ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    พรรคเพื่อไทยเอาแน่ ตัดงบทหาร 40,000 ล้าน

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์8 ก.ค. 2563 05:23 น.
    SHARE

    ไปอุ้มเกษตรกร 3 ล้านครอบครัว เผชิญสึนามิเศรษฐกิจ

    “สุดารัตน์” จวก “ประยุทธ์” หยุดซื้ออาวุธ-สร้างอาคาร-เช่ารถใหม่ 1-2 ปี โยกเงินสร้างอาชีพช่วยเกษตรกรกับ คนตกงาน 8.3 ล้านคนคุ้มค่ากว่า ส่งไม้ต่อ กมธ.งบประมาณหั่นเหี้ยน งบฯกองทัพจัดหายุทโธปกรณ์ 4 หมื่นล้าน สอนเชิงทุ่มเงินปั้นงานใหม่อุ้มเกษตรกรเกือบ 3 ล้านครอบครัว “จตุพร” ซัดน่าละอายบริหารพลาด โบ้ยผิดพ้นตัว โทษ “ยิ่งลักษณ์” โฆษก พท.ท้า “บิ๊กตู่” มั่นใจเรตติ้งดี เลิกแช่แข็งประเทศนำร่องเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. “องอาจ” กระทุ้ง รบ.ใช้เงินกู้ 4 แสนล้านให้ถึงมือ ประชาชนจริง “ธนกร” อวยนายกฯคะแนนนิยมเหนือ แกนนำทุกพรรค “แรมโบ้” ตีปี๊บ “ลุงตู่” อยู่ครบเทอมแน่ 10 ก.ค. “บิ๊กป้อม” นั่งหัวโต๊ะประชุมใหญ่ พปชร.แก้ข้อบังคับตั้งเพิ่มรอง หน.พรรคเป็น 10 คนคุมทุกภาค จับตา “บิ๊กแดง” เคลียร์ข่าวหึ่งต่ออายุ ผบ.ทบ. ดับกระแสร้อนเหล่าทัพหวาดระแวง

    งบประมาณตามร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ถูกพรรค ฝ่ายค้านติดตามตรวจสอบอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์ พรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณให้กรรมาธิการงบประมาณฯในสัดส่วนของพรรคไปพิจารณาปรับลดงบฯจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพ 4 หมื่นล้านบาท เพื่อไปสร้างงานให้เกษตรกรเกือบ 3 ล้านครอบครัว หรือสามารถช่วยเหลือเกษตรกรและคนตกงานได้ถึง 8.3 ล้านคน

    “เจ๊หน่อย” ส่งไม้ กมธ.ตัดงบฯทหาร 4 หมื่น ล.

    เมื่อวันที่ 7 ก.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก “ชำแหละงบประมาณปี 64 อีพี 2 มีเนื้อหาสรุปว่า งบฯเสริมสร้างกำลังกองทัพ ทั้ง 3 เหล่าทัพของกระทรวงกลาโหม ตั้งผูกพันตั้งแต่ปี 61-66 ณ ปี 64 ยังเหลืออยู่ตั้ง 117,000 ล้านบาท แต่ยังมาตั้งงบฯใหม่ในปี 64 อีกเกือบ 30,000 ล้านบาท รวมทั้งงบสร้างเสริมยุทโธปกรณ์ บวกซ่อมแซมอีกกว่า 10,000 ล้านบาท เอาเงินกว่า 40,000 ล้านบาทนี้ไปจ้างเกษตรกรปลูกพืชปรับปรุงดิน ช่วยค่าปรับปรุงการผลิตให้ใช้สารเคมีน้อยลงเพื่อปูพื้นฐานไปสู่การผลิตอาหารปลอดภัยครัวเรือนละ 15,000 บาทจะได้ประโยชน์คุ้มค่ากว่า เพราะจะช่วยเกษตรกรได้เกือบ 3 ล้านครอบครัวให้ผลิตอาหารปลอดสารพิษ ได้ทั้งการช่วยสร้างงานสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร และช่วยให้คนไทยได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย พรรคเพื่อไทยจะตัดงบเหล่านี้ในกรรมาธิการเอามาให้ประชาชน

    จี้ “บิ๊กตู่” หยุดซื้ออาวุธ 1 ปีช่วย 8.3 ล้านคน

    คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุอีกว่า จากนี้ไปคนไทยกำลังเจอกับสึนามิเศรษฐกิจครั้งยิ่งใหญ่ ที่จะนำมาซึ่งความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัส การจัดงบประมาณแผ่นดินปี 64 จะจัดงบปกติอย่างทุกปีไม่ได้ต้องทุ่มทุกบาททุกสตางค์ไปกู้วิกฤติเศรษฐกิจให้ได้ก่อน โดยควรจัดงบไปลงทุนในโครงการที่ทำให้เกิดการสร้างงาน และรายได้ใหม่ให้ประชาชน แต่การจัดงบประมาณปี 64 ยังจัดกันแบบเดิมๆนายกฯยังไม่รู้ร้อนรู้หนาวกับทุกข์ของคนไทย ยังแจกจ่ายงบแบ่งเค้กกันอย่างสนุกสนาน ระหว่างผู้มีอำนาจกับพ่อค้า บนความทุกข์ยากของประชาชน งบที่ควรตัดในปี 64 เช่นงบของกลาโหม แต่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม กลับไม่ยอมตัด ขอถาม พล.อ.ประยุทธ์ว่าหยุดซื้อ อาวุธ หยุดสร้างอาคารใหม่ หยุดเช่ารถใหม่สักปีจะได้หรือไม่ เพื่อนำเงินจำนวนนี้มาช่วยเกษตรกรและคนตกงาน 8.3 ล้านคนจะดีกว่า ในยามที่ประเทศกำลังเผชิญสึนามิเศรษฐกิจ เชื่อว่าพี่น้องทหารมืออาชีพส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะยอมเสียสละ หยุดซื้ออาวุธหรือหยุดสร้างอาคารสัก 1-2 ปี แต่คนที่ไม่ยอมตัดงบฯเหล่านี้มาช่วยชาวบ้าน น่าจะเป็นพวกที่มีอำนาจใช่หรือไม่ ถ้า รมว.กลาโหมไม่ยอมตัด พรรคเพื่อไทยจะตัดในกรรมาธิการเอามาให้ประชาชนเอง

