นับแต่นักท่องเที่ยวแห่แหนเข้าเมืองไทยมากล้น ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา “อะโวคาโด” ผลไม้เมืองหนาวพลอยขายได้ราคา...จากเดิมเกษตรกรนอกโครงการหลวง ขายได้แค่ กก.ละ 20 บาท ขยับขึ้นเป็น 40-50 บาทความต้องการปลูกอะโวคาโดเลยมีมากขึ้น แต่มีปัญหาอยู่ตรงจะปลูกยังไงถึงจะให้ผลดีที่สุด ...ต้นละ 200-300 กก. หรือไร่ละ 9-13 ตันต่อปี “บ้านเรามีอะโวคาโดอยู่ 7-8 พันธุ์ ที่ปลูกในบ้านเราได้ แต่พันธุ์ที่ให้ลูกผลรสชาติดีที่สุดคือ แฮสส์ (Hass) กระนั้นพันธุ์นี้มีข้อจำกัด ต้องปลูกในพื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 1,000 เมตรขึ้นไป หรือต้องปลูกบนดอยสูง แถมยังต้องเป็นพื้นที่มีอากาศนิ่ง ลมไม่แรง ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่างกลางวันกับกลางคืน ต้องไม่เกิน 4-5 ํC ไม่เช่นนั้นจะให้ผลผลิตไม่ดี มีโอกาสเป็นโรคตายได้ง่าย” กรกต เลิศปรีชารักษ์ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร จ.เชียงราย (เกษตรที่สูง) บอกว่า ด้วยเหตุนี้จึงได้มีการสรรหาพันธุ์ใหม่มาส่งเสริมให้สามารถปลูกได้ในพื้นที่หลากหลายขึ้นนั่นคือ...พันธุ์พิงค์เคอร์ตัน (Pinkerton)ปลูกได้ในพื้นที่มีความสูงแค่ 400-500 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ไม่ต้องห่วงเรื่องอากาศนิ่ง ลมแรง และทนต่อโรคมากกว่า...แต่ให้ผลผลิต รสชาติความอร่อยไม่ต่างจากแฮสส์ “จะให้ได้ผลดีไม่ควรเพาะเมล็ด เนื่องจากกลายพันธุ์ได้ง่าย เกษตรกรควรใช้วิธีเสียบยอด เสียบข้าง หรือติดตา ด้วยการหาเมล็ดอะโวคาโดที่มีขนาดใหญ่มาเพาะเป็นต้นตอ จะช่วยให้ได้ต้นตอที่สมบูรณ์ มีระบบรากแข็งแรง”หลังจากได้ต้นตอและเสียบยอด เสียบข้าง ติดตา จนได้ต้นกล้าพร้อมจะนำไปปลูก ผู้ชำนาญฯ กรกต แนะให้ขุดหลุมขนาด กว้าง 50 ซม. ยาว 50 ซม. ลึก 60 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกและโรยปูนขาวเพื่อปรับสภาพดินให้เป็น กลาง ระยะห่างระหว่างต้นและแถวควรอยู่ที่ 6-7 เมตรปลูกเสร็จแล้ว ให้ระวังเรื่อง “ปักไม้ค้ำ” พยุงต้นกล้าไม่ให้ล้ม...อย่าปักไม้ค้ำลงไปในแนวดิ่งแบบชิดลำต้น เพราะไม้ค้ำจะไปบาดรากให้เป็นแผล เป็นช่องทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ลำต้นทำให้ตายได้ง่าย อีกทั้งถึงฤดูแล้ง ปลวกจะมากินไม้ค้ำและจะเลยเถิดมากินรากต้นอะโวคาโดที่อยู่ติดกันให้ตายได้ การปักไม้ค้ำที่ถูกต้อง ควรปักเฉียง 45 องศา เพื่อปลายไม้ค้ำปักลงดินจะไม่โดนรากอีกข้อพึงระวัง “การกำจัดวัชพืชหญ้ารอบโคนต้น” ในช่วง 1-2 ปีแรก ห้ามถอน-ถาก-ถาง วัชพืชโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้รากต้นอะโวคาโดที่ปลูกใหม่กระทบกระเทือน ฉีกขาดเป็นแผลให้เชื้อโรคเข้าไปทำลายต้นได้ง่าย...ควรใช้วิธีใช้มีดตัดกำจัดวัชพืชโดยไม่ให้กระเทือนถึงราก เกษตรกรสนใจอบรมเรียนรู้ สอบถามได้ที่ 08-1885-5778.ชาติชาย ศิริพัฒน์