ต้นปี พ.ศ.2484 เมื่อจอมพล ป.พิบูลสงคราม เปลี่ยนวันปีใหม่ จากวันสงกรานต์เดือนเมษาฯ มาเป็น 1 มกราฯ มีเสียงด่าพึมจากคนหัวเก่า ท่านผู้นำเอาอย่างฝรั่งปรานี สุจิตต์ วงษ์เทศ เขียนไว้ในหนังสือ ประเพณี 12 เดือน ในประวัติศาสตร์สังคมวัฒนธรรม เพื่อความอยู่รอดของคน (ศิลปวัฒนธรรม ฉบับพิเศษ 2548) ว่า เมื่อราชสำนักรับวัฒนธรรมอินเดียผ่านทางกลุ่มพราหมณ์ จึงเริ่มเอาสงกรานต์ในเดือน 5 เป็นวันขึ้นปีใหม่แต่ความเป็นจริง ในยุคดั้งเดิมดึกดำบรรพ์ 3,000 ปี คนไทยในอุษาคเนย์ ตั้งหลักแหล่งเป็นชุมชนถาวร รู้จักทำกสิกรรม ได้ถือเอาวัน 1 ค่ำ เดือนอ้าย ราวปลายเดือนพฤศจิกาฯ ถึงต้นเดือนธันวาฯ เป็นวันขึ้นปีใหม่แต่ทางราษฎรสามัญยังถือคติเดิม ขึ้นปีใหม่เดือนอ้าย โดยปรับเปลี่ยนให้เข้าคติพุทธศาสนา แล้วมีการละเล่นในพิธีกรรมตามท้องถิ่นต่างๆกันไปวันขึ้นปีใหม่ในกฎมณเฑียรบาล ต้นกรุงศรีอยุธยา มีพิธีไล่เรือ แต่เอกสารสมัยหลังเรียกพิธีไล่น้ำ ซึ่งมีความหมายเดียวกันเพื่อให้น้ำลดลงเร็วๆ ชาวนาจะได้ลงมือเกี่ยวข้าวพิธีไล่เรือเริ่มด้วยขบวนเสด็จพยุหยาตราชลมารค เมื่อล่องไปถึงสถานที่ที่กำหนดก็ทำพิธี ตั้งเครื่องบัดพลีทำพิธีเรียกขวัญสู่ขวัญพระแม่คงคา มีทำนองร้องลำนำเห่กล่อมพระเจ้าแผ่นดินเสด็จออกยืนกลางเรือพระที่นั่ง แล้วทรงพัชนี ก็คือทรงถือพัดศักดิ์สิทธิ์โบกเหนือน้ำจากเหนือลงใต้ เป็นสัญลักษณ์ให้พัดที่ทรงถือและโบกนั้น ขอลมให้พัดกระแสน้ำไหลลงเร็วๆ น้ำจะได้ลดตามที่ร้องขอแล้วพระเจ้าแผ่นดินยังใช้ดาบศักดิ์สิทธิ์ฟันสายน้ำให้ขาด เพื่อเร่งรัดให้น้ำลดลงบันทึกราชทูตฝรั่งเศส แชร์แวส บอกว่า สมเด็จพระนารายณ์ เสด็จไปประกอบพระราชพิธีฟันน้ำ“รับสั่งให้น้ำลด แล้วทรงพระแสงฟันลงไป น้ำก็ลดลงตามพระราชประสงค์”นอกจากไล่เรือหรือไล่น้ำแล้ว ยังมีพิธีชักว่าว เพื่อขอให้ลมพัดแรงๆไล่น้ำให้ลดลงด้วยตำราพระราชพิธีเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา กำหนดว่า “พระเจ้าแผ่นดินต้องเสด็จออกทำพิธีชักว่าวศักดิ์สิทธิ์” ว่า“ให้ชีพ่อพราหมณ์เชิญพระอิศวร พระนารายณ์ มาตั้งยังที่ แล้วให้เจ้าพนักงานเตรียมว่าวมาเตรียมไว้ในโรงราชพิธี ครั้งได้ฤกษ์ดีให้ประโคมปี่พาทย์ฆ้องไชย เชิญเสด็จออกมาทรงชักว่าวพราหมณ์เจ้าพนักงานเอาว่าวถวายให้ทรงชักตามบุราณราชประเพณี เพื่อทรงพระเจริญแล”เมื่อชักว่าวขึ้นแล้วยังไม่เอาลง จนกว่าจะพ้นฤดูเก็บเกี่ยว ดังมีบันทึกของชาวยุโรป ลาลูแบร์ ว่า“ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยาม ปรากฏให้เห็นในท้องฟ้าทุกคืนตลอดระยะเวลา 2 เดือนของฤดูหนาว และทรงแต่งตั้งขุนนางให้คอยผลัดเปลี่ยนเวรถือสายป่านไว้”สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงพระนิพนธ์ไว้ในหนังสือ “ตำนานวังหน้า” ว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ พระอนุชาธิราช ทรงโปรดการทรงว่าวมากดังมีคำกล่าวคล้องจองกันว่า วังหลวงทรงจุฬา วังหน้าทรงปักเป้าก็เป็นอันว่า การชักว่าวลดความศักดิ์สิทธิ์ลงเป็นการเล่นพนัน เล่นเพื่อความบันเทิง เมื่อถึงยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ นี่เอง.กิเลน ประลองเชิงคลิกอ่านคอลัมน์ “ชักธงรบ” เพิ่มเติม