    ซัดน่าอายบริหารพลาดโทษ “ยิ่งลักษณ์”

    นายจตุพร เจริญเชื้อ ส.ส.ขอนแก่น รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การจัดงบฯปี 67 ของรัฐบาลจัดโดยไม่ทราบปัญหาที่แท้จริงของประเทศว่าประสบปัญหาเศรษฐกิจหนักแค่ไหนขอเตือนรัฐบาลว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นหนักมาก หลายปีที่ผ่านมาไทยประสบปัญหาเศรษฐกิจมาตลอด ภายหลังการยึดอำนาจ การจัดงบฯที่ไม่ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่เกิดกำลังซื้อเพราะเงินไม่กระจายลงไปสู่ประชาชน จึงไม่เกิดกำลังซื้อส่งผลให้เก็บภาษีไม่เป็นไปตามเป้าหมาย สุดท้ายรัฐบาลจะนำเงินคงคลังออกมาใช้จ่าย หากเป็นเช่นนี้รัฐบาลต่อไปจะไม่เหลือเงินพัฒนาประเทศ ต้องหาเงินมาใช้หนี้จากการกระทำของรัฐบาลนี้น่ากังวลใจมาก ส่วนกรณีรัฐบาลออกมาโทษรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าบริหารงานผิดพลาด ทำให้เก็บภาษีพลาดเป้า น่าละอายและเป็นตลกร้ายมาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯบริหารประเทศมา 6 ปี ทำไม่เป็น แต่จ้องจะโทษคนอื่น โยนความผิด ให้พ้นตัว เมื่อพลาดโทษรัฐบาลอื่น

    “อนุดิษฐ์” มั่นใจหลัง ลต.เพื่อไทย ส.ส.สูงสุด

    น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักวิจัยซูเปอร์โพล ที่ระบุคะแนนนิยมของพรรคเพื่อไทยลดลงสวนทางกับพรรคก้าวไกล ที่ขยับขึ้นมานำว่า การทำผลโพลของหลายสำนักต้องไปดูรายละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำถามและกลุ่มเป้าหมายตอบแบบสอบถาม เท่าที่ผ่านมาโพลคะแนนนิยมของพรรคการเมืองมีขึ้นมีลง บางครั้งทำพร้อมกันหลายสำนักผลออกมาแตกต่างกัน จึงไม่ขอก้าวล่วงและผลสำรวจที่ออกมาทุกพรรคให้ความสำคัญและต้องนำข้อมูลมาปรับปรุงการทำงาน แต่ไม่กังวลเพราะผลคะแนนนิยมที่ออกมาพรรคยังมีเวลาทำหน้าที่รับใช้ประชาชน กว่าจะถึงการเลือกตั้งใหญ่พรรคต่างๆ ยังต้องพิสูจน์ผลงานกันต่อไป เราไม่มองพรรคใดเป็นคู่แข่ง ทุกพรรคมีอุดมการณ์และเป้าหมายการทำงานของตัวเอง พรรคเพื่อไทยชัดเจนในอุดมการณ์และเราคงไม่ไปแข่งขันกับใคร แต่ต้องแข่งกันกับตัวเราเองให้ดีขึ้น เป็นที่พึ่งหวังของประชาชนและเป็นคำตอบของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เชื่อมั่นว่าเมื่อถึงวันเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยจะยังคงเป็นพรรคที่มี ส.ส.มากที่สุดเช่นเดิม เพราะเราปรับปรุงการทำงานมาตลอด การอภิปรายงบที่ผ่านมาผลสำรวจทางวิชาการที่พรรคดำเนินการน่าพอใจ ประชาชนติดตามการอภิปรายของ ส.ส.เพื่อไทยมากยิ่งขึ้นกว่าครั้งก่อนๆ

    ท้า “บิ๊กตู่” คายอำนาจเลือกผู้ว่าฯ กทม.

    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ระบุจะจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่นในปีนี้ว่า ประชาชนที่ยังเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์จะทำตามคำพูดที่ได้ประกาศไว้ น่าจะเหลือน้อยลงไปทุกขณะ ความพยายามแช่แข็งประเทศ พาประเทศชาติและประชาชนถอยหลังย้อนยุคกลับไป 40 ปีด้วยกลไกและวิธีการต่างๆ เพื่อสืบทอดอำนาจยังคงดำรงอยู่ ควบคู่กับการแช่แข็งการเลือกตั้งท้องถิ่น ไม่ส่งเสริมการกระจายอำนาจ ยังคงหวงและรักษาอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง เป็นแบบรัฐราชการรวมศูนย์ พล.อ.ประยุทธ์จะหลบหลังโควิดด้วยเหตุไม่จัดเลือกตั้งท้องถิ่นอ้างไม่ได้แล้ว ถ้ามั่นใจในคะแนนนิยมของตัวเองไม่มีอะไรต้องกลัว ความกลัวทำให้เสื่อม การเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศถูกแช่แข็งมามากกว่า 5 ปี ถ้าจะบริหารงานแบบนิวนอร์มอลตามที่พูด รัฐบาลควรแสดงความจริงใจเร่งจัดให้มีการเลือกตั้งท้องถิ่น จะเปิดหัวเริ่มประเดิมสนามแรกด้วยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ยิ่งดีจะได้ทดสอบคะแนนนิยมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ว่าดีตามที่ลูกหาบพยายามแห่หรือไม่

