ทุ่งกุลา...ไม่ร้องไห้! ความพยายามในการพลิกแผ่นดิน “ทุ่งกุลาร้องไห้” ทุ่งราบกว้างใหญ่ครอบคลุม 13 อำเภอ 5 จังหวัดประกอบด้วย มหาสารคาม สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษและ ยโสธร ที่ถูกขนานนามถึงความแห้งแล้งและทุรกันดาร ยากแก่การประกอบอาชีพหรือทำการเกษตรมีมาอย่างต่อเนื่องยาวนานนับศตวรรษ แต่ถึงวันนี้ชาวทุ่งกุลาฯไม่เพียงไม่ร้องไห้ แต่กำลัง “ยิ้มได้” แล้ว เพราะล่าสุด กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้ระดมหน่วยงานในสังกัดร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ลงพื้นที่ส่งเสริมเทคโนโลยีเพื่อสร้างอาชีพหลังการทำนา ทั้งการปลูกพืชสมุนไพร ถั่วเขียว ภายใต้กลไกตลาดนำการผลิต เชื่อมโยงผลผลิตกับเอกชน ทำให้เกษตรกรมีรายได้เสริม เพิ่มคุณภาพชีวิต ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานเข้าเมืองเพื่อหางานทำ วิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ดร.ยี่โถ ทัพภะทัตทั้งนี้ ทีมวิจัยจากสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ(ไบโอเทค) ศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) นำโดย น.ส.วิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผอ.สท. ดร.ยี่โถ ทัพภะทัต ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ จากไบโอเทค ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์ จากนาโนเทคได้เข้าไปดำเนินโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้โดยจัดทำ โครงการปลูกพืชสมุนไพรคุณภาพดีของเกษตรกรพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ดร.ประเดิม วณิชชนานันท์ ดร.วีรกัญญา มณีประกรณ์“ทีมวิจัยได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีสู่ชุมชนทุ่งกุลาฯ โดยใช้กลไกตลาดนำการผลิต โดย ทำงานบูรณาการความร่วมมือแบบจตุภาคีจากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคประชาสังคมเพื่อเพิ่มศักยภาพให้เกษตรกรสามารถผลิตพืชสมุนไพรให้ได้คุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งการผลิตพืชสมุนไพรให้เพียงพอและได้มาตรฐานตามความต้องการนั้น สิ่งสำคัญคือต้องมีการบริหารจัดการแปลงที่ดี ได้แก่ การผลิตพันธุ์ปลอดโรค เพื่อส่งให้แก่เกษตรกร การให้ความรู้กับเกษตรกรในการเตรียมท่อนพันธุ์หรือหัวพันธุ์ การจัดการดิน เพื่อป้องกันการเกิดโรคสะสม รวมทั้งการผลิตและดูแลที่เหมาะสมต่อการปลูกที่ปลอดภัยต่อเกษตรกรและผู้บริโภค ส่งเสริมการผลิตสมุนไพรคุณภาพให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP (Good Agriculture Practices) หรือเกษตรอินทรีย์ ซึ่งตลาดมีความต้องการและในแปลงสมุนไพรนั้น ปริมาณโลหะหนัก สารพิษทางการเกษตรและปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ ต้องไม่เกินค่ามาตรฐานและสามารถผลิตสารสำคัญให้ได้ตามเกณฑ์มาตรฐาน” น.ส.วิราภรณ์ มงคลไชยสิทธิ์ ผอ.สท.หนึ่งในทีมวิจัยเล่าถึงขั้นตอนการดำเนินการ ทั้งนี้ ประเทศไทยมีแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาพืชสมุนไพรไทยเพื่อเตรียมผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางสมุนไพรโลก สวทช.จึงขานรับนโยบายจัดทำโครงการการถ่ายทอดเทคโนโลยีการขยายพันธุ์พืชและยกระดับการผลิตสมุนไพรคุณภาพดีของเกษตรกรพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ นำร่องใน 3 จังหวัด ได้แก่ ศรีสะเกษ ร้อยเอ็ดและ มหาสารคาม เริ่มต้นส่งเสริมการปลูกขิง-ไพล-ฟ้าทะลายโจร เนื่องจากเป็นชนิดพืชที่ สวทช.