนย้ายทรัพย์สิน ออกจากหน่วยงานไปสถานที่ปฏิบัติงานสำรอง พร้อมห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องมาในพื้นที่ แต่ให้ปฏิบัติงานนอกสถานที่แทน ในอนาคตองค์กรควรมีแผนรองรับในกรณีการชุมนุมประท้วง ส่งผลต่อการปฏิบัติงานให้พร้อมสนับสนุนกัน ที่เจ้าหน้าที่มีความปลอดภัยด้วยก่อนหน้านี้...เคยพูดคุยกับตำรวจเยอรมัน มีหน้าที่ควบคุมฝูงชนโดยเฉพาะ บอกว่า...ในสถานการณ์เหตุชุมนุมประท้วง มีหลักสำคัญ...คือ การหลีกเลี่ยงการปะทะให้มากที่สุด เพราะการปะทะกับผู้ชุมนุมนั้นไม่เกิดประโยชน์ แต่ยังสร้างผลเสียให้หน่วยงานด้วยซ้ำ เว้นแต่ผู้ชุมนุมละเมิดข้อกฎหมาย...เพื่อให้รักษาความสงบเรียบร้อยให้กับคนส่วนใหญ่ เพราะยังมีบุคคลอีกมากมาย ไม่ได้ออกมาชุมนุม แต่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการชุมนุมนี้ อาจมีความรุนแรง ทั้งการเผาอาคาร ปิดถนน ทำให้คนไม่เกี่ยวข้องได้รับผลกระทบการดำรงชีวิต ตำรวจมีหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคมบ้านเมืองจริงๆแล้ว...ไม่มีใครอยากเห็นบ้านเมืองเกิดความขัดแย้ง จนเป็นม็อบรุนแรงเช่นอดีต สิ่งสำคัญควรคุยกันด้วยเหตุผล โดยเฉพาะ “รัฐบาล” ต้องเปิดพื้นที่รับฟังข้อเรียกร้องต่างๆ ทั้งประชาชน และนักการเมือง ฝ่ายตรงข้ามให้มากขึ้น เพราะการปิดกั้นนี้อาจนำไปสู่ความกดดันของคน ที่ต้องการสะท้อนปัญหาออกมาให้ได้รับการแก้ไขสุดท้ายก็เกิดการรวมตัวเรียกร้อง...ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของประเทศ ที่ไม่มีความสงบสุข จนทำให้ภาครัฐ...มีความเสี่ยงควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ นำไปสู่ความรุนแรงขึ้นอีก ฉะนั้น “รัฐบาล” ต้องเปิดรับฟังทุกเสียงความเห็น...และนำไปคัดกรอง แก้ปัญหาให้รวดเร็ว เป็นรูปธรรม เพื่อลดความกดดันของกลุ่มต่างๆและเชื่อว่า...“บุคคล”...คิดฉวยโอกาสทางการเมือง หรือสร้างสถานการณ์ ก็อาจจะจุดไฟไม่ติดก็ได้...