    “ณัฐชา” เหน็บมุกเก่า “เทือก” เรี่ยไรเงิน

    นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.กทม.พรรคก้าวไกล กล่าวถึงกรณีที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทยระบุว่า พรรคจำเป็นต้องพึ่งเงินทุนจากประชาชนเป็นหลักว่า พรรคที่เป็นประชาธิปไตยจำเป็นต้องยึดโยงกับฐานสมาชิกและประชาชน พรรคทำงานเป็นตัวแทนและกระบอกเสียงของประชาชนอย่างแท้จริง เมื่อเป็นพรรคมวลชนได้ไม่จำเป็นต้องกังวลถึงการแทรกแซงจากอิทธิพลภายนอก การที่นายสุเทพเรี่ยไรเงิน เป็นเครื่องมือที่นายสุเทพใช้บ่อยครั้งในอดีต แน่นอนว่าไม่ได้นำพาไปสู่การพัฒนาใดๆ ทางการเมือง สังคมไทยได้บทเรียนแล้ว มีเพียงนายสุเทพต่างหากที่คิดว่าการกระทำเช่นนี้ยังใช้ได้ ประชาชนตาสว่างแล้ว ยังมีเพียงนายสุเทพที่ยังใช้มุกเดิมหากิน มันง่ายเกินไปทั้งที่นายสุเทพเป็นผู้อาวุโสทางการเมือง น่าจะเข้าใจบริบทสังคมได้ดีกว่านี้ คงสายไปเสียแล้วสำหรับการทำพรรคมวลชนของนายสุเทพ เพราะผลงานการนำมวลชนในอดีตคือคำตอบว่านายสุเทพล้มเหลวในการนำมวลชน ส่งผลให้ประเทศเสียหายมาจนถึงทุกวันนี้

    “ปริญญ์” เคลมโพลดึงเสียงคนรุ่นใหม่

    นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจทันสมัยและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีผลสำรวจซูเปอร์โพลว่า ทำให้พรรคเชื่อมั่นว่าเดินมาถูกทาง มีคะแนนนิยมเป็นอันดับหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล จากนโยบายของพรรคทำได้ไว ทำได้จริง ทีมเศรษฐกิจทันสมัยที่ตนรับผิดชอบใช้ยุทธศาสตร์คู่ขนานกับการทำงานของพรรคทุกกระทรวง มุ่งเจาะตลาดฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่มีหลายอย่างเป็นรูปธรรม อาทิ ด้านพลังงาน เทคโนโลยีบล็อกเชน สิ่งที่สำคัญกว่าผลโพลคือผลงานที่ต้องเน้นทำงานมากกว่ามุ่งสร้างความขัดแย้งทางการเมือง ต้องทำงานอย่างต่อเนื่องทั้งในยามบ้านเมืองปกติหรือในยามมีปัญหา

    “องอาจ” ขอ 4 แสนล้านส่งให้ถึงมือ ปชช.

    นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธาน ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการใช้เงินกู้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม จากผลกระทบของไวรัสโควิด-19 วงเงิน 400,000 ล้านบาทว่า วันที่ 8 ก.ค. ครม.จะพิจารณาอนุมัติงบฯเงินกู้ที่ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองฯมาแล้ว ลอตแรก 80,000 ล้านบาท จึงขอฝาก ครม. ให้พิจารณาให้รอบคอบ จริงจังให้ประชาชนมั่นใจว่าเงินกู้จะถูกนำไปใช้อย่างคุ้มค่า เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนแท้จริง ไม่ใช่ใช้เงินกู้แบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำตามใจผู้มีอำนาจ ควรใช้ให้ตรงจุดเป็นไปตามเป้าหมาย ถึงแม้เงินกู้ 400,000 ล้านบาทจะกำหนดไว้เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม แต่สภาพความเป็นจริงปัจจุบัน เงินกู้นี้น่าจะช่วยประคองสถานการณ์ ไม่ให้เศรษฐกิจหดตัวมากกว่าปัจจุบันหรือตามที่มีการคาดการณ์กัน ต้องลงลึกรายละเอียดว่าเกิดประโยชน์สูงสุดอย่างไร ก่อให้เกิดการสร้างอาชีพ สร้างงานใหม่ในชุมชนทันที เพื่อให้เม็ดเงินไปถึงมือชาวบ้านโดยตรง ไม่ใช่ปล่อยให้มีแต่โครงการที่เม็ดเงินไปผ่านมือผู้รับเหมาหรือบริษัทที่ปรึกษาต่างๆ และมีโครงการที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศมากน้อยแค่ไหน ขณะนี้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะรายเล็กรายน้อยยังไม่ได้รับอานิสงส์จากการปลดล็อกเท่าที่ควร ควรอัดเม็ดเงินลงไปกระตุ้นมากกว่านี้

    “คึก” กระทุ้งแก้ ม.256 เปิดล็อกรื้อ รธน.

