ย้อนหลังไป 700 กว่าปี สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี การไปมาหาสู่ไม่เจริญเท่ากับทุกวันนี้...!บ้านเรือนไม่มีไฟฟ้าใช้มีเพียงการก่อไฟให้แสงสว่าง ยามรัตติกาลบ้านเรือนตกอยู่ในความมืด บรรพบุรุษจึงสั่งสมประสบการณ์จากการเรียนรู้ จนเกิดเป็นภูมิปัญญามีค่า ถ่ายทอดสู่รุ่นลูกรุ่นหลานนั่นคือการ “ฟั่นเทียน” ภูมิปัญญาที่เกิดจากการดำรงชีวิตให้อยู่รอด ถูกถ่ายทอดให้ลูกหลานเรียนรู้ นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในยามค่ำคืน หรือใช้ในพิธีกรรมต่างๆนางสมบูรณ์ โฆษประสิทธิ์ อายุ 72 ปี บ้านเลขที่ 67 หมู่3บ้านเมืองเก่า ต.ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เล่าว่า ภูมิปัญญาการฟั่นเทียนให้ออกมาเป็นเทียนไขจากผึ้งแท้ๆ ได้รับจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่อายุ 15 ปี นำไปใช้เฉพาะในงานมงคลเท่านั้น ไม่ว่าพิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ การทำน้ำมนต์ หรือพิธีสงฆ์ต่างๆวิธีการเริ่มจากนำรังผึ้งป่ามาต้มเคี่ยว เสร็จแล้วทิ้งไว้จนเช้าให้เย็นไขรังผึ้งจะลอยอยู่เหนือน้ำ จึงช้อนไปหลอมในชามให้ไขผึ้งกลายเป็นก้อน เวลาใช้นำไปใส่เตาที่ความร้อนพอเหมาะให้อ่อนตัวเล็กน้อยจากนั้นวางไส้เทียนทำจากเชือกเป็นแนวยาวตามขนาดที่ต้องการ จึงแผ่ไขผึ้งน้ำหนัก 1 บาท หรือ 15.2 กรัม หรือมากน้อยกว่านั้นทับลงไป แล้วคลึงด้วยไม้กระดานให้ไขผึ้งหุ้มห่อไส้เทียนเอาไว้ป้าสมบูรณ์ บอกด้วยว่า วิธีการนี้เรียกว่า การฟั่นเทียน เมื่อห่อด้วยกระดาษแก้วจึงเป็นเสร็จกระบวนการ ของแท้ดมแล้วต้องมีกลิ่นหอมของรังผึ้ง นี่เองจึงได้รับความนิยมมาอย่างยาวนานแต่เวลานี้กำลังประสบปัญหารังผึ้งที่ใช้ฟั่นเป็นเทียนไขหายากขึ้นทุกวัน แม้กระนั้นร้านสังฆภัณฑ์ วัด หรือหน่วยงานต่างๆที่จะจัดพิธีการสำคัญๆก็ยังสั่งทำไม่หยุดประกอบกับคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยสนใจสืบทอดภูมิปัญญาชิ้นนี้ แม้ยังมีอยู่บ้างแต่ก็ลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆจึงยังไม่รู้ภูมิปัญญาการฟั่นเทียนแบบดั้งเดิมนี้ จะยังมีให้เราได้เห็นหรือสูญหายไปกับกาลเวลา...!วันชัย เอมสมุทร