(ภาพ) สภาพพื้นที่สวนปาล์มบางส่วนใน ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา จ.กระบี่ ที่กลุ่มนายทุนยังคงใช้พื้นที่ทำประโยชน์ทั้งที่หมดสัญญาสัมปทาน แต่ไม่ยอมคืนพื้นที่ให้รัฐนำมาสู่การเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้าน.ปัญหาข้อพิพาทเรื่องที่ดินหมดสัญญาสัมปทานระหว่างรัฐ นายทุน และราษฎรใน จ.กระบี่ เป็นปัญหาเรื้อรังมานานตั้งแต่ปี พ.ศ.2556 เมื่อกลุ่มชาวบ้านหลายกลุ่มออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินสวนปาล์มหมดสัญญาสัมปทานกว่า 7.8 หมื่นไร่ มาจัดสรรให้แก่คนยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกินได้เข้าใช้ทำประโยชน์การเคลื่อนไหวต่อสู้เรียกร้องที่ดินทำกินของกลุ่มชาวบ้าน นำมาซึ่งปัญหาความขัดแย้งกระทบกระทั่งกันหลายต่อหลายครั้ง รุนแรงถึงขั้นใช้ปืนยิงถล่มใส่กัน ตามมาด้วยการฟ้องร้องเป็นคดีความกันมาอย่างต่อเนื่อง กลุ่มชาวบ้านในพื้นที่ จ.กระบี่และจังหวัดใกล้เคียง ประกาศปักหลักชุมนุมหน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่ 100 วัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐนำที่ดินสวนปาล์มน้ำมันที่หมดอายุสัมปทานมาจัดสรรให้เป็นที่ทำกินของชาวบ้าน.จุดเริ่มต้นของปัญหาการเรียกร้องที่ดินทำกิน ที่กลายเป็นมหากาพย์มาอย่างยาวนาน เริ่มมาจากกลุ่มนายทุนได้ขอเช่าที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ 7.8 หมื่นไร่ จากกรมป่าไม้ เพื่อนำมาปลูกพืชเศรษฐกิจ ปาล์มน้ำมันและยางพาราพื้นที่ทั้งหมดแยกเป็น 14 แปลง ประกอบด้วย 1.นายสุนทรเจียวก๊ก เนื้อที่ 500 ไร่ 2.นายพัฒน์ ซ้ายเซ้ง เนื้อที่ 3,000 ไร่ 3.หจก.กระบี่รวมภัณฑ์ เนื้อที่ 3,000 ไร่ 4.นายประเสริฐ กิตติธรกุล เนื้อที่ 2,200 ไร่ 5.หจก.ศรีปราณี เนื้อที่ 480 ไร่ 6.นายสุบินท์ ฉายะบุระกุล เนื้อที่ 3,844 ไร่ 7.หจก.ศรีวิไลปาล์ม เนื้อที่ 3,000 ไร่ 8.บ.จิตรธวัชสวนปาล์ม จก.เนื้อที่ 33,950 ไร่ นายชูวงศ์ มณีกุล แกนนำชาวบ้าน ยื่นหนังสือให้ตัวแทนฝ่ายความมั่นคงเร่งดำเนินการนำที่ดินสวนปาล์มที่หมดอายุสัมปทานนำมาจัดสรรให้คนจน.9.บ.ฟูจูการเกษตร จก. เนื้อที่ 9,500 ไร่ 10.บ.กรานี่การเกษตรจก.เนื้อที่ 9,750 ไร่ 11.บ.เจียรวานิชน้ำมันปาล์ม จก. หรือ บมจ.ยูนิวานิชน้ำมันปาล์ม เนื้อที่ 20,000 ไร่ 12-13.บ.ยวนสาวการเกษตร จก. จำนวน 2 แปลงแปลงที่ 1 เนื้อที่ 3,816 ไร่ และแปลงที่ 2 เนื้อที่ 4,390 ไร่เศษ 14.นายวิศิษฐ์วุฒิชาติวานิช เนื้อที่ 1,500 ไร่ ซึ่งจนถึงปัจจุบันพื้นที่ทุกแปลงหมดอายุสัมปทานไปแล้วต่อมาเมื่อปี 2546 ครม.มีมติให้ยุติการต่อสัญญาในพื้นที่หมดอายุสัญญาสัมปทานทั้งหมด และพื้นที่ซึ่งยังไม่หมดสัญญา แต่มีการทำผิดเงื่อนไขให้ยกเลิกการสัมปทาน โดยให้นำพื้นที่ทั้งหมดมาจัดระเบียบการอนุญาตให้เข้าไปใช้ประโยชน์ โดยให้พิจารณาให้ราษฎรผู้ยากไร้ไม่มีที่ทำกินเป็นของตนเอง และมีภูมิลำเนาอยู่ในแต่ละพื้นที่เป็นหลักได้สิทธิก่อน แกนนำชาวบ้านต่างชูนิ้วดีใจ หลังศาลจังหวัดกระบี่สั่งยกคำร้องกรณีตำรวจยื่นคำร้องต่อศาลให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่หน้าศาลากลางจังหวัดกระบี่.แต่เนื่องจากการดำเนินการมีความล่าช้า ในบางพื้นที่กลุ่มนายทุนยังไม่ยอมออกจากพื้นที่สัมปทาน มีการฟ้องร้องขอความคุ้มครองจากศาล และพยายามดำเนินการในหลากหลายวิธี เพื่อจะอ้างสิทธิในการดำเนินการเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวนายชูวงศ์ มณีกุล หนึ่งในแกนนำกลุ่มชาวบ้าน ที่ออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องที่ดินทำกิน กล่าวว่าจุดเริ่มต้นของการบุกยึดที่ดินนายทุนหมดสัมปทานรอบใหม่ เริ่มปะทุขึ้นมาประมาณกลางปี 2556ชาวบ้านกลุ่มไร้ที่ดินทำกินได้รวมตัวกันไปประท้วงเรียกร้องที่หน้าสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 12 กระบี่ พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร ผวจ.