    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงข้อเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อน ค่อยยุบสภาเลือกตั้งใหม่ว่า ขณะนี้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ทุกฝ่ายให้ความสนใจยังอยู่ในขั้นตอนการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหาหลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 ซึ่งจะต้องใช้ระยะเวลาอีกระยะหนึ่ง อาจไม่รวดเร็วทันใจบางฝ่าย ที่อยากจะให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นโดยเร็ว ถ้าได้ข้อสรุปเป็นเช่นไร เป็นเรื่องที่สังคมต้องวิจารณ์ หรือร่วมกันนำเสนอประเด็นที่ควรแก้ไขต่อไป ส่วนตัวเห็นว่า จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ในการเสนอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 256 ที่เป็นกุญแจสำคัญจะไขประตูนำไปสู่การแก้ไขมาตราอื่นๆ เพื่อให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ถ้าสามารถปลดล็อกมาตรา 256 ได้ ก็จะทำให้สังคมมีความหวังในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ง่ายขึ้น และเป็นไปตามหลักมาตรฐานสากล ตนยืนยันที่จะผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 ให้สำเร็จ

    หวั่นแก้บางปมขัดแย้งขั้วอำนาจ คสช.

    นายเทพไทกล่าวต่อว่า ส่วนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะบางประเด็นอาจถูกมองว่าจะแก้ไขเพื่อประโยชน์คนบางกลุ่มหรือเฉพาะกลุ่มการเมืองเท่านั้น เช่น การแก้ไขระบบการเลือกตั้งที่ทุกพรรค ต้องการให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบลงคะแนนเลือกตัวผู้สมัครระบบเขตและลงคะแนนเลือกพรรคการเมืองระบบบัญชีรายชื่อ ส่วนการแก้ไขประเด็นการเข้าสู่อำนาจของฝ่ายบริหารน่าจะยากจะแก้ไขสำเร็จ การตัดสิทธิ ส.ว.ไม่ให้โหวตเลือกนายกฯเป็นไปได้ยากมาก เพราะขัดผลประโยชน์ของ ส.ว.ทั้ง 250 คน และเจตนารมณ์การสืบทอดอำนาจของ คสช. เมื่อรัฐธรรมนูญกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ จำเป็นที่ทุกฝ่ายต้องมีส่วนร่วมและยอมรับหลักการที่เป็นประชาธิปไตย เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนต้องร่วมกันให้มีการแก้ไขให้รัฐธรรมนูญเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

    โฆษก รบ.โต้ซื้ออาวุธยึดประโยชน์ชาติ

    ช่วงเย็น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีสมาชิกพรรคเพื่อไทยระบุให้นายกฯนำงบฯปี 64 ของกระทรวงกลาโหมสำหรับซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ไปกู้วิกฤติเศรษฐกิจว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและ รมว.กลาโหม ได้ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นชัดเจนไปแล้ว และมีการตรวจสอบกับสำนักงบประมาณ ทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ เป็นงบฯผูกพันข้ามปี เนื่องจากการจัดซื้ออาวุธฯต้องใช้ระยะเวลาผลิตและแบ่งชำระ ขณะนี้ประเทศจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอาวุธยุทโธปกรณ์ให้เพียงพอเหมาะสม ที่ผ่านมาไม่ได้มีการสนับสนุนงบให้จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่ๆ ทำให้มีอาวุธยุทโธปกรณ์เก่าประมาณร้อยละ 80 อีกทั้งเป็นการทดแทนไม่ให้เสียงบฯซ่อมบำรุง ภารกิจตามชายแดนต้องใช้กำลังพลหลายหมื่นคน ทำให้การแก้ปัญหายุติได้ระดับหนึ่งจากภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ต้องขอขอบคุณฝ่ายค้านที่แสดงความเป็นห่วงถึงการใช้งบฯปี 64 แต่ขอให้เข้าใจและห่วงใยถึงลูกหลานที่เป็นทหาร จำเป็นต้องมีอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยเพื่อไม่ให้เกิดความสูญเสีย ขอให้มั่นใจได้ว่านายกฯจะดูแลทุกอย่างให้การใช้งบฯคุ้มค่าเกิดประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ส่วนงบฯที่จะนำมาช่วยเหลือประชาชนและฟื้นฟูประเทศอยู่ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯแล้ว

    “ธนกร” โต้ผลงานจริงสำคัญกว่าผลโพล

    นายธนกร วังบุญคงชนะ เลขานุการ รมว.คลัง กล่าวถึงกรณีนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย ระบุให้รัฐบาลฟังเสียงประชาชนจากผลโพลอยากให้ปรับ ครม.ทั้งคณะว่า ยืนยันว่ารัฐบาลฟังเสียงประชาชนเสมอ แต่หากฟังผลโพลแล้วต้องลาออก อดีตนายกฯที่นายสุทินคุ้นเคยคงต้องลาออกทุกวัน รัฐบาลเน้นการทำงานให้ประชาชนมากกว่ามานั่งรอฟังโพล กรณีแกนนำพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยแสดงความดีใจกับผลโพลสำนักต่างๆ อย่าเพิ่งดีใจเหมือนลิงได้แก้ว อย่าลืมว่าผลโพลเกือบทุกสำนักคะแนนนิยม พล.อ.ประยุทธ์ยังมีคะแนนเหนือกว่าแกนนำพรรคการเมืองทุกคน เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจทำงาน ผลงานเป็นที่ประจักษ์ทุกเรื่อง โดยเฉพาะการแก้ปัญหาโควิด-19 จนได้รับคำชมจากทั่วโลก เชื่อว่าผลงานที่จับต้องได้สำคัญกว่าผลโพล รัฐมนตรีเศรษฐกิจที่ผ่านมาโพลหลายสำนักชี้ให้เห็นว่าประชาชนยังเชื่อมั่น รัฐมนตรีทุกคนยังเร่งทำงานเต็มที่ โดยเฉพาะนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง มั่นใจว่าประชาชนส่วนใหญ่ยังสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ต่อไป