ดำเนินการวิจัยพัฒนาพันธุ์และมีศักยภาพสูงเป็นที่ต้องการของตลาด โดยเฉพาะบริษัท โอสถสภาฯ หนึ่งในบริษัทเอกชนที่มีความ ต้องการวัตถุดิบสมุนไพร เช่น ขิง ไพล ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น โดย สวทช.ใช้กลไกตลาดนำการผลิต ทำให้เอกชนมีความพร้อมรับซื้อผลผลิตเพื่อผลิตสินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม โดยในปี 2566 ได้ดำเนินงานใน 3 ส่วน ได้แก่ 1.การผลิตขิงปลอดโรคด้วยการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อในระบบไบโอรีแอกเตอร์ 60,000 ต้น อยู่ระหว่างการอนุบาลที่ศูนย์วิจัยพืชสวนศรีสะเกษ 15,000 ต้น และศูนย์ขยายพันธุ์พืชมหา สารคาม 45,000 ต้น ตั้งเป้าส่งมอบให้เกษตรกรปลูกในปี 2568 2.การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสมุนไพรคุณภาพดีให้ได้มาตรฐาน (GAP) 3.การสร้างจุดเรียนรู้การผลิตสมุนไพรคุณภาพดีเชื่อมโยงกับหน่วยงานในพื้นที่ ปัจจุบันมีเกษตรกรได้รับองค์ความรู้เทคโนโลยีการผลิตสมุนไพรคุณภาพดี 337 คน และมีเกษตรกรแกนนำปลูกขิง 28 คน พื้นที่รวม 10 ไร่ โดยทีมวิจัยใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของเกษตรกรทั้งนี้ ผลการดำเนินงานมีเกษตรกรได้รับประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมแล้ว นางสุปราณี ยาทะเล สมาชิกกลุ่มปลูกสมุนไพรแปลงใหญ่ ต.ปราสาท อ.ห้วยทับทัน จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า ทดลองปลูกขิงพันธุ์ราชบุรี ในพื้นที่ 2 งาน ได้ผลผลิตรวม 300 กิโลกรัม เมื่อเก็บผลผลิตพบว่าขิงมีหัวขนาดใหญ่มาก ซึ่งผลผลิตที่ได้บริษัทโอสถสภาฯจะรับซื้อไปใช้เป็นวัตถุดิบในการทำผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มถั่วเขียวเป็นอีกกลุ่มพืชหลังนาที่เกษตรกรทุ่งกุลาฯให้ความสนใจ เพราะเป็นพืชใช้น้ำน้อย นายไพฑูรย์ ฝางคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนศูนย์ส่งเสริมและผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน ต.ผักไหม จ.ศรีสะเกษ เล่าว่า สวทช.เข้ามาส่งเสริมการปลูกถั่วเขียวพันธุ์ KUML ให้ผลผลิตคุณภาพดี เมล็ดโต สุกแก่พร้อมกัน ทำให้เก็บเกี่ยวได้ง่าย ลดต้นทุน ได้ผลผลิตต่อไร่เยอะกว่าถั่วเขียวสายพันธุ์เดิมถึงเท่าตัว โดยผลผลิตเฉลี่ยอยู่ที่ 200 กิโลกรัมต่อไร่ ขายได้ประมาณ 5,000 บาท ต้นทุนปลูกถั่วเขียว 1 ไร่ ประมาณ 1,800 บาท สร้างรายได้เพิ่ม 3,000 บาทต่อไร่“สวทช.พยายามเอาความรู้ทางวิชาการและนักวิจัยมาร่วม เพื่อที่จะให้เกษตรกรสามารถที่จะผลิตสมุนไพรที่มีคุณภาพ โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่ทำมา 1 ปี ก็สามารถที่ จะผลิตสมุนไพรเข้าสู่กระบวนการผลิตของบริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ได้และสามารถขยายผลต่อได้ ซึ่งในระยะยาวจะทำให้รายได้เกษตรกรมั่นคงและยั่งยืน” ศ.ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผอ.สวทช.เล่าถึงผลสำเร็จเป็นรูปธรรม“ทีมข่าววิทยาศาสตร์” มองว่า ทุ่งกุลาร้องไห้ผ่านความเจ็บปวดรวดร้าวมายาวนานนับศตวรรษ ดังนั้นทุกความพยายามของหน่วยงานต่างๆที่พยายามจะพลิกฟื้นแผ่นดินทุ่งกุลาฯให้อุดมสมบูรณ์นับเป็นที่เรื่องที่ดีทั้งสิ้นทุ่งกุลาฯจะได้ไม่ต้องร้องไห้เสียที ประชาชนได้ทำกินบนผืนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอนอย่างมีความสุข มีรายได้ที่หลุดพ้นความยากจนเป็นทุ่งกุลาที่ยิ้มได้อย่างแท้จริงเสียที.ทีมข่าววิทยาศาสตร์อ่าน “คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ” ทั้งหมดที่นี่