กระบี่.เพื่อเร่งให้กรมป่าไม้นำที่ดินมาจัดสรรให้คนจนที่ไม่มีที่ดินทำกินโดยเร็ว และหลังจากนั้นก็ได้เดินทางไปชุมนุมต่อที่หน้าศาลากลาง โดยทางจังหวัดจะรับปากว่าจะเร่งนำที่ดินมาจัดสรรให้โดยเร็ว แต่ทุกอย่างก็เงียบ มีคำตอบเพียงว่ากำลังอยู่ระหว่างดำเนินการ“เมื่อการดำเนินการของภาครัฐล่าช้า เหมือนเป็นการเปิดโอกาสให้กับกลุ่มนายทุนที่ยังคงปักหลักอยู่ในพื้นที่ได้เก็บเกี่ยวผลประโยชน์ทั้งๆที่หมดสัญญาสัมปทานไปแล้ว อีกทั้งยังเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐบางคนเข้าไปรับผลประโยชน์จากกลุ่มนายทุน มีการจัดสรรที่ดินกันเองโดยไม่ผ่านกระบวนการใดๆที่ถูกต้องตามกฎหมาย ทำให้กลุ่มชาวบ้านบางส่วนเข้าไปจับจองพื้นที่เพื่อเก็บเกี่ยวผลประโยชน์กันบ้าง จนเกิดปัญหากระทบกระทั่งกันมาหลายครั้ง” นายชูวงศ์ กล่าว บริษัทเอกชนยังคงใช้พื้นที่สวนปาล์มที่หมดอายุสัมปทานทำผลประโยชน์เพาะพันธุ์กล้าปาล์ม ซึ่งชาวบ้านเรียกร้องให้รัฐนำมาจัดสรรให้กับคนจน.แกนนำกลุ่มเรียกร้องที่ดินทำกินยังกล่าวอีกว่า ชาวบ้านเริ่มกลับมามีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อทางจังหวัดแจ้งให้ประชาชนที่ไม่มีที่ดินทำกินมาขึ้นทะเบียนเพื่อรับการจัดสรรที่ดินทำกินเมื่อเดือน ต.ค.2561 ทำให้ชาวบ้านไร้ที่ทำกินกว่า 3 หมื่นคน ทั้งใน จ.กระบี่ และจังหวัดใกล้เคียงทยอยมาลงชื่อเวลาผ่านไปแล้วปีเศษ การดำเนินการกลับล่าช้าอีก ไม่มีการนำที่ดินมาจัดสรรให้ชาวบ้านตามที่ประกาศไว้ ทางจังหวัดอ้างเพียงว่ากำลังดำเนินการ เหมือนหลอกให้ความหวังกับคนจน เพราะเหตุนี้จึงต้องนำชาวบ้านมาชุมนุมปักหลักประท้วงที่หน้าศาลากลาง จ.กระบี่ ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ย.ที่ผ่านมาโดยจะชุมนุมเป็นเวลา 100 วัน เพื่อเรียกร้องที่ดินทำกิน ชาวบ้านสวมกอด พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดีผวจ.กระบี่ ระหว่างไปรับฟังปัญหา.เมื่อวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้าตรวจยึดสวนปาล์มของบริษัทเอกชน ในพื้นที่ ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา เนื้อที่ประมาณ 20,000 ไร่ กลับมาเป็นของรัฐหลังหมดอายุสัมปทาน แต่ดูเหมือนว่าการดำเนินการดังกล่าว เป็นเพียงการเลี่ยงความผิด เป็นขายผ้าเอาหน้ารอด เพราะทุกวันนี้กลุ่มนายทุนยังไม่ได้ออกจากพื้นที่แต่อย่างใด ชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ นำกำลังเข้าตรวจยึดพื้นที่สวนปาล์มหมดอายุสัมปทานของบริษัท ในพื้นที่ ต.ปลายพระยา อ.ปลายพระยา.ขณะที่ พ.ต.ท.ม.ล.กิติบดี ประวิตร ผวจ.กระบี่ ซึ่งเคยมาเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุม ให้ยุติการชุมนุม โดยชี้แจงให้กลุ่มชาวบ้านฟังว่า ทางจังหวัดกำลังเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ได้นิ่งนอนใจพร้อมรับปากจะนำที่ดินดังกล่าวมาจัดสรรให้กับชาวบ้านที่ยากจนได้มีที่ดินทำกินแต่ดูเหมือนการเจรจาดังกล่าวจะไม่เป็นผล เนื่องจากกลุ่มชาวบ้านมองว่า เป็นเพียงการกล่าวอ้างของตัวแทนภาครัฐเหมือนเช่นที่ผ่านๆมากลุ่มชาวบ้านยังคงยืนยันปักหลักชุมนุมเรียกร้องต่อไป จนกว่าสิ่งที่เรียกร้องจะบรรลุตามจุดประสงค์ที่ต้องการทั้งหมดนี้คือปัญหาที่รอรัฐบาลแก้ไข.วิสุทธิ์ รองพล