    “แรมโบ้” โว “ลุงตู่” อยู่ครบเทอม 4 ปี

    ที่โรงแรมสีมาธานี อ.เมืองนครราชสีมา นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือ “แรมโบ้อีสาน” ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงซูเปอร์โพลระบุพรรคพลังประชารัฐและพรรคร่วมรัฐบาลความนิยมตกมากว่า เรื่องโพลไม่มีอะไร ในซูเปอร์โพลเป็นภาพรวม แต่ที่ยืนยันในหลายโพลการทำงานของนายกฯและรัฐบาลได้รับการยอมรับว่า พล.อ.ประยุทธ์ทำงานเต็มที่ดีที่สุด หลายสำนักชื่นชมการแก้ปัญหาวิกฤติโควิดจนไทยขึ้นระดับที่ 2 ของโลก ส่วนโพลการเมืองก็ว่ากันไป พล.อ.ประยุทธ์ไม่มีเวลามาเล่นการเมืองหรือเอาเวลามาตอบโต้ใคร ส่วนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ประกาศลุยการเมืองท้องถิ่น จริงๆนายธนาธรไม่มีสิทธิไปก้าวล่วงการเมือง ไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองท้องถิ่น อาจมีคนไปร้องยุบพรรคก้าวไกลอีกก็ได้ในอนาคต อาจจะมีนักร้องเรียนไปร้องอีกก็ได้ ทั้งนี้มั่นใจว่า พล.อ.ประยุทธ์อยู่ครบเทอมแน่นอน

    ยุ 3 พันวิสาหกิจชุมชนแจ้งความ “ศรี”

    นายสุภรณ์กล่าวว่าส่วนกรณีนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย กล่าวหาจะเอาตำแหน่งไปเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มคนเสื้อแดงบางกลุ่มว่ายังไม่มีการอนุมัติงบฯแม้แต่สลึงเดียว นายอานนท์ แสนน่าน อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนท้องถิ่นกว่า 3,000 กลุ่ม ยังไม่ได้เสนอโครงการที่ถูกต้องตามระเบียบราชการและกฎหมายขึ้นมา ข้อกล่าวหาข้อแรกก็ผิดแล้ว ไม่มีการไปบังคับข่มขู่ราชการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีไม่มีอำนาจหน้าที่ ไม่สามารถไปอนุมัติงบฯให้กลุ่มใด แค่มีหน้าที่ประสานแนะนำหรือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงระเบียบขั้นตอนวิธีการ ยังไม่มีตามที่นายศรีสุวรรณกล่าวหาเลย ได้ข่าวจากนายอานนท์ว่าถ้านายศรีสุวรรณไม่หยุดจะให้ประธานเครือข่ายวิสาหกิจทั่วประเทศกว่า 3,000 แห่งไปโรงพักตำรวจแจ้งความดำเนินคดี

    “บิ๊กป้อม” หัวโต๊ะประชุมใหญ่ 10 ก.ค.

    นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า การประชุมใหญ่สามัญพรรค ประจำปีครั้งที่ 2/2563 วันที่ 10 ก.ค.เวลา 15.00 น.ที่ทำการพรรค ตึกรัชดาวัน ถนนรัชดาภิเษก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคจะมาเป็นประธานการประชุม ที่ต้องจัดประชุมใหญ่สามัญครั้งที่ 2 เนื่องจากการประชุมใหญ่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง จึงต้องเรียกประชุมใหญ่สามัญพรรคอีกครั้ง โดยคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งมี 11 คน มาจากกรรมการบริหารพรรค 4 คน และตัวแทนสมาชิกพรรค 7 คน เป็นไปได้ที่จะคัดเลือกผู้สมัครลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.เขต 5 จ.สมุทรปราการเลย หลังนายกรุงศรีวิไล สุทินเผือก อดีต ส.ส.ถูกคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง

    แก้ข้อบังคับตั้ง 10 รอง หน.พปชร.

    นายไพบูลย์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ที่ประชุมจะพิจารณาแก้ไขข้อบังคับพรรคเรื่องให้อำนาจหัวหน้าพรรคแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรค จากมติเดิมที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.แก้ไขให้แต่งตั้งจากไม่เกิน 4 คนเป็นไม่เกิน 9 คนไปแล้ว การประชุมใหญ่วันที่ 10 ก.ค. จะเสนอแก้ไขใหม่อีกครั้งให้แต่งตั้งรองหัวหน้าพรรคได้ไม่เกิน 10 คน ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายชื่อรองหัวหน้าพรรคที่วางไว้แล้ว 10 คน ประกอบด้วย 1.นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ 2.นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ 3.นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ 4.นายไพบูลย์ นิติตะวัน 5.นายวิรัช รัตนเศรษฐ 6.นายสุชาติ ชมกลิ่น 7.ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า 8.นายสมศักดิ์ เทพสุทิน 9.นายสันติ พร้อมพัฒน์ ควบ ผอ.พรรค และ 10.นายนิพันธ์ ศิริธร ส.ส.ตรัง โดยเพิ่มชื่อนายนิพันธ์ขึ้นมา จากเดิมกำหนดไว้แล้ว 9 คนตามรายชื่อ เพื่อให้ได้รองหัวหน้าพรรคครอบคลุมยุทธศาสตร์และภารกิจพรรคทุกภาคทั่วประเทศ ส่วนของภาคใต้เดิมมีชื่อนายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.เขต 2 นราธิวาส แต่นายสัมพันธ์ ปฏิเสธรับตำแหน่ง ให้เหตุผลว่าต้องการมีเวลาดูแลพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้เต็มที่ จึงเป็นนายนิพันธ์แทน โดยรายชื่อทั้งหมดรอ พล.อ.ประวิตร แต่งตั้งอย่างเป็นทางการ

    ขู่ “เรืองไกร” ร้องเท็จเจอฟ้องกลับแน่

    นายไพบูลย์กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ จะยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ตรวจสอบกรณีมีภาพกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ ไปเชิญ พล.อ.ประวิตร เป็นหัวหน้าพรรค โดยใช้สถานที่มูลนิธิป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ถือว่าเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 92 ที่ห้ามไม่ให้กระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมายว่า นายเรืองไกรจะไปฟ้องวันที่ 9 ก.ค.ไม่ใช่เหรอ รอเขายื่นก่อนแล้วกัน มั่นใจไว้ไม่ผิด แต่นายเรืองไกรต้องยอมรับกติกาด้วย หากยื่นเรื่องไปแล้วเป็นเท็จ ยื่นเรื่องโดยมิชอบ ต้องพร้อมหากถูกฟ้องกลับตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 101 ผู้ใดแจ้งหรือกล่าวหาพรรคการเมืองหรือบุคคลใดว่ากระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ต่อคณะกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยรู้อยู่ว่าเป็นเท็จต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

    กปปส.แห่เบิร์ธเดย์ 71 ปี “เทพเทือก”

    ที่วัดชลประทานรังสฤษดิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) และอดีตแกนนำ กปปส.ทำบุญเนื่องในวันเกิดครบรอบ 71 ปี มีบรรดานักการเมืองร่วมงานคับคั่ง อาทิ นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ แกนนำพรรค น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ น.ส.เพชรชมพู กิจบูรณะ นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ น.ส.จุฑาฑัตต เหล่าธรรม-ทัศน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายสุพล จุลใส ส.ส.ชุมพร นายดวงฤทธิ์ เบ็ญจาธิกุล ชัยรุ่งเรือง เลขาธิการพรรค รวมถึงกลุ่ม ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ สาย กปปส. นายถาวร เสนเนียม รมช.คมนาคม นายชุมพล จุลใส ส.ส.ชุมพร นายชัยชนะ เดชเดโช ส.ส.นครศรีธรรมราช และนางศิริวรรณ ปราศจากศัตรู ส.ส.บัญชีรายชื่อ และนายพุทธิพงษ์ ปุณณกัณต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) กรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ เป็นต้น โดยนายเอนกได้มอบพระพุทธรูปบูชา “พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต” พร้อมอวยพรให้สุขภาพแข็งแรง

    รอฟัง “บิ๊กตู่” คนเดียวไม่สนข่าวลือ

    นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า ไม่อยากได้ของขวัญอะไร ขอเชิญชวนผู้ร่วมอุดมการณ์ ญาติพี่น้องทุกคนผนึกกำลังทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง เพราะยังไม่ได้ถึงจุดที่อยู่รอดปลอดภัย จำเป็นต้องรวมพลังกันทำงานตามหน้าที่ของแต่ละคนรับใช้เบื้องพระยุคลบาท พาประเทศพ้นวิกฤติ พรรคมอบให้นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ ไปเป็น รมว.แรงงาน แบ่งเบาภาระนายกฯฟื้นฟูเศรษฐกิจ ครอบครัวผู้ใช้แรงงาน เราจะทำให้เป็นกระทรวงเศรษฐกิจที่สำคัญ ประเทศไทยวันนี้ต้องฟัง พล.อ.ประยุทธ์คนเดียว เรามีหน้าที่ทำงานร่วมกับนายกฯนำความสุขกลับมาให้ประชาชน การที่นายกฯแถลงการณ์ล่าสุด เรื่องการรับฟังข้อเสนอข้อคิดเห็นจากประชาชนให้ช่วยกันคิดทำงานเพื่อชาติเพื่อแผ่นดิน ถ้าคนอื่นพูดคิดว่าเป็นวาทกรรม แต่เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์พูด เชื่อมั่นว่ายึดถือตามนั้นจริง ให้ความสำคัญกับประชาชนอย่างจริงใจ ส่วนข่าวลือ ข่าวลวง ข่าวปล่อย อย่าไปเสียเวลา ยึด พล.อ.ประยุทธ์เป็นหลักพอ

    ก้าวหน้าแจงยิบเงินระดมทุน “เมย์เดย์”

    วันเดียวกัน คณะก้าวหน้า ออกแถลงการณ์ผ่านเฟซบุ๊ก เพจคณะก้าวหน้าว่า เมื่อวันที่ 1-2 พ.ค.63 คณะก้าวหน้าได้จัดกิจกรรมคอนเสิร์ตระดมทุน “เมย์เดย์-เมย์เดย์ เราช่วยกัน” มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อช่วยสนับสนุนศิลปินและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการปิดเมือง เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยเงินที่ใช้จ้างศิลปินและจัดงานทั้งหมดเป็นเงินจากคณะก้าวหน้า ส่วนรายได้จากการระดมทุนทั้งหมดนำไปแจกจ่ายให้ประชาชนที่เดือดร้อน รายละ 3,000 บาท ใช้หลักการถ้วนหน้าไม่ต้องพิสูจน์ ความจน ให้ทุกคนที่แสดงความประสงค์ขอรับเงินผ่านทางแฟนเพจคณะก้าวหน้าตามกติกาที่กำหนด คณะก้าวหน้าได้เปิดบัญชี ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขบัญชี 409-450005-8 ชื่อบัญชี น.ส.พรรณิการ์ วานิช ขึ้นในวันที่ 1 พ.ค.63 ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค. ถึงวันที่ 3 ก.ค.63 มีการโอนเงินเข้าบัญชีทั้งหมด 7,751,783 บาท จากธุรกรรมทั้งสิ้น 15,383 ธุรกรรม มีการโอนเงินออกทั้งสิ้น 7,529,000 บาท จากธุรกรรมทั้งสิ้น 2,286 ธุรกรรม มีเงินสดเหลือในบัญชี 222,783 บาท ณ วันปิดบัญชี 3 ก.ค.63 เงินโอนออกทั้ง 7.529 ล้านบาท โอนเพื่อถึงมือประชาชน 2,443 ครั้ง ถึงมือประชาชน 2,431 คน

    เปิดรายชื่อผู้ได้รับเงินบนเว็บไซต์

    แถลงการณ์ระบุอีกว่า เมื่อประกาศปิดโครงการออกไปแล้วมีผู้ประสงค์จะบริจาคเพิ่มจำนวนมากที่ต้องการนำเงินเข้าโครงการเมย์เดย์-เมย์เดย์ แต่ไม่สามารถโอนเงินได้ทัน ได้ติดต่อมายังคณะก้าวหน้าขอให้ขยายเวลารับบริจาคเงิน เราจึงตัดสินใจขยายเวลาตัดยอดเงินจนกระทั่งผู้ติดต่อเข้ามารายสุดท้ายได้โอนเงินเสร็จในเวลาประมาณ 22.00 น.วันที่ 3 พ.ค.หลังจากปิดโครงการเมย์เดย์-เมย์เดย์ไปแล้ว ได้เปิดเผยรายชื่อผู้ได้รับเงินทั้งหมดในเว็บไซต์ และมีรายงานสรุปโครงการ หลังจากวันที่ 3 พ.ค. ยังมี ผู้มีจิตศรัทธาสมทบเงินเข้าสู่โครงการอีกจำนวนหนึ่ง มียอดเงินรวมอยู่ที่ 422,783 บาท ได้จัดสรร 200,000 บาท ไปใช้ในโครงการจ่ายค่าน้ำประปาให้ประชาชนที่มีรายได้น้อยในชุมชนต่างๆ โดยจ่ายค่าน้ำให้ไปแล้ว 167 ครัวเรือน เป็นเงิน 52,349 บาท ในค่าน้ำรอบเดือน พ.ค. และเดือน มิ.ย. เงินส่วนนี้ยังเหลืออีก 147,650 บาท จะใช้ทยอยจ่ายค่าน้ำประปาให้ครอบครัวที่ลำบาก รวมถึงใช้แจกจ่ายอุปกรณ์การเรียนให้ลูกหลานคนในชุมชนที่มีรายได้น้อย เพื่อผ่อนภาระให้ผู้ปกครองช่วงเปิดเทอม เงินส่วนสุดท้าย 222,783 บาท ยังไม่ได้ถูกใช้ และไม่เคยถูกโอนออกจากบัญชีไปเพื่อใช้ส่วนตัว เราตั้งโครงการบริจาคอุปกรณ์การเรียนให้นักเรียนที่ยากจน กำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ

    ซัดคนใส่ร้ายทำการเมืองสกปรก

    แถลงการณ์ระบุต่อว่า เราตัดสินใจปิดบัญชีรับบริจาคลงเมื่อวันที่ 3 ก.ค.63 เพราะมีการโอนเงินเข้ามาผิดปกติ รายชื่อผู้โอนเข้ามารายล่าสุดมีความเกี่ยวข้องกับบุคคลที่กำลังใส่ร้ายเราอย่างแข็งขันในเรื่องนี้ เราเคลือบแคลงในวัตถุประสงค์ของการโอนเงินรายการนี้ เพื่อไม่ให้เกิดการใส่ร้ายป้ายสีกันภายหลัง จึงตัดสินใจปิดบัญชีลง คณะก้าวหน้าขอยืนยันต่อผู้บริจาคเข้าโครงการทั้ง 15,383 ธุรกรรมว่าได้โปรดสบายใจ และมั่นใจว่าเงินทุกบาทถูกนำไปใช้ช่วยเหลือประชาชน ไม่มีการยักยอกหรือเบียดบังไปโดยทีมงานคณะก้าวหน้าแม้แต่บาทเดียว เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจเราได้เปิดเผยเอกสารรายการธุรกรรมทั้งหมดของบัญชีในลิงก์ที่หน้าเพจ โดยขอสงวนสิทธิ์ปิดบังข้อมูลส่วนบุคคลบางส่วน เพื่อเคารพความเป็นส่วนตัวของบุคคลที่มีชื่อในเอกสาร ยืนยันว่าเรายินดีที่ประชาชนตั้งคำถาม ขอให้เราแสดงความโปร่งใสในการจัดการเงินระดมทุนก้อนนี้ แต่กลับมีบุคคลบางกลุ่มฉวยโอกาสใช้จังหวะดังกล่าวใส่ร้ายป้ายสีเพื่อให้สังคมเข้าใจผิด โกรธและเกลียดเรา นี่เป็นวิถีการทำงานการเมืองที่สกปรก ทำให้เราเสียเวลา เสียทรัพยากร แทนที่จะได้ใช้เวลาและทรัพยากรทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ คณะก้าวหน้ายืนยันที่จะสร้างสังคมที่น่าอยู่กว่านี้ ด้วยการทำงานการเมืองอย่างตรงไปตรงมา ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตยโดยไม่ย่อท้อ หวังว่าประชาชนจะเห็นถึงความจริงใจของเรา และยืนหยัดเคียงข้างเรา

    “ช่อ” ตั้งแท่นฟ้องหมิ่นฯ “วรงค์–บุญเกื้อ”

    น.ส.พรรณิการ์ วานิช กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า กล่าวถึงกรณีเงินบริจาคโครงการ เมย์เดย์-เมย์เดย์ เราช่วยกัน 7,751,783 ล้านบาทว่า เงินบริจาคมีหลักฐานการโอนเงินกว่า 2,431 คน รวมทั้ง 15 รายชื่อที่ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตผู้บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทยกล่าวหาเป็นอวตาร ได้ชี้แจงผ่านเพจคณะก้าวหน้าแล้ว จะดำเนินคดีทางกฎหมายกับ นพ.วรงค์และนายบุญเกื้อ ปุสสเทโว อดีตผู้ช่วย ส.ส.พรรคภูมิใจไทย ที่มองว่าการออกมากล่าวหาเป็นเกมการเมืองที่ไม่ลงทุน หวังดิสเครดิตทางการเมือง เห็นใจ นพ.วรงค์สอบตกแพ้พรรคอนาคตใหม่ต้องการมีที่ยืนทางการเมือง น่าเสียดายที่ นพ.วรงค์เคยลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หากชนะจะเป็นแคนดิเดตนายกฯ แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นบทบาททำประโยชน์ให้ประชาชนและประเทศชาติ ยืนยันว่าการยื่นฟ้องหมิ่นประมาททั้งสองคน ไม่ได้ต้องการใช้กฎหมายเพื่อปิดปาก แต่ต้องการให้เป็นเยี่ยงอย่างว่าไม่ควรมีใครถูกใส่ร้ายป้ายสีโดยปราศจากหลักฐาน ในวันที่ 8 ก.ค.ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายไปยื่นฟ้องนายบุญเกื้อก่อนจะรวบรวมหลักฐานยื่นฟ้อง นพ.วรงค์ต่อไป ส่วนค่าเสียหาย ขึ้นอยู่กับฝ่ายกฎหมายจะพิจารณา

    แฉซ้ำบัญชี 15 อวตารโอนเงินลวงโลก

    ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม อดีตผู้บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ด่วน...โอนเงินให้อวตาร ผมได้รับข้อมูลเพิ่มเติมว่า รายชื่อ 15 รายชื่อ ที่ขอดูสเตตเมนต์การโอนเงินจากคณะก้าวหน้า ตามที่ขอ 1.กชกร สวยสด 2.กมลพร ปัตคาเคนัง 3.กอบกุล โพธิ์ร 4.เชาวเลิศ หัวลึก 5.ญฑริกา มาลารัตน์ 6.ณัฐพล หนุ่มแน่ 7.เทพวรรณ สุขสุสินธุ์ 8.พยนต์ ภาสดา 9.ริฎวัล สานานะอะ 10.ละมัยพร การี 11.วันทนา โอภาษี 12.วารินทร์ บุญเตร์ 13.วิทย์สรัช อรรฮาด 14.สุทธิ บ็อซซาแอร์ท 15.สุวิจักขน์ อภัย ล้วนแล้วแต่เป็นอวตาร ไม่มีตัวตนจริงในโลกใบนี้ แต่ถ้าคณะก้าวหน้าภายใต้การนำของนายธนาธร นายปิยบุตรและคุณช่อ แสดงสเตตเมนต์ที่มีรายชื่อให้ดูได้ พร้อมจะตรวจสอบ ขอย้ำว่าไม่ได้กล่าวลอยๆและเป็นแค่บางส่วนเท่านั้น ที่สำคัญเป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ต้องโปร่งใส ให้ตรวจสอบได้ โดย นพ.วรงค์ ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขอท้าคณะก้าวหน้าให้เปิดเผยสเตตเมนต์บัญชีที่รับโอนเงินบริจาคและจำนวนเงินที่โอนให้ประชาชน เบื้องต้นเห็นว่าน่าสงสัยมี 15 ราย ขอให้ชี้แจงมาด้วย

    เหล่าทัพป่วนลือสะพัดต่ออายุ ผบ.ทบ.

    ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้าในการปรับย้ายนายทหารประจำปีว่า ขณะนี้กำลังมีการพิจารณารายชื่อนายทหารที่จะขยับขึ้นมาดำรงตำแหน่ง ผบ.เหล่าทัพที่เกษียณพร้อมกัน คือ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผบ.ทหารสูงสุด พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ ผบ.ทร. พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผบ.ทอ. เบื้องต้นจะมีการประชุมคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารของกระทรวงกลาโหม ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ในฐานะ รมว.กลาโหม เป็นประธานปลายเดือน ก.ค. โดยตำแหน่ง ผบ.ทบ.นายทหาร ที่มาจ่อแทน พล.อ.อภิรัชต์ คือ “บิ๊กบี้” พล.อ.ณรงค์พันธ์ จิตต์แก้วแท้ ผู้ช่วย ผบ.ทบ. (ตท.22) เกษียณปี 2566 จึงเกิดกระแสข่าวลือสะพัดออกมาว่า อาจจะมีการต่ออายุราชการให้กับ พล.อ.อภิรัชต์ออกไปอีก 1 ปี เนื่องจาก พล.อ. ณรงค์พันธ์ เหลืออายุราชการถึง 3 ปี

    จับตา “บิ๊กแดง” แจงสยบหวาดระแวง

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกระแสข่าวสะพัดดังกล่าว ทำให้เกิดเป็นความหวาดระแวงภายในกองทัพต่อนายทหารที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทน ผบ.เหล่าทัพ ทั้งนี้ในวันที่ 8 ก.ค. พล.อ.อภิรัชต์ เตรียมที่จะชี้แจงกรณีดังกล่าวด้วยตัวเอง อย่างไรก็ตามการต่ออายุราชการของนายทหารระดับสูงในกองทัพ ที่เคยมีก่อนหน้านี้จะคำนึงถึงสถานการณ์ในประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งผู้ที่เคยได้รับการต่ออายุราชการคือ พล.อ.อาทิตย์ กำลังเอก ผบ.ทบ.ในขณะนั้น

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ข่าวหน้า1สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ประยุทธ์ จันทร์โอชายิ่งลักษณ์ ชินวัตรอนุดิษฐ์ นาครทรรพอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาดข่าววันนี้

    ข่าวแนะนำ

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้